เจริญ จรรย์โกมล เสนอคำถามเกี่ยวกับคำว่า "ทักษะ" ในมาตรา 20 และขอให้คณะกรรมาธิการอธิบายความหมายของคำนี้ พร้อมถามถึงการฝึกอบรมที่จำเป็น และกลุ่มที่เกี่ยวข้อง โดยวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเขียนกฎหมายที่มีผลกระทบต่อประชาชน และเรียกร้องให้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบเกี่ยวกับการฝึกอบรมและทักษะของผู้ปฏิบัติงาน
ท่านประธานที่เคารพ ผม เจริญ จรรย์โกมล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ต่อประเด็นข้อที่ คณะกรรมาธิการได้เพิ่มเติมขึ้นมา แล้วก็ไปเชื่อมโยง อันนี้คือมาตรา ๒๐ ที่ท่านเพิ่มเติม ขึ้นมาในเรื่องของทักษะ พอเพิ่มเติมในวรรคนี้ ในวรรคนี้ก็ไปเกี่ยวโยงกับวรรคหนึ่ง พอ วรรคหนึ่งท่านก็ต้องไปดูว่าไปเกี่ยวข้องกับบทลงโทษอย่างไร ซึ่งผมมีข้อสงสัยจะต้องเรียน ถามท่านคณะกรรมาธิการเป็นข้อ ๆ อย่างนี้นะครับว่า ความหมายของท่านคําว่า ทักษะ ในที่นี้ที่ท่านไปประชุมปรึกษาหารือกันในคณะกรรมาธิการนั้น ความหมายของท่านคืออะไร เป็นความสามารถพิเศษหรือความเชี่ยวชาญพิเศษใช่หรือไม่ ถ้าความสามารถพิเศษ ความเชี่ยวชาญพิเศษ เชี่ยวชาญเรื่องอะไร เพราะเมื่อสักครู่ผมได้ปรึกษาท่านผู้รอบรู้ซึ่งมี ความโชกโชนชํานาญเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ก็คือท่านกว้าง รอบคอบ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม เพราะท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ ท่านเป็นอดีตอธิบดี ผมก็เรียนถามว่า ทักษะ ที่ว่านี้เมื่ออ่านทั้งประโยคไปแล้วมันหมายความว่าอะไร เหตุผลที่ผมต้องถามท่านก็เพราะว่า ท่านบอกว่าต้องผ่านการฝึกอบรม ทีนี้พอผ่านการฝึกอบรมท่านก็ไปเกี่ยวข้องในวรรคหนึ่ง พอวรรคหนึ่งก็ต้องอ่านอย่างนี้ครับท่านประธาน วรรคหนึ่งมีตัวละครใครบ้างเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าอ่านตามวรรคหนึ่งก็คือ
กลุ่มที่ ๑ หัวหน้าสถานีตํารวจท้องที่ ในสถานีตํารวจท้องที่จะเป็น สน. ในกรุงเทพมหานครหรือเรียกว่า สถานีตํารวจในส่วนของต่างจังหวัดเรียกว่า สถานี ตํารวจภูธร อันนี้ต้องพูดกันให้เข้าใจให้ชัดเจนก่อน แล้วใครบ้างนะครับ ก็คือหัวหน้าสถานี หัวหน้าสถานีคือระดับไหน ผู้กํากับใช่ไหมคนเดียวใช่ไหม ในส่วนของต่างจังหวัด ในส่วนของ ท้องที่มันแบ่งกันระหว่างในพื้นที่การปกครองเช่นเดียวกันว่าในอําเภอหนึ่งอาจจะมีหลาย สถานี อันนี้คือหัวหน้าสถานีใช่หรือไม่อย่างไร
