ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน หารือเรื่องการแก้ไขมาตรา 34 โดยมีการเปลี่ยนแปลงอํานาจหน้าที่ของเลขาธิการ และเรียกร้องให้กลับร่างเดิม
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ในมาตรา ๓๔ คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม ในประเด็นที่ (๑/๑) ผมจะไม่ขออนุญาตพูดถึงเพราะจบไปแล้ว ท่านประธานครับ ในการแก้ไข ของคณะกรรมาธิการในมาตรา ๓๔ นี้ มาตรานี้ว่าด้วยอํานาจหน้าที่ของเลขาธิการนะครับ พอคณะกรรมาธิการไปแก้ไข ผมกราบเรียนถามท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ ข้อห่วงใยของท่านชาญชัย ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ถือว่าเป็นเรื่องที่ควรจะพิจารณา อย่างยิ่งนะครับ ยิ่งท่านไปขมวด ผมใช้คําว่า ขมวด เพราะว่าท่านพยายามเอาสาระใน (๓) (๔) ตัดออกหมดเลย จากที่เราเขียนเป็น (๓) (๔) ตัดออก ท่านมาเขียนขมวดใน (๑) อย่างเดียว แล้วก็ควบรวมไปเลยว่าให้เป็นไปตามร่างเดิม เราเน้นเรื่องกฎหมาย นโยบาย มติ ข้อบังคับ ระเบียบหรือประกาศของคณะกรรมการ ท่านบอกว่ากฎหมายไม่ต้อง ผมก็เลยกราบเรียน ถามท่านประธานไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการนะครับ ว่าท่านไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ผมไม่แน่ใจความเข้าใจของคณะกรรมาธิการกับผมตรงกันหรือไม่นะครับ แต่เข้าใจว่าไม่ตรงแน่ เพราะผมเห็นต่างจากท่าน เพราะท่านไปตัดคําว่า กฎหมาย ออก การปฏิบัติตามกฎหมาย ในการบริหารงานบุคคลนี้ กฎหมายทั่วไปท่านก็ต้องคํานึงถึง กฎหมายเฉพาะตรงนี้ท่านก็ คํานึงถึง นี่คือกฎหมายนะครับถ้าผ่านไปแล้ว ทั้งหลายทั้งปวงเลขาธิการมีอํานาจหน้าที่ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้ด้วย แต่ท่านตัดออกครับ ท่านเพียงแต่บอกให้ปฏิบัติ ตามนโยบาย ตามมติ ตามข้อบังคับของคณะกรรมการออกมาเท่านั้นเอง อันนี้เป็นข้อสังเกต อันที่ ๑ ฉะนั้นผมไม่เห็นด้วยครับ การแก้ไขของคณะกรรมาธิการนี้ผมอยากให้กลับไปร่างเดิม สาระสําคัญใน (๑) เป็นอํานาจหน้าที่ของเลขาธิการในการที่จะบริหารกิจการทั่วไปทุกอย่างเลย เราเลยเขียนว่าบริหารกิจการของสํานักงานให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย มติ ข้อบังคับ ระเบียบของคณะกรรมการ อันนี้คือทั่วไปครับ ท่านคณะกรรมาธิการกลัวจะเปลืองกระดาษ กลัวจะเปลืองน้ําหมึกในการพิมพ์ ก็เลยยุบ (๒) แล้ว (๓) ที่บอกว่าถ้อยคําที่ท่านชาญชัย ทักท้วง ถ้าเขียนกํากวมอยู่ใน (๑) ยิ่งน่าห่วงอีกครับ แต่ถ้ามาเขียนไว้ใน (๒) (๓) เหมือนเดิม ความห่วงใยน้อยลงครับ เพราะกฎหมายฉบับนี้เราให้อํานาจคณะกรรมการไปออกระเบียบ ตามมาตรา ๑๓ นะครับ ท่านย้อนไปดูมาตรา ๑๓ (๑) คณะกรรมการมีอํานาจหน้าที่ในการ กําหนดนโยบายและกํากับดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของสํานักงาน นั่นหมายความว่าเขาไป ออกระเบียบ ออกอะไรต่าง ๆ ที่เราเขียนไว้ในกฎหมายนี้ได้ แต่จะไปสอดคล้องกับกฎหมาย ป.ป.ช. หรือไม่นี่ท่านต้องไปดูนะครับ ประเด็นนี้ผมไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะว่าระเบียบ การใช้เงิน การงบประมาณตรงนี้เราให้สํานักงานนี้เป็นสํานักงานที่มีความเป็นอิสระในงาน การบริหารงบประมาณ บริหารงานบุคคล คณะกรรมการใหญ่สุดกําหนดได้ แต่จะกําหนดได้ ขอบเขตอย่างไรจะต้องผ่านความเห็นชอบของกระทรวงการคลังหรือไม่ผมไม่ทราบ ผมไม่แน่ใจ ไม่ได้ค้นคว้ามาให้ ต้องขออภัยจริง ๆ เพราะระเบียบการเงินที่คุณออกมานี้ต้องไปผ่าน หน่วยงานอื่นที่เขามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ เพราะว่าตัวเองเป็นองค์การอิสระ มีหน่วยงานอิสระในการที่จะรองรับเป็นหน่วยงานเลขาธิการ ถ้ากลับร่างเดิมดูใน (๓) (๔) เหมือนเดิม ท่านไปดู (๓) นิดเดียวเท่านั้นเองว่าจําเป็นจะต้อง ไปผ่านหน่วยงานอื่นไหม ระเบียบที่คณะกรรมการกําหนดเกี่ยวกับด้านการเงิน ผมก็ว่าน่าจะ ผ่านไปได้ ฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการกับท่านกฤษฎีกานะครับ ลองดูสักนิดหนึ่งว่าทําได้ไหม ถ้าทําได้ก็จบครับ ไม่อย่างนั้นท่านต้องไปถอนร่างนี้กลับไป เขียนใหม่หมดเลยนะครับ เหมือนที่ท่านชาญชัยแนะนํา เพราะว่าท่านไม่ได้ประชุมกันแน่ ๖ คน องค์ประชุมไม่ครบหรอกครับ ถ้าท่านบอกว่าคณะกรรมาธิการมีความเห็นพ้องเสียงส่วนใหญ่ ผมท้วงทันทีเลยนะครับ เพราะว่าท่านมี ๖ คน ด้วยความขอบคุณท่านประธานครับ ผมอยาก ให้กลับร่างเดิมและดู (๓) คือ (๓) นี้เป็นอํานาจหน้าที่ของเลขาธิการที่จะดําเนินการเกี่ยวกับ การบริหารงานบุคคล งานการเงิน งานงบประมาณซึ่งเขาจะต้องทําอยู่แล้ว งานพัสดุเขาทํา อยู่แล้ว เพราะเขามีหน้าที่เป็นผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานนี้ ท่านลองดูสักนิดหนึ่งครับ ถ้าไม่เติมแล้วใช้ได้ก็จบไป ถ้าเติมมันมีความรัดกุมมากขึ้นตามข้อทักท้วงของท่านชาญชัย ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ผมก็คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ ขอบคุณครับ