ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ พูดถึงปัญหาการใช้น้ำในประเทศไทย โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมและฝนแล้ง และเสนอแนวคิดในการแก้ปัญหานี้ด้วยการให้เกษตรกรมีแหล่งน้ำในพื้นที่ของตนเอง
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมเองเป็น ส.ส. แบบสัดส่วนกลุ่ม ๗ ตลอด ระยะเวลา ๓ ปีที่เป็น ส.ส. แบบสัดส่วนมานี้ ผมว่าผมไปเที่ยวทุกจังหวัดในเขตเลือกตั้งของ กลุ่ม ๗ ซึ่งไล่อย่างไรก็ไล่ได้แค่ ๑๕ จังหวัด แต่วันนี้ประมาณ ๔ โมงเย็นมี ส.ส. แบบสัดส่วน กลุ่ม ๗ บอกว่าเขามี ๑๖ จังหวัด ผมก็แปลกว่าใจว่า ๓ ปีที่ผมไปเที่ยวมา ๑๕ จังหวัด มันตก หล่นไปที่ไหนสักจังหวัดหนึ่งหรือเปล่า จนต้องไปให้เจ้าหน้าที่ค้นออกมาว่ากลุ่ม ๗ มีจังหวัด อะไรบ้าง ก็ปรากฏว่ามีจังหวัดระนอง จังหวัดชุมพร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดเพชรบุรี จังหวัด ราชบุรี จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดนครปฐม จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัด สุพรรณบุรี จังหวัดชัยนาท จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดอ่างทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดสระบุรี เพราะฉะนั้นที่เพื่อน ส.ส. แบบสัดส่วน กลุ่ม ๗ อภิปรายตอน ๔ โมงเย็น ว่ามี ๑๖ จังหวัดก็อยากจะฝากบอกไว้ว่าท่านพลาดแล้วล่ะ เพราะมันมีแค่ ๑๕ ครับ ผมเที่ยว มาครบแล้ว ๑๕ จังหวัดนี่ ๓ ปีนี่ไปมาทั่วเลย ท่านประธานครับ กลับมาถึงเรื่องของรายงาน ฉบับนี้ ต้องขอแสดงความชื่นชมกับท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ท่านเสนาะ เทียนทอง ถ้าไม่ใช่ เสนาะ เทียนทอง ที่มีบารมีอย่างนี้ ไม่มีทางตั้งคณะอนุกรรมาธิการได้ตั้ง ๑๐ คณะ ซึ่งไม่มีปรากฏหรอกครับ แม้แต่สามัญเขายังให้แค่ ๒ คณะ นี่วิสามัญตั้ง ๑๐ คณะ แล้วที่สําคัญที่สุดก็คือความร่วมมือจากส่วนราชการต่าง ๆ เท่าที่ปรากฏในรายงานฉบับนี้ ถ้าไม่ใช่ประธานคณะกรรมาธิการที่ชื่อ เสนาะ เทียนทอง ไม่มีทางหรอกครับที่จะได้รับ ความร่วมมือมากขนาดนี้ ผมจําได้ว่าเมื่อญัตติเรื่องนี้เข้ามา ตอนนั้นเราเพิ่งจะเลือกตั้งกันมา หมาด ๆ ไม่กี่เดือน ผมเป็นคนหนึ่งที่อภิปรายสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ แต่ตัวผมปฏิเสธที่จะเข้าไปเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ ทว่านั่งรออยู่ว่าเมื่อไรจะมี ความเมตตาจากคณะกรรมาธิการวิสามัญเชิญผมไปพูดคุยบ้าง รอแล้วรอเล่าก็ไม่มี