กลุ่มที่ ๒ ก็คือบุคคลที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ก็คือบุคคลซึ่งได้รับมอบหมายจาก หัวหน้าสถานี อันนี้สําคัญ เมื่อรู้ว่าหัวหน้าสถานีจะมอบหมายให้ใคร ผมก็เลยสงสัยว่า เวลามอบหมายให้ไปแล้วบทลงโทษตามมาตรา ๒๐ มีถึงบุคคลที่ถูกมอบหมายด้วยหรือเปล่า มันไม่มี มันไม่มีครับ ท่านไปอ่านบทลงโทษมีหรือเปล่าไม่รู้ ผมเข้าใจว่าไม่มี
กลุ่มที่ ๓ ก็คือว่าเป็นเจ้าพนักงานอํานวยความสะดวกแก่ประชาชนที่จะใช้ ที่สาธารณะนั้นคือใคร เหตุผลที่ผมถามเพราะว่ากลุ่มเหล่านี้ต้องไปอบรมแล้วก็ต้องมีทักษะ พิเศษคือความชํานาญพิเศษ
กลุ่มที่ ๔ ก็คือเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง ก็คือนายอําเภอ ปลัดอําเภอ
กลุ่มที่ ๕ คือใครครับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการชุมนุม องค์กร ปกคอรงส่วนท้องถิ่นที่มีการชุมนุม ถ้าชุมนุมในเขตเทศบาลหรือติดต่อเนื่องกับเขตเทศบาล ก็คือองค์การบริหารส่วนตําบล หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด ใครบ้างจะต้องเข้ามาอบรม ในกลุ่มนี้ ทางคณะกรรมาธิการได้คิดไหมครับว่าบุคคลตามวรรคหนึ่งในมาตรา ๒๐ จะต้อง เข้าสู่กระบวนการในวรรคท้ายของมาตรา ๒๐ อบรมอย่างไร หลักสูตรเป็นอย่างไร ขณะนี้ ขณะที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ซักถามหรือสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง นะครับบอกว่า ประกาศของรัฐมนตรีที่ประกาศเป็นข้อกําหนดนั้นจะประกาศแบบไหน รูปแบบอย่างไร จะต้องอบรมกันกี่วัน อบรมกันในหัวข้ออะไร มีวิชาการอบรมอย่างไร เรื่องนี้ ท่านไพจิตที่หยิบยกขึ้นมามันมีเหตุมีผลประการหนึ่งก็คือว่า การที่จะเอาคนเข้ามา ควบคุมดูแลอํานวยความสะดวกในการประชุมหรือชุมนุมของพี่น้องประชาชนนั้น บทเรียน ที่พวกเราได้ประสบพบเห็นก็คือว่า เห็นไหมครับที่ล้มตายกันจนถึง ๙๑ ศพ เราปฏิเสธไม่ได้ ว่าใน ๙๑ ศพนั้นเสียชีวิตจากอาวุธปืนยิงเร็ว แล้วก็บุคคลที่จะใช้อาวุธเหล่านี้ได้จะต้องมีความสามารถพิเศษ จะต้องเรียนรู้หรือฝึกฝน มากรณีพิเศษ เราท่านไม่สามารถที่จะดําเนินการได้ เหตุผลที่ผมกล้าพูดอย่างนี้เพราะว่า ในปีนี้ผมเป็นอนุกรรมาธิการงบประมาณ ได้พิจารณาในงบของทหารและตํารวจในเรื่อง เหล่านี้ละครับ มีการสอบถามกันว่าชนิดของอาวุธ ชนิดของกระสุน และความสามารถในการ บริหารการจัดการจะดําเนินการได้นี้ เราท่านทั้งหลายถ้าไม่ได้ฝึกฝนมา ทําได้ไหม เขาบอก ทําไม่ได้ ฉะนั้นทักษะของท่านนี่มันครอบคลุมคืออะไร เหตุผลที่ผมต้องเรียนถาม เพราะว่า ที่จริงไม่ใส่ไว้ แต่เป็นภาระหน้าที่ของผู้ปฏิบัติจะต้องไปดําเนินการนั้นดีแล้ว แต่พอท่านใส่ไว้ เป็นหน้าที่เข้ามา มันจะมีประเด็นปัญหาข้อกฎหมายขึ้นมาทันทีว่ามันจะไปพ่วงในมาตรา ๒๐ วรรคแรก แล้วก็บทลงโทษ อันนี้ปัญหาอยากเรียนถามท่านประธานไปถึงท่านประธาน คณะกรรมาธิการ ท่านนิพนธ์ ว่าจากการที่ท่านได้มีการพิจารณานี้มีการซักถามส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ได้เชิญผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติมาสอบถามไหม หรือเชิญไปแล้ว ไม่อยากมา หรือเชิญไปแล้วเพราะว่าเป็นผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติอาจจะให้ รองผู้บัญชาการมา เรื่องอย่างนี้มันจะต้องมีความสําคัญมีการซักถามกันเหมือนกัน หรือ ท่านกรรมาธิการมาจากประธานคณะกรรมาธิการการตํารวจ ซึ่งท่านนั่งอยู่ตรงนี้ ท่านได้ ถามไหม เรื่องประเด็นเหล่านี้เรื่องใหญ่นะครับเรื่องสําคัญ คือการอํานวยความสะดวก ให้กับประชาชนที่เกี่ยวข้องนี้เป็นเรื่องซึ่งเราพึงกระทํา ถึงแม้ไม่มีกฎหมายระบุไว้ก็ต้องกระทํา แต่เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ผมฟังตั้งแต่เมื่อวานนี้ ท่านบอกว่าเป็นการอํานวยความสะดวก ให้กับพี่น้องประชาชนมาชุมนุมเป็นการดี ถ้าเป็นการดีท่านก็ดูตั้งแต่หัวข้อท่านเริ่มต้นเข้ามา ครั้งแรก ก็คือว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นการจํากัดสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชนด้วยซ้ําไป ทั้งที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกับบัญญัติให้สามารถดําเนินการได้ ฉะนั้นในเรื่องนี้ถึงแม้ว่าจะเขียน เพิ่มเติมขึ้นมาสั้น ๆ มันก็มีนัยเช่นเดียวกัน ว่ามันไปเกี่ยวข้องอะไร ทําไมจะต้องให้ ๕ กลุ่มนี้ เรื่องที่ ๑ หัวหน้าสถานีตํารวจท้องที่ ซึ่งผมอธิบายความไปก็มีอยู่ ๒ ประเภท คือ ในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ในเรื่องที่ ๒ ก็คือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ประเด็นว่า ผู้รับมอบหมายจะต้องมีทักษะด้วยหรือเปล่า ถ้าผมพิสูจน์ได้ว่าท่านมอบหมายไปแล้ว ไม่มีทักษะ ใครบ้างจะต้องรับผิดชอบ ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติรับผิดชอบไหม หรือใคร รับผิดชอบ ถ้าเกิดผู้ชุมนุมเขาฟ้อง ขอใช้อํานาจบอกว่าพวกคุณไม่มีทักษะตามมาตรา ๒๐ อย่างที่ว่านี้แล้วมาสั่ง มาบังคับ มาให้ดําเนินการ ใครจะรับผิดชอบในเรื่องเหล่านี้ เวลาเขียน กฎหมายเราต้องเขียนว่าต่อไปนี้กฎหมายนี้มันต้องนําไปสู่ภาคปฏิบัติได้ ไม่ใช่เขียนเอาแต่ว่า ตัวเองจะได้ประโยชน์ในการควบคุม กํากับ ดูแล มันไม่ได้ คณะกรรมาธิการคิดบ้างไหม ผมอ่านแล้วผมยังมีความวิตกกังวลเลย บอกว่าเขียนกฎหมายอะไรไปผูกมัดกันถึงขนาดนี้ ท่านจะเอาความสามารถท่านจะไปเรียกใครออกมา ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าวันหนึ่งผู้ชุมนุม ผู้เดินขบวน ผู้จะประท้วงเรียกร้องต่าง ๆ อาจจะไปเรียกร้องที่จังหวัดเชียงใหม่อยู่นอกเขต เทศบาล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดจะได้เป็นผู้ที่จะต้องเข้ามาผ่านการฝึกอบรม แล้วท่านจะไปฝึกอบรมคนทั้งประเทศอย่างไร ขณะนี้พี่น้องประชาชนทางภาคใต้น่าเห็นใจ มากที่สุด น้ําท่วมครั้งที่ ๒ ล้มตายจํานวนมากมาย ขณะนี้เกิดการรวมตัวกันเพื่อจะประท้วง ชุมนุมกันบอกว่าเงิน ๕,๐๐๐ บาทนี้ของเขามีปัญหา เป็นเงินภาษีของประชาชน อันนี้ ผมฟังแล้วผมสะเทือนใจเหลือเกิน บอกว่าเอาเงินไปแบ่งให้เท่า ๆ กัน ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท อันนี้มันเป็นสิทธิของเขาที่จะได้ ถ้าเกิดเขาชุมนุมอย่างนี้อยู่นอกเขตเทศบาลนอกจาก เจ้าหน้าที่แล้วจะต้องเป็น อบจ. ใช่ไหม อบต. ใช่ไหม ท่านจะเอาคนที่ไหนมาฝึกอบรมกันทั้ง ประเทศ ถ้าหากว่าท่านไม่ฝึกอบรม แล้วบุคคลเหล่านี้เข้าไปเกี่ยวข้องท่านก็บอกว่า ต้องมีทักษะนะ บุคคลผู้ชุมนุมก็เลยฟ้องขึ้นมา ฟ้องต่อศาลแพ่งขอคุ้มครองชั่วคราว หรือฟ้องต่อศาลแพ่งบอกว่าพวกนี้ไม่มีทักษะ ไม่เกี่ยวข้อง ไม่น่าจะเข้ามาเกี่ยวข้องได้เลย ท่านจะทําอย่างไร คือเขียนกฎหมายมันต้องนําไปสู่การปฏิบัติได้ เขียนกฎหมายนี่เราต้องมองไปไกล ๆ พอเปิด ขึ้นมาไม่ใช่ว่ามาตรา ๒๐ ท่านไปดูบทลงโทษสิ พวกนี้มีหน้าที่ ถ้าไม่ทําตามหน้าที่ผิด กฎหมายนะครับ แล้วท่านเขียนไว้ไหมบทลงโทษเขานั่น ถอยออกไปก่อนได้ไหม ถอยออกไป ปรับปรุงให้มันเรียบร้อยก่อนแล้วเข้ามาใหม่ได้ไหม ที่พูดนี่ไม่มีอคติใด ๆ ทั้งสิ้นว่าจะประวิง เวลาหรือจะดึง คือหมายความว่าคิดให้รอบคอบ คิดให้สมบูรณ์แบบ คิดให้สู่การปฏิบัติได้ และคิดให้คนที่เขาจะไปดําเนินการนี่จะไม่ได้รับผลกระทบกระเทือนในทางกฎหมาย เหตุผล ที่ผมกราบเรียนคือหมายความว่าเดิมทีท่านไม่ใส่ไว้ พอท่านใส่เข้ามามันก็เป็นทักษะก็คือ ความชํานาญ ความเชี่ยวชาญ หรือความรู้พิเศษขึ้นมา คราวนี้ปกติมันก็ไม่มีใครพิเศษ ท่านต้องเข้าใจนะครับว่าการชุมนุมประท้วงเรียกร้องต่าง ๆ นี่มันมีเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ ซึ่งบางครั้งเราก็ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้น เราก็ไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้น แต่พอเกิดเหตุการณ์ขึ้นมา