รัชดา ธนาดิเรก หารือเรื่องการปักปันเขตแดนไทยกับกัมพูชา โดยอ้างถึงอนุสัญญาปี ค.ศ. 1904 และสนธิสัญญาปี ค.ศ. 1907 ที่ได้กำหนดเขตแดนไว้แล้ว และเรียกร้องให้รัฐบาลและฝ่ายทหารคลี่คลายปัญหาและดำเนินการตามข้อตกลงดังกล่าว
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน รัชดา ธนาดิเรก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉัน ก็เช่นกันกับเพื่อนสมาชิกแห่งนี้ละค่ะ ที่มีความห่วงใยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดสุรินทร์ และจังหวัดศรีสะเกษ จากการที่ได้รับฟังการอภิปรายมาตลอดเวลาหลายชั่วโมง พวกเราก็มี ความคิดเห็นที่ตรงกันว่าอยากจะให้รัฐบาลและทางฝ่ายทหารนั้นคลี่คลายปัญหาและอยากให้ ทุกอย่างจบลงด้วยสันติวิธีที่จะทําให้เกิดความเสียหายแก่พี่น้องประชาชนและทรัพย์สิน รวมถึงชีวิตของพี่น้องทหารให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ดิฉันได้สังเกตเห็น จากการอภิปรายมาว่า ก็ยังมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องอยู่บางประการต่อเรื่องปัญหาเขตแดน ที่เกิดขึ้น บางท่านยังอภิปรายว่าทําไมจะต้องมีการปักปันเขตแดนกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง ปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชานี้ที่เป็นประเด็นหลัก ๆ ก็คือบริเวณพื้นที่ปราสาทพระวิหาร แล้วก็ขยายเพิ่มมาที่จุดของปราสาทตาควายและปราสาทตาเมือนธม แต่ไม่ว่าจะจุดไหนมันก็ คือสาเหตุมาจากความไม่ชัดเจนในเรื่องของเขตแดน ดิฉันอยากจะทําความเข้าใจกับสมาชิก รัฐสภา รวมถึงพี่น้องประชาชนโดยทั่วไปว่าการปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชานี้ได้ ปักปันเสร็จเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๐๔ ค.ศ. ๑๙๐๗ การตกลงที่จะมาสํารวจและ จัดทําหลักเขตแดนในปัจจุบันที่ได้มีข้อตกลงในปี ๒๕๔๓ ที่เรียกกันว่า เอ็มโอยูปี ๔๓ นั้น ไม่ได้เป็นการปักปันเขตแดนใหม่ ขอย้ํานะคะว่าการปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาได้ ทําเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วตั้งแต่อนุสัญญาปี ค.ศ. ๑๙๐๔ และสนธิสัญญาปี ค.ศ. ๑๙๐๗ ซึ่งประเทศสยามและฝรั่งเศสซึ่งเป็นประเทศที่ปกครองกัมพูชาอยู่ ณ ช่วงเวลานั้นเราได้ตกลง กันว่าชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีความยาว ๗๙๘ กิโลเมตร จะแบ่งกันด้วยสันปันน้ําในบางส่วน และในบางส่วนก็จะแบ่งกันด้วยลําคลอง บางส่วนก็จะเป็นการตกลงแบ่งกันด้วยลักษณะของ ภูมิประเทศ ถ้าเป็นพื้นที่ที่มีลําคลองแบ่งกันอยู่มันก็คงไม่มีปัญหาค่ะ แต่ที่เราทะเลาะกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นบริเวณปราสาทพระวิหาร ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย อยู่ในทุกวันนี้ ก็เพราะว่าพื้นที่ตามแนวเขตแดนตรงนั้นแบ่งกันโดยสันปันน้ํา สันปันน้ํามีหลายลักษณะค่ะ ถ้าเป็นในพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร สันปันน้ําก็จะอยู่ชิดขอบหน้าผาตามที่พวกเราเข้าใจ ถ้าเป็นตรงนั้นเราก็ไม่ต้องกลัวอะไรหรอกค่ะในการที่จะชี้ให้นานาชาติเห็นว่าพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรนั้นเป็นของประเทศไทย ก็เดินหน้าสํารวจหาสันปันน้ําโดยใช้เทคโนโลยี สมัยใหม่ เราจะต้องไปกลัวอะไรคะกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์แผนที่ ๑ ต่อ ๒๐๐๐๐๐ ซึ่งเป็นเพียงแค่เอกสารส่วนหนึ่งที่จะใช้ในการเจรจา แต่เราก็ได้ตกลงกับกัมพูชาแล้วว่าเราจะ มาสํารวจร่วมกันเพื่อหาสันปันน้ําแล้วจะได้แบ่งกันให้ชัดเจน ถ้าเป็นบริเวณรอบปราสาท พระวิหารก็เดินหน้าสํารวจ เราก็จะได้รู้ว่า ๔.๖ ตารางกิโลเมตรนั้นมันเป็นของไทย ตามความคิดที่เราคิดว่าไปสํารวจใหม่ทําไม เพราะว่าสันปันน้ําอยู่ชิดขอบหน้าผา ดิฉัน ต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้นะคะว่าบริเวณ ๑๙๕ กิโลเมตรที่ยังไม่มีการปักหลักเขต ย้ํานะคะว่าการปักปันเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่ร้อยกว่าปี แต่การปักปันอย่างละเอียดก็คือนําไปสู่ การปักหลักเขตซึ่งได้ปักหลักไปแล้ว ๗๓ หลัก แต่ในส่วนพื้นที่จากช่องสะงําไปยังช่องบก อุบลราชธานีนั้นเราปักปันแบ่งกันโดยสันปันน้ํา แต่เรายังไม่ได้ปักหลักเขต เพราะฉะนั้น ต้องสํารวจหาสันปันน้ํา ถ้าเป็นพื้นที่ที่อยู่ชิดขอบหน้าผาก็ไม่ยากหรอกค่ะที่จะบอกได้ว่าไทย อยู่ตรงไหน กัมพูชาอยู่ตรงไหน แต่สันปันน้ําอย่างที่เรียนไปแล้วว่ามันมีหลายลักษณะ ในลักษณะที่อยู่ใกล้ชิดกับขอบหน้าผา อย่างบริเวณรอบปราสาทพระวิหาร มันก็ชัดเจน แต่ถ้าสันปันน้ําที่อยู่บนพื้นที่ราบ เราชี้ไม่เห็นอย่างชัดเจนหรอกค่ะว่ามันอยู่ตรงไหน อย่าง บริเวณที่ ๑๙๕ กิโลเมตรที่อยู่ตรงบริเวณที่ยังไม่มีการปักหลักเขตนั้นมันมีบางส่วนที่เป็นพื้นที่ ราบ เพราะฉะนั้นในการสํารวจจะคลี่คลายปัญหาตรงจุดที่ยังไม่มีการปักหลักเขตต้องสํารวจ ต้องแก้ไขปัญหาด้วยการนําชุดสํารวจทั้งไทยและกัมพูชาเดินไปสํารวจพื้นที่จริง รวมไปถึง พื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนและปราสาทตาควายก็เช่นเดียวกันค่ะ เพ ราะว่าเราปักปันกัน โดยสันปันน้ํา พื้นที่ตรงนี้ได้มีการปักหลักเขตไปแล้วนะคะ แต่ว่าหลักเขตตรงนั้นมันมีการ เคลื่อนย้าย ฝ่ายไทยก็บอกว่าอยู่จุดหนึ่ง ฝ่ายกัมพูชาก็บอกว่าอยู่อีกจุดหนึ่ง มันก็เถียงกันไม่มี วันจบ ถ้าเราอยากจะจบปัญหานี้ด้วยสันติวิธี ทําไมเราไม่เดินหน้าให้กลไกการเจรจาสํารวจ และจัดทําหลักเขตแดนเดินหน้าต่อไป เราก็จะได้รู้กันว่าหลักเขตที่ถูกต้องนั้นอยู่ตรงไหน เราก็จะได้เล่นตามกฎเกณฑ์ กฎกติกานะคะ ดิฉันเข้าใจความรู้สึกของสมาชิกรัฐสภารวมถึง พี่น้องประชาชนบางส่วนที่มีความคิดว่าเมื่อประเทศเพื่อนบ้านเขามีพฤติกรรมแบบนี้เราจะ เจรจากับเขาอย่างไร ในการเจรจาไม่จําเป็นว่าจะต้องเร่งให้ได้คําตอบ จบให้มันเบ็ดเสร็จ ภายในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้ เมื่อบรรยากาศทางการเมืองระหว่างประเทศพร้อมเราก็จะเจรจา ถ้ามันเจรจาไม่ได้ก็หยุดเจรจาแต่อย่าไปเร่งรัด ไปกดดันรัฐบาล ไปกดดันทหารว่าถ้าเจรจา ไม่รู้เรื่องก็ต้องใช้กําลัง เพราะสุดท้ายแล้วการใช้กําลังคงไม่นําไปสู่ประโยชน์ใด ๆ นอกเสีย