สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๒๐ เมษายน ๒๕๕๔

ผ่องศรี ธาราภูมิ หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ โดยชี้แจงว่าควรพิจารณานิยามของการชุมนุมสาธารณะให้ชัดเจน เพื่อให้ไม่เข้าใจผิด และยังชี้แจงว่าไม่ควรเพิ่มบทที่ห้ามชุมนุมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสถานที่ นอกจากนี้ เธอยังหารือเรื่องการละเมิดสิทธิในสถานที่พักพิง ศาสนสถาน และโรงเรียน และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการพิจารณาตรวจสอบและแก้ไขการละเมิดสิทธินี้

นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ ลพบุรี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะที่ท่านคณะกรรมาธิการได้พิจารณา ในมาตรา ๘ นี้ ดิฉันมีทั้งประเด็นที่จะเสนอเป็นข้อสังเกตแล้วก็เสนอให้คณะกรรมาธิการได้พิจารณาทบทวน และก็เพิ่มเติม ในส่วนแรกดิฉันคิดว่าเราต้องไปดูนิยามก่อนว่าการชุมนุมสาธารณะ นิยาม ชัดเจนว่าจะหมายถึงลักษณะใดบ้างถึงจะไปดูว่าในหมวดนี้มาตรา ๘ คือเป็นสถานที่ที่พึง ต้องห้าม ดิฉันเองก็เป็นผู้ที่เสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ด้วย ตอนที่ทําร่างกฎหมายฉบับนี้ดิฉันก็ ได้กล่าวแล้วว่าได้พิจารณากฎหมายการชุมนุมสาธารณะของประเทศอื่น ๆ ที่เป็นต้นแบบ ประชาธิปไตย ยกตัวอย่างประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเราก็จะเห็นว่าการชุมนุมของพี่น้องประชาชน เพื่อเรียกร้องเขาทํากันเป็นกิจวัตรปกตินะคะ แต่ว่าได้คํานึงถึงขอบเขตแล้วก็ไม่ไปละเมิดสิทธิ ของผู้อื่น ตลอดจนกฎหมายของประเทศอังกฤษหรือว่าประเทศเยอรมัน ทั้งหมดแต่ละอันที่ ดิฉันได้ศึกษามาก็จะมีสถานที่ต้องห้ามทั้งสิ้น อันหมายความว่าตรงนี้ในมาตรา ๘ คือ หมวดทั่วไปควรจะเป็นสถานที่ที่หวงห้ามในเรื่องของการชุมนุมสาธารณะ จุดยืนของดิฉัน ดิฉันก็กราบเรียนแล้วว่าการชุมนุมนั้นเป็นสิทธิเสรีภาพที่ใครจะล่วงละเมิดไม่ได้ ดิฉันเองก็มี ประสบการณ์ในการชุมนุม ทั้งเป็นผู้เข้าร่วมชุมนุม ผู้สนับสนุน ที่ปรึกษาการชุมนุม ตลอดจน เป็นผู้ถูกสลายการชุมนุม เพราะฉะนั้นดิฉันยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้ส่งเสริมการใช้สิทธิของ ประชาชน ทีนี้พยายามนึกถึงสถานการณ์จริงว่าถ้าหมวดที่เราหวงห้าม แล้วเราดูนิยาม ยกตัวอย่างที่รัฐสภาของเรา เราก็จะเห็นว่านิยามของการชุมนุมสาธารณะบอกว่า เป็นการชุมนุมของบุคคลในที่สาธารณะ เพื่อเรียกร้องสนับสนุนคัดค้านหรือแสดงความ คิดเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยแสดงออกต่อประชาชนทั่วไป และบุคคลอื่นสามารถเข้าร่วม การชุมนุมนั้นได้ ดิฉันก็นึก เพราะหลายท่านก็มาถามว่าเกิดอย่างว่ามีประชาชนมาผลักดัน กฎหมาย ขณะนี้เราจะเห็นว่าเวลาเราพิจารณากฎหมายก็จะมีกลุ่มตัวแทนองค์กรวิชาชีพ หรือภาคประชาชนได้มายื่นหนังสือหรือว่าเรียกร้องต่าง ๆ ดิฉันคิดว่าในส่วนหนึ่งก็อยู่ที่ หน้ารัฐสภา อันนี้ก็เป็นสิทธิที่ทําได้อยู่แล้ว แต่บางส่วนก็เข้ามาในสภา ดิฉันก็คิดว่าถ้ากรณีแบบนี้ถ้าเข้ามาแล้วก็จะมายื่นดอกไม้ มาผลักดัน มายื่นหนังสือ ดิฉันก็คิดว่าตรงนี้ไม่เข้านิยามการชุมนุมสาธารณะ เพราะว่า ประชาชนคนอื่นก็ไม่สามารถเข้ามาร่วมได้ แล้วก็ไม่ได้เข้ามาชุมนุมในที่สาธารณะ ดิฉันคิดว่า มันเป็นคนละกรณีนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าต้องดูนิยามให้ชัดว่าชุมนุมสาธารณะเป็นการ ชุมนุมแบบไหน สมมุติว่าชุมนุมตอนนี้ เรียกร้องคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ยกตัวอย่างนะคะ หรือว่าเรียกร้องให้มีการดูแลภัยแล้ง อย่างนี้ก็ชุมนุมในที่ถนน เกษตรกร ชุมนุมว่าราคาน้ํานมตกต่ําจะปิดถนน อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นการชุมนุมสาธารณะ เพราะว่าคนอื่น เข้ามาร่วมได้ แต่ถ้ามาชุมนุมดิฉันก็เลยคิดว่าที่เขียนว่า ต้องไม่เข้าไปหรือกีดขวาง ดิฉันก็เห็น ด้วยในส่วนหนึ่งนะคะ เพราะว่าถ้าเราไม่เขียนว่าเข้าไปเขาก็อาจจะไปตีความว่าสามารถ เข้าไปได้ ดังนั้นตรงที่เติมคําว่า เข้าไปหรือกีดขวาง ดิฉันก็ไม่ถึงกับคัดค้านนะคะ น่าจะทําให้ สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่ส่วนที่ไปเพิ่มว่า เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าของหรือผู้ครอบครอง สถานที่นั้น อันนี้ดิฉันคิดว่าตรงนี้ไม่ควรจะมีนะคะ เพราะว่าในหมวดนี้เป็นหมวดที่ต้องห้าม แล้วก็อย่างเช่นเราก็ห้ามมาชุมนุมไฮปาร์ค (High Park) ในนี้ไม่ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าเข้ามายื่น หนังสือนี่มันไม่ใช่การชุมนุมสาธารณะ มันก็เข้าได้โดยธรรมชาตินะคะ

ส่วนในเรื่องของโรงเรียน สถานศึกษา ศาสนสถาน อันนี้ดิฉันคิดว่าการละเมิด สิทธิต่าง ๆ เราต้องคํานึง ในร่างของดิฉันเองไม่ได้ถูกคณะกรรมาธิการพิจารณานะคะ ดิฉันยังเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย เพราะว่าสถานที่เหล่านี้แม้การชุมนุม จะอยู่ใกล้ ไม่ได้ปิดทางเข้าออก แต่อยู่ข้างหน้า แต่การชุมนุมทุกครั้งก็ต้องมีการปราศรัย มีการไฮปาร์ค มีการใช้เสียง ซึ่งเสียงนั้นอาจจะต้องไปรบกวนกับผู้ป่วยที่พํานักอยู่ หรือว่า โรงเรียน