สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๗ เมษายน ๒๕๕๔

บรรพต ต้นธีรวงศ์ หารือเรื่องการเจรจาสันติวิธีกับกัมพูชา โดยเสนอให้ใช้ผู้ประสานงานที่ได้รับการยอมรับจากทั้งสองฝ่ายในการเจรจา

นายบรรพต ต้นธีรวงศ์ แบบสัดส่วน

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ผม นายบรรพต ต้นธีรวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรค ประชาธิปัตย์ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผมในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คนหนึ่งนะครับ ก็มีความห่วงใยในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และต้องการให้เกิดสันติภาพโดยใช้ สันติวิธีในการที่จะยุติปัญหาความขัดแย้ง ความรุนแรงและการบานปลายซึ่งอาจจะนําไปสู่ ในสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาของประเทศไทย ประเทศกัมพูชา หรือแม้แต่สังคมโลกนั่นก็คือการที่ จะเกิดภาวะสงคราม อย่างที่ท่านประธานผู้ทําหน้าที่ประธานและสภาผู้แทนราษฎรในขณะนี้ ท่านได้กล่าวถึง ท่านสามารถ คือเรายังมีกลุ่มที่ยึดถือในแนวทางที่จะทําให้เกิดความสงบสุข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสมัชชารัฐสภาอาเซียนก็ดีหรือกลุ่มมิตรภาพไทย-กัมพูชาก็ดี ผมขอ กราบเรียนท่านประธานครับว่า เมื่อประมาณ ๕-๖ เดือนที่แล้วนี่นะครับสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรของเรานะครับก็ได้มีการรวมกลุ่มกันประมาณ ๑๖ หรือ ๑๗ ท่าน โดยมีท่านประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเรื่องข้อตกลงเอ็มโอยูนี่ละครับเป็นประธานกลุ่ม คือท่านอาจารย์เจริญ คันธวงศ์ ครับ พวกเราก็ได้มีการรวมตัวพบปะกันนะครับ แล้วมีการประชุมกัน ๒ ครั้ง และหลักการของเรา แนวคิดของเราก็คือว่าเราจะพยายามที่จะ สร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรไมตรีให้เกิดขึ้นในหมู่ของนักการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสภาผู้แทนราษฎร เรามีสมาชิก ๑๖ หรือ ๑๗ ท่านนี่นะครับ ผมก็ทําหน้าที่เป็นเลขานุการ ประชุมกันไป ๒ ถึง ๓ ครั้งก็ตั้งใจนะครับที่จะทําในสิ่งที่ดีและจะยังนํามาซึ่งความเข้าใจอันดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้างวัฒนธรรมในการอภิปรายหรือในการที่จะมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ระหว่างพรรคการเมืองทุกพรรคที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร หรืออยู่นอกสภาผู้แทนราษฎร จากจุดนี้แหละครับผมก็ยังเชื่อว่ายังมีความหวังนะครับในการที่เราจะทําให้ข้อตกลงที่มีอยู่ ที่หลายท่านก็อภิปรายไปแล้วว่า ยังเป็นข้อตกลงที่ยังมีประโยชน์อยู่ก็คือ เอ็มโอยูปี ๒๕๔๓ กระผมอาจจะไม่เห็นด้วยที่มีการเสนอว่าก่อนที่จะเจรจาเราควรจะต้องใช้กําลังอะไรเข้ามา ก่อน เผอิญผมก็พยายามจะสรุปให้สั้น เพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็มาแล้ว ผมมีความเห็น อย่างนี้ว่า อันนั้นเขาใช้กับผู้ก่อการร้ายครับ การเจรจาผู้ก่อการร้ายมีคําถามว่าควรจะเจรจา กับผู้ก่อการร้ายไหม ท้ายที่สุดแล้วนักวิชาการทางด้านสันติวิธีก็มีข้อสรุปครับว่าก็ยังควรที่จะ เจรจา แต่ในบางครั้งการจะเริ่มต้นเจรจานี้คงจะต้องทําอะไรให้เขารู้สํานึกเสียก่อน แล้วถึงจะ มาเริ่มต้นเจรจากัน แต่ผมเชื่อนะครับว่าไม่ว่าประเทศไทยก็ดีหรือว่าประเทศกัมพูชาก็ดี ไม่ใช่ดําเนินการในลักษณะผู้ก่อการร้าย ดังนั้นในการที่จะใช้อะไรซึ่งให้ความได้เปรียบก่อน โดยใช้กําลังก็ดีหรือใช้อาวุธก็ดี ผมคิดว่าคงไม่ใช่แนวทางทางด้านสันติวิธีนะครับ อย่างไร ก็ตามหลายคนก็มีข้อกังวลใจว่าถ้าอย่างนั้นการเจรจาบนพื้นฐานข้อตกลงร่วมกันเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ นี้มันจะเกิดขึ้นได้อย่างไรเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งนั้นดูเหมือนว่าจะไม่พึงประสงค์ หรือไม่ปรารถนาที่จะมาเจรจา กระผมเองก็ได้ฟังมาเยอะนะครับว่าเรามีจุดประสงค์อย่างหนึ่ง ก็คือว่าไม่อยากให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องของการที่จะมีฝ่ายที่ ๓ หรือประเทศที่ ๓ เข้ามา เป็นคนกลางในการที่จะได้ช่วยแก้ไขปัญหาตรงนี้ กระผมมีข้อเสนออย่างนี้นะครับว่า มันก็ ไม่ต้องเชิงอย่างนั้นหรอกครับ ถ้าคิดว่าเราไม่อยากให้เรื่องนี้กระจายไปเป็นเรื่องของ นานาชาติหรือต่างชาติ ในเรื่องของการเจรจามันคล้าย ๆ กับว่ามีคนกลาง แต่เขาไม่ได้ทํา หน้าที่เป็นคนกลาง เขาทําหน้าที่เป็นลักษณะของการเป็นผู้ประสานงาน พูดง่าย ๆ ว่าภาษา ทางวิชาการเขาเรียกว่าเป็นแฟซิลิเตเตอร์ (Facilitator) ผมยังคิดว่าถ้าเรายังห่วงว่าทวิภาคี มันจะเกิดยาก เจรจากันเอง ที่ภาษาชาวบ้านพูดว่าเจรจากันเอง มันจะเกิดยาก ผมคิดว่าบางที เราต้องอาศัยผู้ประสานงานตรงนี้ แล้วไม่จําเป็นต้องมาจากประเทศไหนนะครับ ท่าน ประธานก็พูดแล้วนะครับว่าอาจจะเป็นตัวแทนของสมัชชารัฐสภาอาเซียน หรืออาจจะเป็น ใครก็ตามที่ได้รับการยอมรับกันทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งฝ่ายประเทศไทยและฝ่ายประเทศกัมพูชาว่า ให้เขาเป็นผู้ประสานงานในการที่จะทําให้เกิดการเจรจา และในระหว่างการเจรจาเขาก็ อยู่ด้วย เพราะเขาอาจจะให้ข้อคิดดี ๆ ในการที่จะทําให้เกิดข้อตกลงกันได้ เพราะว่าการที่เรา จะปฏิบัติตามเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ นี้ ผมก็เชื่อว่าในการปักหมุดเขตแดนอะไรต่าง ๆ ก็ดี ผมเชื่อ ว่าส่วนใหญ่ก็ตกลงกันได้ แต่ว่าอาจจะไม่ตลอดแนวชายแดนทั้งหมด นั่นละครับตรงที่ว่า ไม่ชัดเจนตกลงกันไม่ได้ ตรงนั้นละครับมีปัญหา ซึ่งอาจจะต้องอาศัยผู้ประสานงานเขาให้ ข้อคิด ข้อเห็นว่าควรจะทําอย่างไร ซึ่งก็มีทางออกทางเลือกหลาย ๆ ทาง ในหลาย ๆ ประเทศที่เขามี ชายแดนติดต่อกัน แล ้วก็มีเรื่องการที่จะตกลงกันไม่ได้ การตกลงกันไม่ได้ในเรื่องการแบ่งเขต ชายแดนที่ชัดเจนลงหลักปักหมุดนี่นะครับ เขาก็มีทางออกอย่างหนึ่งซึ่งผมก็ได้เคยเสนอใน ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้แล้วนะครับ อย่างนั้นก็ค่อยใช้วิธีการให้เป็นเจ้าของร่วมกัน เขาเรียกว่าไบ เนชั่นแนล โซน (Bi-National Zone) ก็คือเป็นเจ้าของร่วมกันทั้ง ๒ ประเทศ แล้วก็ทําประโยชน์ร่วมกัน อย่างเช่นตรงนี้ปราสาทพระวิหารนี้ ถ้าเป็นไปได้ทําในลักษณะเช่นนี้ ผลประโยชน์จะตกกับประเทศไทยและประเทศกัมพูชาอย่างมหาศาล ผมก็เชื่อว่ายังมี ประเทศอื่น ๆ เขาสามารถที่จะให้ความช่วยเหลือในการที่จะทําให้จุดนี้เป็นจุดท่องเที่ยว ที่สําคัญของโลกได้ทีเดียว อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่ากลไกที่จะทําให้เกิดการเจรจาบนพื้นฐาน ของเอ็มโอยูนี้ มันจะเกิดขึ้นยากถ้าเกิดว่าขาดซึ่งผู้ประสานงาน ซึ่งไม่จําเป็นต้องเป็นประเทศ ที่ ๓ หรือมีสังกัดประเทศใด หรือแม้แต่เป็นลักษณะของกลุ่มประเทศหรือนานาชาติก็ตาม ผมอยากจะกราบเรียนให้ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรทราบเพื่อผ่านไปยังรัฐบาลว่า ในสังคมของนักเจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างชาติ ระหว่างประเทศ เขามีสมาคมของเขาอยู่ เขามี ประชาคมของเขาอยู่ครับและเป็นนักเจรจาที่มีชื่อเสียงระดับโลกทั้งนั้นเลย เขาไม่ได้ทํางาน ในนามของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ทํางานในลักษณะองค์กรของเขาที่มีชื่อเสียงและ เป็นกลาง และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ หลาย ๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นในโลกนี้แล้วเขาก็ได้รับเชิญ ไปเป็นผู้อํานวยความสะดวกในการเจรจากัน และท้ายที่สุดแล้วเมื่อ ๒ ประเทศนั้น ไม่สามารถเจรจากันได้ เขาก็สามารถทําให้เจรจาตกลงกันได้ในที่สุด อย่างเช่น ในประเทศ อเมริกาใต้ เป็นต้น ดังนั้นผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นปัญหาทางด้านเทคนิคอันหนึ่งซึ่งอาจจะ มองข้ามไปนะครับ กลไกที่จะทําให้เกิดการเจรจาบนพื้นฐานของความสมัครใจ นั่นหมายถึง ว่าประเทศคู่กรณีนั้นมีความสมัครใจที่จะเข้ามาสู่โต๊ะเจรจา มันจะเกิดขึ้นยากครับถ้าปล่อยให้ เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มันจําเป็นจะต้องมีผู้ประสานงาน เป็นผู้ชักชวนหรือจูงใจให้เข้ามาสู่ การเจรจากันบนพื้นฐานของความเสมอภาคและความสมัครใจนะครับ เขามีเทคนิควิธีการ ในการที่จะทํา ที่จะไปพูดในแต่ละฝ่ายว่ามันดีกว่าไหมที่จะไม่เจรจากันแทนที่จะมีการสู้รบกัน เขามีวิธีการนะครับ เขามีเทคนิค เขามีศิลปะในการพูด ซึ่งอันนี้ภาษาวิชาการเขาก็เรียกว่า บัดนาร์ ผมอาจจะลงลึกวิชาการมากไปเพราะว่าตัวเองก็ทํางานในลักษณะเช่นนี้ ในลักษณะ ของความขัดแย้งระหว่างบุคคลมามากพอสมควร แต่ว่าความขัดแย้งระหว่างใหญ่ ๆ โต ๆ ยังไม่เคยทํา แต่ผมคิดว่าหลักการก็คงไม่แตกต่างกัน ก็คงฝากเป็นข้อคิดสําหรับการที่จะทําให้ เกิดการเจรจาบนพื้นฐานของสันติวิธีและความเสมอภาค และความสมัครใจไว้ว่าควรจะมี ผู้ประสานงานหรือไม่ในการที่จะทําให้เกิดการเจรจา เพราะมิฉะนั้นแล้วมันคงจะเกิดยาก แล้วก็สันติภาพก็คงจะต้องชะลอไป ขอบพระคุณครับ