สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๒๐ เมษายน ๒๕๕๔

เจริญ จรรย์โกมล หารือเรื่องการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตํารวจ และเรียกร้องให้มีการฝึกอบรมที่สมบูรณ์แบบ โดยไม่ต้องเขียนเป็นกฎหมาย และมีการตรวจสอบและประเมินผลการฝึกอบรมอย่างสม่ำเสมอ

นายเจริญ จรรย์โกมล ชัยภูมิ

ท่านประธานที่เคารพ ผม เจริญ จรรย์โกมล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย จากที่ท่านกรรมาธิการจากสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติได้ชี้แจง คือผมเข้าใจว่าในมาตรา ๒๐ เขาต้องการให้เจ้าพนักงาน อํานวยความสะดวกให้กับประชาชน เข้าใจอย่างที่ท่านพูด แต่ประเด็นที่ได้ถามท่านก็คือว่า ท่านดูมาตรา ๒๐ อ่านวรรคหนึ่งให้ทั้งหมด บุคคลที่เกี่ยวข้องมันไม่ใช่เฉพาะตํารวจ ท่านต้อง เข้าใจนะครับ มันจะมีอยู่ ๕ กลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรกคือ หัวหน้าสถานี ที่ท่านพูดถูก หัวหน้าสถานี คือเรามาดูอํานาจการปกครองตามกฎหมายสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ถ้าเป็นกรุงเทพมหานคร อย่างที่ท่านพูด แต่ต่างจังหวัดเขาเรียกว่า แต่ละสถานีตํารวจภูธร ฉะนั้นอันนี้คือส่วนที่ท่านพูด แต่เวลาอ่านกฎหมายที่ท่านบัญญัติเข้ามามันมีอยู่ ๕ กลุ่มในเรื่องนี้ กลุ่มแรกคือตํารวจ อย่างที่ท่านพูดถูกต้อง กลุ่มที่ ๒ ก็คือบุคคลที่ได้รับ มอบหมายจากหัวหน้าสถานี กลุ่มที่ ๓ คือใครครับ กลุ่มที่ ๓ คือพนักงานฝ่ายปกครอง พนักงานฝ่ายปกครองคือใคร ตามกฎหมายก็คือ นายอําเภอ ปลัดอําเภอ อันนี้ตามกฎหมาย นะครับ กลุ่มที่ ๔ คือใครครับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คราวนี้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นมีใคร ๑. อบจ. ๒. เทศบาล ๓. อบต. เห็นไหมครับ กลุ่มสุดท้าย กลุ่มที่ ๕ คือ หน่วยประชาสัมพันธ์ของรัฐหรือเอกชนในท้องถิ่นในท้องที่นั้นคือใคร กลุ่มเหล่านี้เขาจะต้อง ได้รับการฝึกอบรมอย่างที่ท่านพูด อันนี้ท่านพูดแต่เรื่องของตํารวจอย่างไร แต่ปรากฏว่า เหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้น เท่าที่ผมจําได้ที่เกิดเหตุการณ์ครั้งแรกที่มีการปะทะกัน รู้สึกจะเป็น วันที่ ๑๐ ผมอยู่สภาผู้แทนราษฎร อยู่ชั้น ๓ ห้องทํางานผม ผมก็สังเกตว่าทําไม ฮ. ต้องเอา แก๊สน้ําตาโยนใส่ประชาชนอย่างนั้น อันนี้คือข้อเท็จจริงที่มันปรากฏให้เห็นว่าทักษะ ความสามารถอะไร ทั้งที่ประชาชนเขาชุมนุมโดยสงบ เปิดเผย ปราศจากอาวุธ ข้อเรียกร้อง อันนี้คือผมพยายามยกตัวอย่างให้เป็นแบบอย่าง เพื่อที่เราจะได้เข้าใจในสภาแห่งนี้ว่า ในข้อเท็จจริงต่อไปมันอาจจะไม่เป็นแบบนี้ก็ได้ เราอาจจะเกิดที่ต่างจังหวัดก็ได้หรือที่ไหนก็ได้ อย่างที่ท่านเขียนมันมีหลายส่วน เข้ามาเกี่ยวข้อง ทีนี้ประเด็นพอแคบเข้ามาหน่อย เอาถึงท่านนี่ละท่านเป็นตํารวจก็ต้อพูดถึง ตํารวจ ผมกับท่านประธานกรรมาธิการอยู่คณะติดตามงบประมาณด้วยกัน ผมก็สงสัยอย่างที่ ท่านพูด เมื่อกี้ผมให้เจ้าหน้าที่ไปเช็คดูสิว่างบของสํานักงานตํารวจแห่งชาติเข้ามาที่เกี่ยวข้อง มีรายงานฝึกอบรมพวกนี้มีงบประมาณเท่าไร แล้วฝึกได้กี่คน ท่านกล้ายืนยันต่อสภานี้ไหม ว่าท่านได้ฝึกแล้วกี่รุ่นหรือกี่คน หรือมันไม่มี ท่านก็ต้องบอกความจริงกับสภาแห่งนี้สิครับ มันไม่มีก็ต้องบอกไม่มี