จนกระทั่ง ได้เห็นรายงานฉบับนี้ตั้งแต่ ปี ๒๕๕๑ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ก็ไม่มีโอกาสไปร่วมสนทนากับ คณะกรรมาธิการวิสามัญคณะนี้ แล้วสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญและกรรมาธิการท่านอื่น ๆ ด้วยก็คือว่า ผมคิดว่า คณะกรรมาธิการชุดนี้มีเจตนาที่จะศึกษาแนวทางในการแก้ปัญหา ๒ ด้าน ด้านหนึ่งก็คือ เรื่องน้ําท่วม อีกด้านหนึ่งก็คือฝนแล้ง หรือขาดแคลนน้ําทํานองนั้น ผมคิดว่าจําเป็นเหลือเกิน ที่จะต้องให้ความสําคัญทั้ง ๒ ด้าน แล้วต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนกว่านี้ ผมดูแล้วนะครับ ยังไม่มีความชัดเจน ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ผมขออนุญาตที่จะฉายหนังซ้ําอีกครั้งหนึ่ง ผมได้อภิปรายสนับสนุน แล้วก็เสนอแนวคิดว่า ในพื้นที่ประเทศไทยประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ถ้าคํานวณเป็นพื้นที่ จํานวนไร่ ก็อยู่ที่ประมาณ ๓๑๒,๕๐๐,๐๐๐ ไร่ โดยประมาณนะครับ สมมุติว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่เพาะปลูก จะเป็นทําไร่ ทํานา ทําสวนก็แล้วแต่ สมมุติว่าครึ่งหนึ่ง ก็ประมาณ ๑๕๖ ล้านไร่ นี่เป็นพื้นที่สําหรับทําการเกษตร จะปลูกเรือกสวนไร่นาอะไร ก็แล้วแต่ สมมุติว่าเกษตรกรครอบครัวหนึ่งมีที่ดิน ๑๐ ไร่ ต้องกําหนดเป็นยุทธศาสตร์ว่า ควรที่จะมีแหล่งน้ําประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ คือ ๑ไร่ สมมุติมีที่ดิน ๑๐ ไร่ ขุดบ่อ ๑ บ่อ พื้นที่ ๑ ไร่ ส่วนโครงการใหญ่ ๆ ที่ท่านไปศึกษามา รวมทั้งเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายมาโดยลําดับนั้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแก่งเสือเต้น เขื่อนอะไรต่ออะไรต่าง ๆ นั่นเป็นโครงการชลประทาน ขนาดใหญ่ แต่ในยุทธศาสตร์อันนี้ควรที่จะกําหนดไปที่ครอบครัวเกษตรกรเลยว่าที่ดินของ เกษตรกรไม่ว่าจะทําไร่ ทํานา ทําสวน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ควรจะเป็นแหล่งน้ํา ยกตัวอย่าง ผมบอกเมื่อกี้นี้ว่ามี ๑๐ ไร่ ขุดบ่อ ๑ บ่อ เนื้อที่ ๑ ไร่ ๑ ไร่ ๑,๖๐๐ ตารางเมตร ให้มี ความจุน้ําได้ ๓ เมตร ก็เท่ากับว่าเรามีน้ํา ๔,๘๐๐ คิว จากงานวิจัยหลายฉบับสรุปตรงกันว่า การทํานาของเกษตรกรพื้นที่ ๑ ไร่ ๑,๖๐๐ ตารางเมตรจะใช้น้ําประมาณ ๑๒๐ คิว ต่อ ๑ ฤดูกาลเพาะปลูก นั่นหมายความว่าถ้า ๑๐ ไร่ ขุดบ่อ ๑ ไร่ เหลือ ๙ ไร่ ๙ ไร่ทํานา แต่ละครั้งจะใช้น้ําไปประมาณ ๑,๐๘๐ คิว ถ้าเรามีน้ําต้นทุนอยู่ ๔,๘๐๐ คิว ใช้ ๑,๐๘๐ คิว ในการทํานา ๙ ไร่ ยังจะเหลือน้ําอยู่ประมาณ ๓,๗๒๐ คิว แน่นอนน้ํามันต้องมีการระเหยไป เนื่องจากการเผาผลาญของดวงอาทิตย์ก็ยังเหลือพอที่จะใช้รดผัก ปลูกพืชผักสวนครัว ฟัก แฟง แตงกวา สารพัดจะปลูกได้ และในขณะเดียวกันในบ่อนั้นหลังจากที่ทํานาไปแล้ว ก็ยังมีน้ําเหลืออยู่ก็เอาปลาไปปล่อย ปัจจุบันนี้มีความก้าวหน้าในการพัฒนาการใช้พลังงาน จากแสงอาทิตย์ ซื้อไฟที่เป็นพลังงานแสงอาทิตย์แจกเกษตรกร บ่อหนึ่งให้มีสัก ๑๐ ดวง กลางคืนพอพระอาทิตย์ตกไฟก็ติดขึ้นมา แมลงก็มาเล่นไฟ ตกลงไปก็เป็นอาหารปลา อย่างนี้ คนไทยจะจนหรือครับ ลองกําหนดเป็นยุทธศาสตร์อย่างนี้ ทําให้เป็นหลุมขนมครกไป ทั่วทั้งประเทศ ท่านประธาน ผมเชื่อแน่ว่าท่านเคยไปเมืองจีน ไม่ว่าจีนแผ่นดินใหญ่ สาธารณรัฐประชาชนจีน หรือจีนที่เป็นเกาะไต้หวัน ก่อนเครื่องบินจะลงนี่ ถ้าเรานั่งอยู่กรอบ หน้าต่างจะมองลงไปข้างล่าง มันเหมือนมีใครเอากระจกเงาไปวางอยู่บนพื้นสะท้อน แสงอาทิตย์ขึ้นมา นั่นคือบ่อน้ําครับท่านประธาน บ่อน้ําที่เขาขุดไว้มันเหมือนตาข่ายหรือ เหมือนหลุมขนมครก ถ้าบ้านเมืองของเราทําได้อย่างนั้นคนไทยทั้งชาติจะไม่มีวันจน เพราะฉะนั้นผมก็เลยขออนุญาตที่จะนําความคิดตรงนี้กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ เหมือนอย่างเช่นท่าน ส.ส. จังหวัดฉะเชิงเทรา ฐิติมา ฉายแสง บอกว่าจะมีทางเพิ่มข้อมูลอะไรบางอย่างเพิ่มไปได้ไหมเพื่อจะนําเสนอให้รัฐบาล นําไปสู่การแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนทั้งหมดอย่างเป็นรูปธรรม ผมเชื่อว่าถ้าเรา วางยุทธศาสตร์อย่างนี้ ให้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เพาะปลูก ไม่ว่าจะเป็นสวน เป็นไร่ เป็นนา เป็นแหล่งน้ํา ให้กับทุกครอบครัว โดยไม่ต้องคํานึงถึงเรื่องการสร้างโครงการชลประทาน ขนาดใหญ่ อันนั้นก็เป็นเรื่องของพื้นที่สาธารณะ แต่พื้นที่ทํากินของเกษตรกรควรจะกําหนด เป็นยุทธศาสตร์ อาจจะมอบหมายภารกิจตรงนี้ให้แก่ อบต. ซึ่งปัจจุบันมีทั่วประเทศแล้ว ส่วนที่เป็นเทศบาลส่วนมากก็เข้ามาอยู่ในชุมชนเมืองซึ่งมีพื้นที่เพาะปลูกน้อย แต่ อบต. สามารถที่จะเป็นแขนขาให้แก่รัฐ ให้แก่องค์กรของฝ่ายบริหารในการที่จะทําเรื่องนี้ให้เป็นจริง เป็นจัง ถ้าทุกพื้นที่ทํากินของเกษตรมีแหล่งน้ําสําหรับใช้ในการเพาะปลูกก็ดี เลี้ยงปลาก็ดี ผม มั่นใจเหลือเกินว่ายุทธศาสตร์นี้คนไทยทั้งประเทศจะไม่มีวันยากจนอีกต่อไป ก็คงจะใช้เวลา เพียงแค่นี้ครับ ขอขอบคุณครับท่านประธาน