จากว่าการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนนอกนั้นก็จะนําไปสู่ความเดือดร้อน ความสูญเสียชีวิตของกําลังทหารด้วยนะคะ ในส่วนของคณักรรมาธิการการต่างประเทศ ที่ดิฉันอยู่ในคณะกรรมาธิการชุดนี้ วันนี้เราก็ได้นําประเด็นนี้เป็นญัตติในการหาว่าในส่วนของ ฝ่ายนิติบัญญัติจะมีข้อเสนอแนะที่จะช่วยรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาได้อย่างไร สิ่งหนึ่งที่ดิฉัน อยากจะเรียนท่านประธานว่าอยากให้สภาของเรานั้นมีบทบาทในการสื่อสารให้ นานาประเทศเข้าใจว่าประเทศไทยมีความพร้อม มีศักยภาพทางการทหารแต่ประเทศไทย ก็เป็นประเทศที่เคารพตามกฎกติกา เราไม่เคยคิดที่จะใช้กําลังทหารเพื่อไปรุกรานประเทศอื่น มันเป็นหน้าที่ของรัฐสภา เป็นหน้าที่ของ ส.ส. ที่จะทําให้ประเทศอื่นเข้าใจว่าเราไม่เคยคิด ที่จะไปรังแกใครแต่เราก็ไม่ยอมให้ใครมารังแกเราเช่นเดียวกัน นอกจากจะสื่อสารให้รู้ว่าเรา ไม่คิดที่จะรังแกใครแต่เมื่อถึงคราวจําเป็นเราก็จะต้องตอบโต้ มันก็ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่สภา ก็ควรจะช่วยรัฐบาลนะคะ ก็คือทําความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนค่ะว่าการทหารอาจจะเป็น กลไกหนึ่งในการคลี่คลายปัญหา ณ ช่วงเวลานี้แต่สิ่งที่สําคัญที่สุดก็คือการจบลงด้วยการ เจรจาด้วยสันติวิธี จะทําอย่างไรให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชนให้น้อยที่สุด ในขณะเดียวกันก็จะต้องไม่เป็นการบังคับหรือตีกรอบการทํางานของฝ่ายกลาโหมมาก จนเกินไป สิ่งที่ดีที่สุดก็เช่นเดียวกับที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วก็คือการเจรจา วันนี้ ความพยายามของรัฐบาลก็ชัดเจนค่ะว่าต้องการจะให้การเจรจาระหว่างประเทศไทยกับ ประเทศกัมพูชานั้นเป็นไปอยู่ในระดับทวิภาคีก็คือประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาเท่านั้น เพราะเราไม่เชื่อว่าประเทศอื่นจะมีความเข้าใจในปัญหาเรื่องของ ๒ ประเทศอย่างแท้จริง แต่ถ้าสมมุติว่าอีกฝ่ายหนึ่งเขาไม่มีความจริงใจ เขาไม่มีความพร้อมที่จะเจรจาก็ไม่ได้ หมายความว่าเราจะต้องไปเปิดศึกสงครามกับเขา วันนี้ถ้าเขาไม่พร้อมคุยก็ยังไม่พร้อมคุย ก็ไม่เป็นไร แต่อย่าไปคิดว่าการที่ประเทศไทยจะเปิดโอกาสให้อาเซียนเข้ามามีบทบาทในการ เป็นตัวกลางในการเจรจาเป็นการถือว่าประเทศไทยเสียหน้า ดิฉันคิดว่าสภาของเรา ก็ควรจะต้องทําความเข้าใจกับประชาชนด้วยนะคะ ดังนั้นสุดท้ายสิ่งที่อยากจะให้ พวกเราช่วยกันแก้ไขปัญหาก็คือทําความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนค่ะว่าการเจรจานั้น เป็นคําตอบที่ดีที่สุด เพียงแต่ว่าจะเมื่อไรก็คงจะต้องดูบรรยากาศและสถานการณ์ ที่เหมาะสม ถ้าเจรจาทวิภาคีไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างในเร็ววันนี้ถ้าจะให้ อาเซียนเข้ามามีบทบาทในลักษณะของตัวกลางก็ไม่อยากให้ประชาชนคิดว่าประเทศไทย ไม่ประสบความสําเร็จในการแก้ไขปัญหาตรงนี้นะคะ เพราะว่าสิ่งที่สําคัญที่สุดก็คือ เราจะทํางานแก้ไขปัญหาตรงนี้อย่างไรที่จะเป็นการปกป้องอธิปไตยของประเทศไทยและ ทําให้ประชาชนมีความเดือดร้อนน้อยที่สุดค่ะ ขอบคุณค่ะ