สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๘ เมษายน ๒๕๕๔

ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ หารือเรื่องบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการ และเรียกร้องการชี้แจงเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการ รวมถึงการเรียกเก็บเงินเดือนของพนักงานในองค์การอิสระ

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ นครนายก

ขออนุญาตเรียนท่านประธาน ถามไปทางคณะกรรมาธิการครับ ที่ท่านกําหนดบทบาทหน้าที่และเขียนอย่างนี้ในคณะองค์การอิสระ ซึ่งโดยศาลรัฐธรรมนูญได้มีคําวินิจฉัยบางเรื่องออกมาว่าองค์การอิสระนั้นสามารถดําเนินการ ออกระเบียบโดยไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับกฎหมาย ว่าด้วยระเบียบของการปฏิบัติคือระเบียบ พัสดุจัดซื้อจัดจ้าง โดยมีการออกกฎหมายเองก็ได้ หรือเกี่ยวกับเรื่องบุคคล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าห้ามมิให้ใช้กฎหมายดังกล่าวในการประกอบการ ในการที่จะจัดทําเรื่อง งบประมาณหรือการจัดทําเรื่องพัสดุหรือบริการอื่น ๆ อันนี้คือคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นตรงนี้ที่อยากจะเรียนถามนะครับว่า หลายองค์กรที่ในสภานี้ได้ออกกฎหมาย ให้ไป แล้วก็ให้องค์การอิสระไปดําเนินการประกาศระเบียบจัดซื้อจัดจ้างเอง ระเบียบในการ จัดแต่งตั้งหรือกําหนดเงินเดือนอะไรเองก็แล้วแต่ ทั้งเรื่องบุคลากรและเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง แต่ใน (๑) นี้บริหารกิจการและวางระเบียบเกี่ยวกับการดําเนินงาน การบริหารบุคคล การเงิน การงบประมาณ การพัสดุ และบริหารด้านอื่นของสํานักงาน ท่านก็ตัดคําว่า กฎหมาย ออก นโยบาย มติ ข้อบังคับ ระเบียบหรือประกาศของคณะกรรมการ อันนี้ก็อยู่ในเงื่อนไขที่ ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยเรื่อง ป.ป.ช. มา แต่ปรากฏอย่างนี้ครับ มีกฎหมายฉบับหนึ่ง ผมอยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการถ้าใส่ได้ใส่ไปด้วย ที่ท่านตัดคําว่า กฎหมาย นี้ มันมี กฎหมายฉบับหนึ่งที่สภาเพิ่งผ่านไป แล้วก็เป็นตัวอย่างอันหนึ่งคือ ป.ป.ช. กฎหมาย ป.ป.ช. นี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยทั้งฉบับ แต่ว่ามีอยู่มาตราหนึ่งท่านไม่ให้ คือกรณีเรื่องการไป กําหนดเงินเดือนของอีกหน่วยราชการหนึ่งมาใช้ในหน่วยงานขององค์การอิสระ คือไปเอา เงินเดือนของอัยการมาใช้เป็นเงินเดือนของพนักงานไต่สวน ผลปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญ ไม่เห็นด้วย แล้วก็ถือว่ากฎหมายนั้นขัดกัน ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็ส่งกลับมาให้เราพิจารณาใหม่ สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญแนะนําว่าต้องไปออกกฎหมายว่าด้วยเรื่องเงินเดือน อัตราเงินเดือน และเรื่องต้องผ่านฝ่ายนิติบัญญัติก่อน ถึงจะไปกําหนดหลักเกณฑ์การให้กรอบเงินเดือนได้ มิได้หมายความว่าคณะกรรมการจะไปจัดการทําเองได้หมด ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคําวินิจฉัย เรื่องนี้ ๒-๓ ครั้ง เรื่องนี้ ป.ป.