คนที่ไม่มีความเข้าใจ คนที่ไม่มีความรอบรู้ คนไม่มีความอ่อนไหวต่อบรรยากาศ และเหตุการณ์ต่าง ๆ มันยากแก่การตัดสินใจได้ ทําให้มีการตัดสินใจผิดพลาดและก่อให้เกิด ความเสียหายอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งสภาพจิตใจ ทั้งทรัพย์สิน ทั้งชีวิต จริงอยู่เราต้องมีคน ที่มีความรู้ความสามารถ เก่งทักษะอย่างที่ท่านพูดมันถูก แต่จริง ๆ มันไม่ต้องมาใส่ไว้ พอมาใส่ไว้เป็นหน้าที่ ท่านก็ต้องไปออกระเบียบของท่านในการฝึกอบรมของท่าน ฝึกในเรื่องนี้มันเป็นเรื่องของทางปฏิบัติแท้ ๆ แต่เวลามาเขียนในกฎหมายเหมือนกับที่ท่าน บอกว่าระยะทาง ๕๐๐ เมตร หรือ ๖๐๐ เมตรอย่างนี้ ผมฟังดูอยู่ข้างบนห้องทํางานผม ผมก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าเวลาบัญญัติกฎหมายออกมา ท่านบัญญัติอย่างนี้มันอันตราย เหมือนกัน ท่านบอกว่า ๔๐๐ เมตร ๕๐๐ เมตร ๖๐๐ เมตร เพราะบางครั้งข้อเท็จจริง ปรากฏว่ามันอาจจะไม่ถึง บางครั้งอาจจะเกินบ้าง ขาดบ้าง มันผิดกฎหมายทันที แต่ในเรื่อง ของการชุมนุมมันเป็นเรื่องเสรีภาพ เป็นเรื่องสิทธิ มันต้องแยกกันออกระหว่างเรื่องเหล่านี้ อย่างที่ท่านผู้อาวุโสทางด้านกฎหมาย ท่านอาจารย์พีรพันธุ์นี่ เราพยายามเขียนกฎหมาย เพื่อดึงศาลเข้ามาในเรื่องของการชุมนุม มันเป็นเรื่องวิธีคิดอีกแบบหนึ่งซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้น อย่างนั้น ฉะนั้นท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรสภาผู้แทนราษฎรช่วยให้ท่านกรรมาธิการ ท่านใดท่านหนึ่งได้ชี้แจงให้เข้าใจว่าวัตถุประสงค์ท่านคืออะไร แล้วมันไปเกี่ยวข้องกับ วรรคหนึ่ง เพราะว่าอ่านแล้วเจ้าพนักงานตามวรรคหนึ่งต้องผ่านการฝึกอบรมให้มีทักษะ พอมีทักษะแล้วอะไรต่อครับ ความเข้าใจและอดทนต่อสถานการณ์ชุมนุมสาธารณะแล้วต้อง แต่งเครื่องแบบเพื่อแสดงตนและอาจใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ควบคุมฝูงชนตามที่รัฐมนตรี ประกาศกําหนด พอถามไปวรรคหนึ่ง วรรคหนึ่งก็คือ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ บุคคลที่เกี่ยวข้อง เอาละ ความนี้ ถ้าเป็นท้องถิ่นคือนายก อบจ. ใช่ไหม หรือ อบต. ใช่ไหม ที่เขามาจากการเลือกตั้ง แล้วจะไปอบรมเขาอย่างไร แล้วก็ลักษณะอย่างนี้เขียนผูกมัดเขาเลย บอกว่าเป็นเจ้าพนักงาน ตามวรรคหนึ่ง แล้วก็พอไปเปิดดูบทลงโทษมันจะมีปัญหาเกิดขึ้น ขอถามท่านประธานไปที่ คณะกรรมาธิการก่อน เรื่องนี้เรื่องสําคัญนะครับ เพราะมันไปเกี่ยวโยง เชื่อมโยงกับท้องถิ่น เขาด้วย ขอบคุณครับท่านประธาน