เด็กนักเรียนที่กําลังเรียนหนังสือ หรือว่าผู้ที่ปฏิบัติกิจทางศาสนา พวกเราเอง เป็นนักการเมืองเวลาที่รถประชาสัมพันธ์วิ่งหาเสียง ดิฉันยังต้องกําชับเลยเวลาผ่านโรงเรียน ต้องเบาเสียง เพราะว่าช่วงหาเสียงนี่ค่ะใกล้จะถึงแล้ว โรงเรียนก็จะมาสะท้อนตลอด ครูบาอาจารย์บอกไม่เป็นอันเรียนเพราะว่าเสียงไปรบกวน เพราะฉะนั้นตอนที่กําหนด ระยะทางไว้ก็มีเป้าหมายเรื่องของเสียงนะคะว่าจะไปรบกวนผู้ที่เขากําลังทําหน้าที่ของเขาอยู่ อันนี้คือเราต้องคํานึงว่าเราไม่ไปละเมิดผู้อื่นนะคะ แต่ถ้าเสียงมารบกวนหน้าสภาดิฉันว่า ไม่เป็นไร เพราะหน้าสภาเป็นที่ทํางานของนักการเมือง การเรียกร้องก็อยากจะให้ได้ยินนะคะ ได้ยิน ได้ฟัง เพราะฉะนั้นดิฉันไม่ได้กําหนดระยะในเรื่องของหน้าสภานะคะว่าควรจะห่าง กี่เมตร เพราะว่าเขาชุมนุมข้างหน้าก็ได้ แต่จะไปตั้งเครื่องบังเกอร์ (Banger) กีดขวาง อะไรมาวางไม่ให้เข้าประตู ไม่ให้สมาชิกรัฐสภาเข้าออกที่ทําไม่ได้เพราะเราจะต้องไป ปีนกําแพง อย่างนี้ไม่พึงทํา แต่ว่าการชุมนุมนั้นต้องดูแต่ละกรณีด้วย ดิฉันจึงอยากจะขอว่า ถ้าคณะกรรมาธิการได้กรุณาทบทวนถ้อยคําที่เพิ่มว่า เว้นแต่จะได้รับอนุญาต ควรจะตัดออก เสีย เพราะว่าตรงนี้เป็นหมวดต้องห้าม ไม่ควรจะมีนะคะ เพราะว่าถ้าเกิดมาลักษณะอื่น ก็มาได้อยู่แล้ว เข้ามายื่นหนังสือ มาผลักดันกฎหมาย มาเรียกร้อง เข้ามาก็จะไม่เข้าข่าย นิยามเรื่องการชุมนุมสาธารณะ ส่วนที่ท่านเพิ่มเข้ามาใน (๑) รวมถึงสถานที่พํานักของ พระราชอาคันตุกะ หรือว่าใน (๕) เพิ่มเรื่ององค์การระหว่างประเทศ อันนั้นดิฉันก็ไม่ขัดข้อง นะคะ ก็คิดว่ามันจะทําให้ถ้อยคําสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ก็อยากจะขอเสนอคล้าย ๆ คณะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย ท่านรัชฎาภรณ์นะคะ แต่ว่าอาจจะต่างกัน ก็อาจจะเพิ่มวรรคท้ายค่ะว่า การชุมนุมสาธารณะตาม (๑) ต้องมีระยะห่างไม่น้อยกว่ากี่เมตรก็ว่าไป ถ้าใกล้พระราชวัง นะคะ เพราะว่าเสียง ถ้ายื่นฎีกาไม่เกี่ยวนะคะ ดิฉันคิดว่ามันคงจะต่างกัน ถ้าเกิดอยู่ห่างจาก (๔) ควรจะกําหนดไหมว่าระยะทางไม่น้อยกว่า ๑๐๐ เมตร เสียงจะเข้าไม่รบกวน เกิดคนกําลังสวดมนต์ ปฏิบัติกิจทางศาสนา ทําละหมาด เสียงไปรบกวนเขาก็เรียกว่า ไปละเมิดนะคะ แต่ว่าไม่เข้าอยู่แล้ว แต่ว่าถ้าเกิดเป็นสถานที่อื่นก็ดูตามความเหมาะสมค่ะ ก็ฝากคณะกรรมาธิการได้พิจารณาทบทวนนะคะ ตัดถ้อยคําที่ไม่ควรมีนะคะ แล้วก็ ถ้าพิจารณาเพิ่มได้ในส่วนที่เป็นระยะทางก็จะเป็นพระคุณนะคะ ส่วนเรื่องของท่านจะ พิจารณาอย่างไรก็ขอฝากเป็นประเด็นไว้ค่ะ ขอกราบขอบพระคุณค่ะ