ช. ก็โดนมา ๒ ครั้งแล้ว ๑. คือคณะกรรมการไปขึ้นเงินเดือน ให้ตัวเอง โดนปลดทั้งคณะเลย ๒. เรื่องของการที่ออกพระราชบัญญัติแก้ไขใหม่ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และเรื่องของการที่ตั้งพนักงานไต่สวน ก็คือกระจายให้พนักงานไต่สวนที่เป็น องค์คณะทั้งหมด ๑๐ คน กระจายมาเหลือ ๑-๒ คนสามารถทําได้ แต่ว่ามิได้หมายความว่า ให้ไปเอาเงินเดือนของอัยการมาใช้ หรืออ้างอิงเงินเดือนอัยการมาใช้แล้วจะทําได้ ต้องไปออก กฎหมายผ่านสภานิติบัญญัติ หรือต้องทําควบคู่เข้ามาเพื่อจะไม่ใช่เป็นคณะกรรมการทํา อันนี้ขออนุญาตเอาคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมาให้คณะกรรมาธิการ อยากจะแก้อะไรในนี้ ผมอยากจะให้ท่านแก้ให้มันจบ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวคณะกรรมการจะไปมีอํานาจล้นฟ้าเลย ถ้าจะเขียนอย่างนี้นะครับ ระเบียบหรือประกาศของคณะกรรมการก็คือหมายถึงว่า ๑. คณะกรรมการนี้จะเป็นฝ่ายบริหารเลย ๒. เป็นฝ่ายบริหารก็คือรวมทั้งเป็นฝ่ายบริหารบุคคล บริหารงบประมาณ การเงิน บริหารนโยบาย ถ้ามาเปรียบเทียบกับรัฐบาลก็คือหมายถึงว่า เป็นทั้ง ๑. สํานักงบประมาณ ๒. เป็นทั้งสภาพัฒน์ ๓. เป็นทั้ง ก.พ. เลย อํานาจล้นฟ้า อยู่ในคณะกรรมการอย่างเดียวเลยครับ ตรงนี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยแล้ว ถ้าท่านจะทํา อย่างนี้ต้องเอาเรื่องรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องบุคคล เรื่องเงินเดือนมาขอให้ผ่านสภานี้ก่อน ไม่ใช่ไปกําหนดกฎเกณฑ์อะไรเองเลยได้ว่าจะเอาแบบไหน ถ้ากรอบวงเงินยังไม่มี แล้วท่านไปตั้งเองก็จะมีปัญหาตามมาอีก ที่ผมกราบเรียนตรงนี้ คือมีกฎหมายที่เราได้ผ่านไป มาตรา ๑๐๓/๗ ของ ป.ป.ช. ท่านจะไปออกประกาศในสํานักงานเลขาธิการนี้ไปออกอย่างไรก็ได้ แต่ว่าในนั้นมาตรา ๑๐๓/๗ เขียนไว้ว่าอย่างนี้ ท่านจะใช้อํานาจหน้าที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างประมูลอะไร ก็แล้วแต่ มาตรา ๑๐๓/๗ เป็นเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง วันข้างหน้าสํานักงานท่านอยากจะ จัดซื้อจัดจ้าง ป.ป.ช. จะกําหนดองค์การอิสระในระดับไหน มีการจัดซื้อจัดจ้างในวงเงินเท่าไร ลําดับแรกคือท่านต้องเปิดเผยราคากลาง ต้องเปิดเผยวงเงินโครงการ ท่านต้องเปิดเผยวิธีการ คิดราคากลาง ในกฎหมายเขียนไว้อย่างนี้นะครับ ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๑๘ แล้ว และเรื่องนี้ ต้องผ่านเข้าสู่กระบวนการ เปิดเผยต่อสาธารณชน คือเข้าเว็บไซต์ (Website) ผ่านระบบ อิเล็กทรอนิกส์ด้วย ถ้า ๔ เรื่องนี้องค์การคือเลขาธิการไปทําหรือพัสดุไปทํา ไปจัดซื้อจัดจ้าง ไปทําข้อระเบียบอะไรขึ้นมา แล้วถ้าไม่ทํามันมีโทษจําคุกไปถึงอะไรก็แล้วแต่ อันนี้เป็น เรื่องของโทษอาญาที่จะตามมานะครับ ผมอ่านทั้งฉบับเรื่องมันยังไม่จบ แต่ว่ามันยังมีอีก หลายเรื่องที่ท่านต้องไปประกาศใช้ เพราะฉะนั้นองค์กรอิสระขณะนี้ที่ทําเป็นเอกเทศ หลายเรื่องหลายองค์กรทํา พอเราออกกฎหมายให้ท่านไปเสร็จเรียบร้อยแล้วเราไม่มีหน่วยติดตาม ว่าท่านทําตามที่เรามีเจตนารมณ์ให้หรือไม่ หลายเรื่องไปทําเกินนอกเหนือจากฝ่ายนิติบัญญัติ ให้ไปทํา และยังย้อนกลับมาเป็นปัญหาให้พวกเราเดือดร้อนอีก ในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎร ต้องไปตามแก้ปัญหาในพื้นที่แต่ละพื้นที่อีก แต่ละเรื่องแต่ละราวอีก เพราะฉะนั้น จึงกราบเรียนด้วยความเคารพผ่านท่านประธานไปถึงคณะกรรมาธิการว่าเรื่องนี้อยากจะ ฝากเตือนหรือให้ข้อสังเกตในการที่ท่านอยากจะแก้ตรงนี้ เขียนเสียให้ชัดเลยนะครับ ระเบียบ และประกาศคณะกรรมการนั้น เขียนเหมือนเป็นฟอร์ม (Form) ทั่ว ๆ ไป แต่ว่าต่อไปนี้ การเปิดเผยท่านต้องเขียนไว้เสียเลย แล้วองค์กรอย่างนี้เวลาเราจะเรียกมาสภา ยากมาก ในมาตรา ๑๓๕ ของรัฐธรรมนูญมีเฉพาะ บางองค์กรอิสระเขียนไว้เลยว่าไปเรียกคณะกรรมการ มาไม่ได้ เรียกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีมาได้ แต่เรียกคณะกรรมการองค์กรอิสระมาไม่ได้ เพื่อให้หลุดพ้นจากแรงกดดันของฝ่ายการเมือง ฝ่ายบริหาร แต่ขณะเดียวกันขออนุญาต ออกกฎหมายไปโดยที่ทําอะไรก็ได้ แต่เรียกตรวจสอบโดยตรงไม่ได้ ให้เลขาธิการมาได้ เลขาธิการมาไม่มาเปล่า ปล่อยให้ผู้อํานวยการมาชี้แจงแทน แล้วก็ไม่ค่อยยอมมาด้วย นี่คือ เราเจอปัญหาแบบนี้ครับ เราออกกฎหมายไปแล้วก็มีปัญหาตามมา ทีนี้องค์กรลักษณะอย่างนี้ เป็นองค์กรที่เข้าไปดูแลผลประโยชน์โดยตรงของพี่น้องประชาชน แล้วถ้าเกิดมันมีความ ผิดพลาดอะไรเกิดขึ้น ใครจะตรวจสอบท่าน ท่านเขียนไว้ในนี้ผมอ่านดู สตง. ก็ตรวจสอบ คือตรวจสอบเลขบัญชี อันนี้กําลังจะตรวจสอบการใช้ ท่านบอกว่าไม่มีอํานาจ ตราบใดถ้าเกิด ท่านมีองค์กรแบบนี้อํานาจมีตามไปที่องค์กรเลย ท่านร่วมตรวจสอบเสร็จปุ๊บท่านต้องส่งไป ให้กับหน่วยงานอีกหน่วยงานหนึ่งซึ่งเขาไปออกใบอนุญาต ความเห็นของท่านจะมีน้ําหนักมาก เพราะมันเป็นไปตาม พ.ร.บ. แล้ว ส่วนเขาจะฟังหรือไม่ฟังน้ําหนักท่านจะมีมาก เพราะฉะนั้น มาถึงเรื่องการบริหารของสํานักงานเลขาธิการต้องขึ้นกับคณะกรรมการ ผมให้เป็นข้อแนะนํานะครับ ท่านใส่ไปว่า ถ้าจะให้เกิดความโปร่งใส ให้นําข้อมูลอันนั้นเข้าสู่ระบบตามกฎหมาย ป.ป.ช. คือสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ องค์กรอิสระท่านต้องเปิดเผยตัวเอง ท่านต้องเกิดความโปร่งใส คือท่านเป็นคนไปตรวจสอบงานคนอื่นเขา ตัวองค์กรอิสระต้องเปิดเผยตัวเองต่อสาธารณชนด้วย ว่าฉันนี้บริสุทธิ์จริง ที่จะไปตรวจว่าเขาไปทํามลภาวะเป็นพิษ โรงงานที่จะไปขออนุญาตจะทํา ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องอะไรอย่างนี้ คุณจะไปตรวจเขาตัวคุณเองจะต้องเปิดเผยตัวคุณเอง ต่อสาธารณะ โดยดีที่สุดคือเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ไม่อย่างนั้นจะมีปัญหาตามมาครับ พวกผมต้องไปนั่งตามตรวจท่านอีกว่าท่านตัดสินนี้มันถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ทําไมท่านถึง ไปเห็นชอบอย่างนี้ แล้วทําไมมันถึงมีปัญหาตามมาอย่างนี้ แล้วกว่าจะจบเรื่องหนึ่งผมใช้เวลา อีกเป็นปี พี่น้องประชาชนผมเดือดร้อนอีกไม่รู้เท่าไร ผมเลยฝากว่าอันนี้เขียนให้ชัดได้ไหม ถ้าเขียนชัดได้มันจะเป็นประโยชน์ ทั้งประโยชน์ทางฝ่ายนิติบัญญัติ มีเจตนารมณ์ให้องค์กรอิสระ เข้าไปช่วย ไปตรวจสอบ แต่ความร้ายแรงของมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ฝ่ายนิติบัญญัติมีเจตนารมณ์ให้องค์การอิสระเข้าไปช่วย ไปตรวจสอบ ความร้ายแรงของมลพิษ กับสิ่งแวดล้อมแล้วก็สุขภาพอันนี้ผมว่าเป็นเรื่องใหญ่ ผมอยากจะตั้งเป็นข้อสังเกตตรงนี้ ถ้าเป็นไปได้ท่านก็ใส่ว่าโดยโปร่งใสโดยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ด้วยเลย ในการกระทํา เกี่ยวกับเรื่องพัสดุ การบริหารอื่น ๆ และงบประมาณการเงิน อันนี้ถ้าเป็นไปได้มันก็จะเป็น รูปแบบที่มันเกิดความชัดเจน และองค์กรอิสระทั้งหมดผมเชื่อว่าสมัยหน้าจะมีรูปแบบในการ แก้ไขตัวนี้ออกมาใช้ เพราะว่าคําสั่งของ ป.ป.ช. ที่จะมีไปถึงรัฐบาลใน ๑๖๐ วัน ทุกองค์กร จะต้องปฏิบัติให้เหมือนกันหมดด้วย ผมก็เลยขออนุญาตกราบเรียนไว้ตรงนี้ก่อนครับ ขอบพระคุณครับ