ผ่องศรี ธาราภูมิ พูดเรื่องร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการที่ดินสงวน หวงห้ามของรัฐ ที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม และขอสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพิจารณากฎหมายฉบับนี้ให้ดี
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันขออนุญาต ใช้เวลาไม่มากนะคะเพื่อจะอภิปรายให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจของท่านสมาชิกในการ ลงมติต่อกรณีที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการที่ดินสงวน หวงห้ามของรัฐ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่วุฒิสภาแก้ไขนะคะ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นที่ ทราบเจตนารมณ์ในการเสนอกฎหมายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะตัวดิฉันเอง ได้ติดตามเรื่องนี้แล้วก็ได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะท่านประธาน ท่านรองฯ อภิวันท์ ขออนุญาตเอ่ยนามนะคะ ท่านก็ได้มีส่วนร่วมตั้งแต่ครั้งที่ตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาเอกสารสิทธิที่ดินทํากิน ก็เป็นผลสืบเนื่องให้มีการไปยก ร่างพระราชบัญญัติขึ้นมาแล้วก็ปรับปรุงแก้ไขจนกระทั่งทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าร่าง พระราชบัญญัติฉบับนี้น่าจะเป็นเครื่องมือหนึ่งนะคะที่เป็นความหวังจะใช้ในการแก้ไขปัญหา เรื่องของเอกสารสิทธิที่ดินทํากินของราษฎรที่เรื้อรังมาอย่างยาวนาน ในการออกแบบ กฎหมายก็จะมีคณะกรรมการไปดูแลบริหารจัดการเชิงนโยบาย แล้วก็ไปสํารวจตรวจสอบ ข้อมูล ตลอดจนมีคณะกรรมการระดับจังหวัด แล้วก็จะมีกระบวนการที่จะไปจําแนก ที่ดินออก แล้วก็พิจารณาเรื่องของกระบวนการพิสูจน์สิทธิแล้วก็พิจารณาให้สิทธิหรือว่า กรรมสิทธิ์แก่ประชาชน ร่างพระราชบัญญัตินี้ก็มีทั้งหมด ๓๓ มาตรา เมื่อผ่านการเห็นชอบ ของสภาผู้แทนราษฎรส่งไปที่วุฒิสภา ดิฉันได้มีโอกาสไปเป็นคณะกรรมาธิการในส่วนของ วุฒิสภาด้วย ก็กราบเรียนว่าวุฒิสภานั้นได้แก้ไขเพิ่มเติมทั้งหมด ๑๙ มาตรา ดิฉันกราบเรียน ด้วยความเคารพนะคะท่านวุฒิสภาก็กรุณามากได้พิจารณากฎหมายฉบับนี้ เรียกว่าสนับสนุน นะคะ ไม่ได้มีความขัดแย้ง หลายเรื่องท่านได้แก้ไขให้กฎหมายมีความรอบคอบแล้วก็มีความ ชัดเจนยิ่งขึ้น แต่มีอยู่ ๒ ประเด็นที่ดิฉันกราบเรียนว่าแท้จริงแล้วด้วยบรรยากาศสถานการณ์ แบบนี้กฎหมายสําคัญแบบนี้ถ้าได้ผลักดันออกไปในช่วงเวลานี้น่าจะดีที่สุด เพราะว่าสัญญาณ การยุบสภาก็จะเกิดขึ้นอีกประมาณสัปดาห์หน้า ถ้าหากว่าออกกฎหมายไปก็จะเป็นการดี แต่เนื่องจากดิฉันเองได้พิจารณารอบคอบแล้ว แล้วก็พยายามอธิบายหลาย ๆ ท่าน ทุกฝ่าย ก็เห็นพ้องต้องกันนะคะว่า ถ้าเราเร่งรัดออกกฎหมายไปแม้จะได้กฎหมายตามที่หวัง แต่ถ้าหากเครื่องมือที่เราออกแบบไปนั้นมันผิดฝาผิดตัว ไม่สามารถไปทํางานได้ กฎหมาย ก็จะกลายเป็นเพียงกระดาษที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้ ดิฉันจึงให้ ข้อสังเกตนะคะว่าดิฉันไม่ติดใจในมาตราอื่น ๆ ที่วุฒิสภาแก้ไขนะคะ แล้วก็บางประเด็น ท่านนคร มาฉิม ได้อภิปรายไปแล้ว ขออนุญาตเอ่ยนาม