อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี หารือเรื่องข้อตกลงเอ็มโอยูปี 2543 และเรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหม ร่วมกันแก้ไขปัญหาและรักษาข้อตกลง โดยอ้างเหตุผลว่า กัมพูชาได้ขับเคลื่อนมวลชนเข้ามาในพื้นที่ที่เป็นข้อพิพาทและเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิศาสตร์ ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลงเอ็มโอยูปี 2543 และอาจนำไปสู่การยกเลิกข้อตกลงนี้โดยปริยาย
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้ผมอาจจะเห็นคล้าย ๆ แต่ส่วนมากแล้วผมว่า ผมเห็นต่างจากหลายคนที่ได้ทําการอภิปรายไป ผมคิดว่าถึงเวลาที่เราจะต้องเข้าสู่การรบกับ ประเทศกัมพูชาเพื่อรักษาข้อตกลงเอ็มโอยูปี ๒๕๔๓ ทําไมถึงพูดอย่างนี้ครับ แน่นอนครับ เรื่องของการรบนั้นไม่มีใครอยากให้เกิด เพราะต้องสูญเสียเลือดเนื้อ แต่คราวนี้เป็นเหตุการณ์ ที่มันไม่ได้บังเอิญเกิดครับ เพราะมันบังเอิญหลายครั้งแล้ว เมื่อบังเอิญหลายครั้งก็ต้องเรียกว่า เป็นไปตามแผนหรือหลักสูตรที่วางไว้ วันนี้ถึงเวลาที่กระทรวงการต่างประเทศและ กระทรวงกลาโหม กองทัพต้องร่วมแก้ไขปัญหาเรื่องนี้แบบจริงจัง และท่านประธานครับ ถึงเวลาที่ต้องเริ่มทําความเข้าใจกับเอ็มโอยูปี ๒๕๔๓ แบบเป็นทางการเสียทีครับ ภาคประชาชนทําการขับเคลื่อนเพื่อให้ยกเลิกเอ็มโอยูปี ๒๕๔๓ วันนี้ท่านจะเห็นครับ เอ็มโอยูปี ๒๕๔๓ หรือที่บางคนเขาเรียกว่าเป็นข้อตกลงแบบทวิภาคี เป็นข้อตกลงสันติภาพ ระหว่างไทยกับกัมพูชาในการจะแก้ไขปัญหาที่พิพาท สาระสําคัญของมันนี้ก็คือหยุดการ เปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ หยุดไว้ ณ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ แล้วเดินหน้าสู่การปักหมุดเขตแดนให้ เรียบร้อยระหว่าง ๒ ประเทศ นี่คือสาระสําคัญของเอ็มโอยูปี ๒๕๔๓ ครับ จุดที่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นหลักหมุดเขตแดน ๗๓ หมุด ที่เราเคยรู้จักกัน แน่นอนครับ หลักหมุดเขตแดน ได้มีการปักแล้ว และได้มีการปักปันเสร็จสิ้นเมื่อร้อยกว่าปีจริง แต่ในระหว่างการรบนั้นก็มี การเคลื่อนและมีการโยกย้ายเปลี่ยนแปลงในบริเวณหลักหมุดต่าง ๆ เหล่านั้นครับ เลยต้องมี คณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง คือคณะกรรมการเจบีซีในการทบทวนหลักหมุดทั้ง ๗๓ อีกครั้ง ว่าถูกต้องหรือไม่ อย่างไรทั้ง ๒ ฝ่ายร่วมกันตกลง ในส่วนของตัวระวางดงรัก ของตัว พระวิหารเองซึ่งแน่นอนโดยหลักยุทธศาสตร์บอกว่าให้ใช้สันปันน้ํา วันนี้ก็มีปัญหาว่า สันปันน้ําไม่ใช่ ชะง่อนผา สันปันน้ําอยู่ตรงไหน ต้องตกลงกันโดยการปักหมุดครับ แล้วถ้าไม่ ปักหมุด สิ่งที่ตามมาก็คือการทะเลาะประปรายอยู่ริมชายแดนอยู่ตลอดเวลาแบบที่เรา ประสบอยู่ในขณะนี้ แต่สถานการณ์ในขณะนี้นั้นได้ล่วงเลยไปแล้ว ผมต้องย้อนกลับมาว่า ทําไมวันนี้ผมถึงบอกว่าให้รบ โดยยึดข้อตกลงเอ็มโอยูปี ๒๕๔๓ สิ่งที่กัมพูชาดําเนินการมา โดยตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา แล้วผมจะไม่ตําหนิรัฐบาลในอดีตชุดไหนครับ ที่เอื้อประโยชน์หรือไม่เอื้อประโยชน์ แต่เหตุการณ์วันนี้ต้องเดินหน้าต่อไป ท่านประธาน ที่เคารพครับ มีการขับเคลื่อนกลุ่มชุมชนเข้ามาอยู่ในพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรตลอดเวลา มีการทําถนนเข้ามาในดินแดน ๔.๖ ตารางกิโลเมตร มีการทําถนนเข้ามาเพื่อลําเลียงอาวุธ ยุทโธปกรณ์ได้ในบริเวณใกล้ปราสาทตาควาย ถ้าพูดถึงปราสาทตาควายก่อนครับที่มีปัญหา อยู่ในขณะนี้ ข้อตกลงร่วมกันชัดเจนอยู่แล้วว่าประเทศไทยถอยห่าง ๕๐ เมตร กัมพูชา ถอยห่าง ๕๐ เมตร แต่ช่วงหลังนี้กลับกันครับ ประเทศกัมพูชาเริ่มมีการสร้างบังเกอร์เข้ามา ในบริเวณ ๕๐ เมตร เริ่มมีการขับเคลื่อนมวลชนเข้ามาซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ปกติ ล่วงล้ํา ข้อตกลงที่ได้วางเอาไว้ เหมือนกันเลยครับ กับการไม่ปฏิบัติตามเอ็มโอยูปี ๒๕๔๓ ในการที่เคลื่อนมวลชน และมีการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิศาสตร์ในบริเวณ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรมาโดยตลอด ถึงเวลาหรือยังครับที่วันนี้ประเทศ ไทยจะยึดข้อตกลงทวิภาคีสักที หลังจากรัฐบาลนายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นต้นมา เป็นรัฐบาลท่านพลเอก สุรยุทธ์ ก็ส่งจดหมายทักท้วงครับในสมัยพลเอก สุรยุทธ์ แล้วก็ ส่งจดหมายทักท้วงอีกครั้งในสมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หลายครั้งแล้วครับ แล้ว ครั้งนี้เป็นครั้งที่ใกล้จะแตกหักมากที่สุด เพราะประเทศกัมพูชากําลังจะขับเคลื่อนไปใน ทิศทางที่บอกว่าเจ้าเอ็มโอยูปี ๒๕๔๓ ข้อตกลงทวิภาคีไม่ต้องคุยแล้ว เพราะกําลังจะคิดว่าให้ นานาชาติเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคนี้ เอ็มโอยูปี ๒๕๔๓ จะถูกยกเลิกโดยปริยายเลยครับ เมื่อนานาชาติเข้ามาเกี่ยวพัน แล้วนี่คือสิ่งที่ผมกังวลใจอยู่ในขณะนี้ เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยเป็นมหาอํานาจครับ เรามีกําลังทางการทหาร มีแสนยานุภาพที่สูงสุดในภูมิภาค โดยเฉพาะในขณะนี้เราก็มีครับ แต่แน่นอนครับ เมื่อมีกอง กําลัง ต่างชาติเข้ามาอยู่ตรงกลางอกระหว่างกัมพูชากับไทย อย่าบอกว่าเราได้เปรียบนะครับ อย่าบอกว่ากัมพูชาได้เปรียบนะครับ อย่าบอกว่าอย่างนั้นเลยครับ ผมว่าเสียเปรียบครับ เพราะไม่รู้จะสะสมอาวุธไปทําไม ไม่รู้จะซื้อเครื่องบินไอพ่นซื้อไปทําไม รถถังจะซื้อไปทําไม การสะสมแสนยานุภาพทําไปทําไมครับ เมื่อมีคนอื่นเข้ามาแทรกกลางระหว่างอกเราอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมพูดชัด ๆ ครับ ในสภาแห่งนี้ถึงเวลาบังคับตามเอ็มโอยูปี ๒๕๔๓ เพื่อจะ เป็นข้อตกลงทวิภาคี แล้วย้ําอีกครั้งว่า อย่าไปคิดเลยเถิดครับ จะไปเสียมราฐ ไปพระตะบอง หรือแม้กระทั่งบุกไปยังกรุงพนมเปญเลิกคิดเถอะครับ เราขอแค่ปฏิบัติการครับ เรื่องไหน ที่เราตกลงกับกัมพูชาไว้แล้วโดยสุภาพบุรุษ ตามข้อตกลง ๒ ฝ่าย คือเอ็มโอยูปี ๒๕๔๓ ว่า เราจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิศาสตร์ ให้ทุกอย่างกลับไปเป็นเหมือนก่อนปี ๒๕๔๓ แล้วจะเริ่มทําการปักหมุดเขตแดน นี่ครับ บังคับครับ เริ่มทําครับ เพราะมิฉะนั้นสิ่งที่ตามมา ผมเชื่อมั่นว่าภายในเวลาไม่ถึง ๑ สัปดาห์ ท่านประธานอาเซียนคงต้องมาเยือนไทยแน่นอน วันนี้อาจจะไปประวิงเวลาได้ไม่นานหรอกครับ แต่ ๒-๓ วัน ๔ วัน ๕ วันนี่แหละครับ คือวันที่ เราจะต้องบังคับใช้เอ็มโอยูให้เขารู้ว่าเรายังยึดทวิภาคีอยู่ และประเทศไทยมีแสนยานุภาพ พอที่จะดําเนินการทางการทหารได้ แล้วข้อตกลงที่สําคัญอีกเรื่อง เรามีคนไทยอยู่ที่นั่นครับ เรามีคุณวีระ คุณราตรี เป็นอีก ๒ คนที่เป็นคนไทย แล้วก็ไปติดกับเกมส์การเมือง คุณวีระ คุณราตรี อาจจะเล่นการเมือง จนกระทั่งวันนี้เกมส์การเมืองก็พังทั้ง ๒ ท่านเอง แต่ต้องยอมรับและปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาเป็นคนไทยที่ตกอยู่ในสภาวะเกมส์การเมืองของ ประเทศกัมพูชาขณะนี้ แล้วต้องเอากลับมาครับ ข้อตกลงวันนี้เดินหน้าต่อไป ถ้าต้องรบ เพื่อรักษาอธิปไตย ถ้าต้องรบเพื่อรักษาเกียรติภูมิ ถ้าต้องรบเพื่อรักษาข้อตกลงระหว่าง ไทย-กัมพูชา ทําครับ เดินหน้าครับท่านประธาน ขอบคุณครับ