มันไม่มีงบประมาณแล้วท่านไปงบประมาณที่ไหนมา แต่เห็นด้วย ที่จะต้องฝึกอบรมให้มีความรู้ความสามารถ แต่ไม่สมควรที่จะต้องเขียน เพราะเวลามันเขียน ปั๊บมันเป็นหน้าที่ ท่านนิพนธ์นั่งอยู่นี้ต้องบอกคนข้าง ๆ ท่านเป็นนักมือกฎหมายของ พรรคประชาธิปัตย์ท่านไปบอกให้ตํารวจเขาเขียนได้อย่างไร พอเขียนเสร็จผมยิ่งสงสัย ผมไปเปิดบทลงโทษขึ้นมาทันทีเลย เพราะมันเป็นหน้าที่เหมือนกับคนที่มีอํานาจหน้าที่ในการ เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา เมื่อเป็นหน้าที่คุณไม่ปฏิบัติหน้าที่ถือว่า มีความผิด เมื่อมีความผิดมันต้องมีบทลงโทษ เขาก็ตัดสิทธิ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ท่านไปดูบทลงโทษ ท่านนิพนธ์ครับท่านประธานกรรมาธิการท่านไปดูในมาตรา ๓๒ และมาตรา ๓๗ ที่เกี่ยวข้อง เท่านั้นเอง เท่านั้นครับท่านลองอธิบายดูสิ เวลาเขียนให้หน้าที่เขาแล้วแต่ไม่มีบทลงโทษ เขามันจะมีปัญหาต่อถ้าปฏิบัตินะครับ ให้ชัดเจนก่อน ฉะนั้นประเด็นของที่ท่านกรรมาธิการ จากสํานักงานตํารวจแห่งชาติ อันนั้นไม่ขัดข้องนะ เพราะว่าเป็นเรื่องของท่าน แต่กฎหมายนี้ มันไม่ได้ใช้เฉพาะหน่วยงานของท่านอย่างเดียวมันไปหน่วยงานอื่นด้วย ผมในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผมก็อยากจะทําให้มันสมบูรณ์แบบ แล้วก็ออกกฎหมายมาอย่าให้ เกิดข้อนินทาหรือข้อครหากันได้ เห็นด้วยในการฝึกอบรมแต่ไม่ต้องเขียนไว้ ท่านก็ต้องหา มาตรการในการฝึกอบรมของท่าน ไปออกระเบียบของท่าน แต่ท่านมาเขียนเป็นกฎหมาย พอเขียนเป็นกฎหมายเกิดข้อถามทันทีเลยว่า เมื่อเขียนกฎหมายเป็นหน้าที่ไหนบทลงโทษ ผมก็มาเปิดดู ท่านมองเห็นสภาพไหม อย่างที่ท่านพูดถูก มันมีหลายโรงพักอยู่ต่างจังหวัด ผู้กํากับบางคนก็ไม่มีความรู้ในเรื่องนี้เลย แต่อย่าให้ผมพูดนะครับพอพูดแล้วเดี๋ยวท่านก็ไป บอกว่า โอ๊ย เอามาพูดในสภาเดี๋ยวไปย้ายเขาอีกยุ่งเลย ส่วนมากข้าราชการชั้นผู้หลักผู้ใหญ่ มันต้องฟังที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขาพูด ไม่ใช่ว่าผมโมเมพูดขึ้นมา ผมไปติดตามการใช้ จ่ายงบประมาณของสํานักงานตํารวจแห่งชาติผมก็สงสัยเรื่องพวกนี้เหมือนกันว่าคุณ ได้ฝึกอบรมมาไหม เพราะว่าเกณฑ์ตํารวจเข้ามา ผมมาสังเกตดูไปยืนดูต่าง ๆ เห็นใจเขา เพราะว่าอะไร ร้อนก็ร้อนแล้วได้ฝึกไหมก็ไม่รู้ ฟังอย่างนี้ คือความสามารถมันไม่มีทักษะ ในเรื่องนี้ไม่มี เห็นใจในเรื่องเหล่านี้ ผมจึงสงสัยว่าเอ๊ะ งบประมาณให้ไปได้ฝึกไหม เขาบอก ไม่มี ไม่เคยได้ฝึกเลย เขามีแต่เจ้านายสั่งมาให้มายืนตรงนี้ก็ทําอย่างนี้ อันนี้มันเรื่องจริง ที่เกิดขึ้นในสังคมที่ปฏิบัติกันอยู่ ท่านต้องบอกความจริงต่อสภาแห่งนี้อย่าพูดครึ่งหนึ่ง ปิดครึ่งหนึ่ง ต้องพูดให้มันชัดเจนว่ามันไม่มีก็บอกไม่มี ต่อไปในปีงบประมาณต่อไป หลังเลือกตั้งใหญ่เข้ามาแล้วมีการตั้งรัฐบาลเสร็จ เสนองบประมาณต่อสภาผู้แทนราษฎร อย่างน้อยสภาผู้แทนราษฎรมีการทักท้วงเรื่องนี้ขึ้นมา แม้นแต่ตัวแทนของสํานักงานตํารวจ แห่งชาติก็ได้ตอบกับสภาแห่งนี้ว่ามันไม่มีก็ต้องไม่มี ท่านจะไปปิดครึ่งหนึ่งพูดครึ่งหนึ่ง ผมรู้ สํานักงานตํารวจแห่งชาติมีความสามารถในการหาเงินนอกระบบ ทําไมต้องรู้ก็เพราะว่า ขณะนี้ขนาดโรงพยาบาลของท่านได้รับงบประมาณจากสภาผู้แทนราษฎร ๑,๕๐๐ ล้านบาท ท่านไปประมูล ๒,๑๐๐ ล้านบาท ทําไมไม่รู้เรื่องนี้