ดิฉันติดใจเพียงมาตราเดียวค่ะ มาตรา ๕ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้ออกแบบให้มีคณะกรรมการบริหารจัดการที่ดินสงวน หวงห้ามของรัฐ ที่มี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งอนาคตก็ใครมาเป็นรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีก็เป็นประธาน ซึ่งเป็นฝ่ายนโยบายค่ะ พรรคประชาธิปัตย์ตอนนี้ ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านมีนโยบายชัดเจนว่าจะแก้ไข ปัญหาของเรื่องของที่ดินทํากิน โดยมีโยบายออกมาหลายรูปแบบที่เห็นเป็นรูปธรรม อาทิเช่น นโยบายเรื่องของโฉนดชุมชนที่จะแก้ไขปัญหาที่ดินทํากินแล้วก็การรักษาที่ดิน อย่างยั่งยืน ตลอดจนได้จัดทําเรื่องของธนาคารที่ดินที่จะดูแลปัญหาเรื่องของความเหลื่อมล้ํา ในเรื่องของการถือครองที่ดิน รวมทั้งยังได้มีแนวนโยบายที่จะทําเรื่องของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ตลอดจนได้เตรียมการเรื่องของการยกร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ดังนั้นกลไกการทํางานต่าง ๆ ในเชิงนโยบายได้ออกแบบแล้วก็ขับเคลื่อน ขณะนี้หน่วยงานที่ ดิฉันได้เอ่ยนามทั้งหลายทั้งปวงก็อยู่ที่สํานักนายกรัฐมนตรี ซึ่งการทํางานในระดับนโยบายนี้ จะต้องไปเชื่อมโยงกัน แล้วก็เป็นงานบูรณาการ คณะกรรมการระดับชาติไม่ใช่คณะกรรมการ ฝ่ายปฏิบัติ เป็นคณะกรรมการที่จะผลักดันนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ดังนั้นการออกแบบให้ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วก็มีตัวแทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับที่ดินเป็น กรรมการภาคราชการ แล้วก็มีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีข้อมูลงานวิจัยหรือว่ามีประสบการณ์ด้านการ บริหารจัดการที่ดินก็เป็นองค์ประกอบที่ดี ส่วนของเลขานุการนี้สําคัญที่สุด ก็คือ งานจะเดินได้กองเลขานุการนี้จะต้องงานประสานงานอย่างรอบด้าน แล้วก็บูรณาการ กฎหมาย ที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปได้ออกแบบให้สํานักนายกรัฐมนตรีเป็นกองเลขานุการ ดิฉันคิดว่า เครื่องมือนี้จะทําให้การขับเคลื่อนเชิงนโยบายแล้วก็ประสานงานมีประสิทธิภาพ แต่ว่า ด้วยข้อคิดเห็นที่แตกต่างก็ด้วยความเคารพท่านสมาชิกวุฒิสภานะคะ ท่านก็ไปแก้ไข ให้ฝ่ายเลขานุการนั้นย้ายไปอยู่ที่สํานักปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ดูเหมือนว่า กระทรวงมหาดไทยก็จะมีมือไม้อยู่ทั่วประเทศ แต่ดิฉันกราบเรียนว่าปัญหาที่ดินเป็นปัญหา ซับซ้อน กระทรวงมหาดไทยแม้ว่าจะดูแลกรมที่ดิน แต่เป็นหน่วยงานที่จะเป็นอยู่ปลายทาง ก็คือเป็นหน่วยงานที่จะไม่ได้ดูเรื่องกระบวนการที่มีปัญหา แต่จะเป็นหน่วยงานที่พร้อมจะ ออกโฉนด เพราะดิฉันก็ทราบดีเวลาที่พี่น้องประชาชนไปยื่นขอออกโฉนด เขาก็จะรับคําร้อง ไว้ แต่ก็จะหมายเหตุว่าออกไม่ได้เพราะอะไร เช่น ออกไม่ได้เพราะว่าติดอยู่ว่าอยู่ในเขตพื้นที่ เขตหวงห้ามของทางราชการ หรือว่าติดอยู่ในเรื่องอะไร ดังนั้นกรมที่ดินเขาไม่มีหน้าที่ ไปประสานงานในเรื่องปัญหากระบวนการโดยตรง ดิฉันจึงคิดว่ากลไกนี้ถ้าจะให้มี ประสิทธิภาพ กองเลขานุการควรจะอยู่ที่สํานักนายกรัฐมนตรี ดังนั้นแม้ว่าดิฉันอยากจะให้ กฎหมายฉบับนี้ผ่านสภาในเวลานี้เพียงใดก็ตาม แต่ดิฉันก็ยินยอมนะคะว่าวันนี้ถ้าหากจะให้ เกิดประสิทธิภาพ กฎหมายออกไปแล้วถ้าหากไปเป็นกลไกแบบเดิม เรามีกฎหมายเยอะ นะคะเรื่องกฎหมายที่ดิน แต่ทํางานไม่ได้เลย ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้ เมื่อสภาเราตัดสินใจจะมีเครื่องมือใหม่ก็คงจะต้องยึดว่าทําอย่างไรให้ออกกฎหมายแล้วทํางาน ได้ ดิฉันจึงเห็นว่าวันนี้ อย่างไรก็ตามเพื่อให้การพิจารณารอบคอบ รวมทั้งยังมีประเด็นอื่นด้วย เช่น การไปแก้ไขกรรมการระดับจังหวัด โดยตัดที่เป็นตัวแทนของประชาชนที่อยู่ในองค์ประกอบ ออกไป เดิมทีเราออกแบบไปว่าพอเป็นกลไกระดับจังหวัดในมาตรา ๑๑ ตัวแทนในระดับ จังหวัดจะต้องมีตัวแทนของส่วนราชการผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วก็ตัวแทนองค์กรภาคประชาชนแล้ว ก็อยากให้มีตัวแทนของเจ้าของหรือผู้ถือครองที่ดินเป็นกรรมการอยู่ด้วย ประเด็นนี้หลายคน อาจจะบอกว่าทําไมให้เจ้าของที่ดินไปเป็นกรรมการ แต่ดิฉันก็กราบเรียนว่าคําว่า เจ้าของ เพราะว่าบางทีบางชุมชน ชาวบ้านเขาอยู่มาก่อนเป็นชุมชน ก่อนที่จะมีกฤษฎีกาประกาศ เขตหวงห้าม ดังนั้นคําว่า ตัวแทน นี้ ก็คือเป็นตัวแทนพื้นที่ หรือว่าผู้ที่ถือครองที่ดินเป็นคนที่ รู้ปัญหานี้ ตรงนี้ดิฉันก็พอรับได้ แต่ว่าน่าจะมีการพิจารณาให้รอบคอบ ถ้าไปตัดแล้วมันจะ มีผลกระทบมากน้อยเพียงใด รวมถึงระยะเวลาในการพิจารณาความเป็นชุมชน ซึ่งตอนที่ กฎหมายผ่านสภาผู้แทนราษฎรไป ก็จะมีเรื่องของว่ากําหนดว่าต้องเป็นชุมชนอย่างน้อย ๑๐ ปี แต่ท่านวุฒิสภาก็เป็นห่วง ก็แก้เป็น ๒๐ ปี ประเด็นนี้ดิฉันอยากจะให้พวกเราสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรได้มีโอกาสไปอธิบายกับท่านสมาชิกวุฒิสภาอีกครั้งหนึ่ง จึงเห็นว่าขอให้ วันนี้ เสนอนะคะว่าให้มีการตั้งกรรมาธิการร่วม โดยใช้เวลาอาจจะไม่นานนัก ฝ่ายละ ๑๑ คน ตามข้อบังคับ แล้วสมาชิกหลายท่านก็ถามว่าถ้าเราตั้งกรรมาธิการร่วมแล้ว เกิดท่านนายกรัฐมนตรี ยุบสภาไปก่อนกฎหมายฉบับนี้จะเป็นอย่างไร จะต้องไปนับหนึ่งหรือไม่ หรือว่าจะแท้งไป ดิฉันคงไม่ปรารถนาอย่างนั้นนะคะ เพราะว่ากฎหมายจะเดินทางมาถึงปลายทางแล้ว ดิฉัน ก็กราบเรียนว่ารัฐธรรมนูญตลอดจนข้อบังคับของสภาเราได้กําหนดชัดเจนนะคะว่ากรณี ถ้าหากว่าการพิจารณาของกฎหมายนี้ค้างอยู่ในชั้นวาระใด แม้จะมีการยุบสภา มีการเลือกตั้ง กลับเข้ามาใหม่ ถ้าหากว่าเรายังพิจารณาไม่จบ แต่ถ้าเราจบได้สัปดาห์หน้าอาจจะใช้เวลา ไม่มาก ไปคุยกับวุฒิสภาสักวันเดียว แล้วเห็นพ้องต้องกันแล้วเรากลับมาที่สภาผู้แทนราษฎร สัปดาห์หน้า วันพุธหน้าหากมีการประชุมเราก็สามารถผลักดันได้เลย แต่ถ้าหากไม่ได้จริง ๆ หลังเลือกตั้งก็สามารถหยิบยกขึ้นมาพิจารณาต่อได้ภายใน ๖๐ วันโดยไม่ต้องเสียเวลาก็คือ อยู่ในชั้นกรรมาธิการร่วมต่อไป เพราะฉะนั้นก็ขอกราบเรียนไปยังเพื่อนสมาชิกจะได้มีความ สบายใจว่าวันนี้ถ้าให้ออกกฎหมายดี มีประสิทธิภาพ ทํางานได้ และพิจารณาอย่างรอบคอบ ก็ขอให้ลงมติเห็นชอบกับการตั้งคณะกรรมาธิการร่วม ก็ขอกราบเรียนด้วยความเคารพค่ะ