อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ชี้แจงว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นการแจ้งการชุมนุมเพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชน ไม่ใช่การห้ามชุมนุม โดยอำนาจสั่งห้ามจะอยู่ที่ศาลเท่านั้น และยืนยันว่าการชุมนุมต้องไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่นในการใช้ที่สาธารณะ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี หารือประเด็นสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม และเสนอให้กฎหมายกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจพิจารณาพื้นที่เหมาะสมสำหรับการชุมนุมสาธารณะ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ชี้แจงเรื่องการชุมนุมสาธารณะ ยืนยันเสรีภาพในการชุมนุมแต่ห้ามกีดขวางทางเข้าออก และชี้ว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นการแจ้งไม่ใช่การห้าม พร้อมย้ำหน้าที่เจ้าหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกและฝึกฝนประชาชนเพื่อจัดการชุมนุมอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ท่านประธานที่เคารพ ผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคณะกรรมาธิการ ก่อนอื่นต้องขอย้ําอีกครั้งครับว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มีบทบัญญัติ ใดซึ่งเป็นการห้ามไม่ให้การชุมนุมหรือจะต้องขออนุญาตการชุมนุม แต่เป็นเพียงการแจ้ง การชุมนุมเท่านั้นเอง ผมยกตัวอย่างครับ ถ้าท่านจะชุมนุมท่านจะไปแจ้งหัวหน้าสถานีตํารวจ ก็คือผู้กํากับนะครับ เขาจะมีฐานะเป็นผู้รับแจ้ง ถ้าเกิดว่าการแจ้งการชุมนุมของท่านเป็นการ ชุมนุมตามสาธารณะตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ เจ้าหน้าที่ก็มีหน้าที่ที่จะต้องมีการแต่งตั้ง เจ้าหน้าที่ในการอํานวยความสะดวกต่าง ๆ ช่วยในการชุมนุมนั้น ๆ ว่ากันไป แต่ถ้าเกิดว่า การชุมนุมนั้นปรากฏว่าขัดกับกฎหมายฉบับนี้ ถามว่าท่านยังมีสิทธิชุมนุมต่อไปได้หรือไม่ ท่านก็ยังชุมนุมได้ต่อไปครับ แต่ตัวผู้รับแจ้งก็คือเจ้าพนักงานตํารวจจะต้องไปร้องขอต่อศาล แล้วคนที่จะสั่งห้ามการชุมนุมก็ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตํารวจ แต่เป็นศาลซึ่งเป็นอํานาจฝ่ายตุลาการ ในการที่จะคานอํานาจฝ่ายบริหารอีกครั้งหนึ่ง ก็จะให้ตุลาการเป็นคนตัดสินใจ เพราะฉะนั้น ต้องเรียนว่าเรื่องนี้เป็นเพียงการแจ้งเท่านั้น แล้วอํานาจตัดสินใจก็เป็นเรื่องของตุลาการครับ ท่านประธานที่เคารพครับ มีหลายท่านพูดถึงเรื่องของรัฐธรรมนูญ ก็ขออนุญาตชี้แจงเลยว่า การชุมนุมนี้เป็นเสรีภาพตามมาตรา ๑๓ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย การที่จํากัด เสรีภาพของเขาในการชุมนุม เขาบอกว่าทําไม่ได้ เว้นแต่ออกเป็นกฎหมาย แล้วการออกเป็น กฎหมายนี้ก็ทําได้เฉพาะแต่ในกรณีของการชุมนุมสาธารณะเพื่อคุ้มครองความสะดวกของ ประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ ผมคิดว่าตลอดเวลา ๒-๓ ปี ๔ ปีนี้ครับที่ผ่านมา เราต้อง ยอมรับว่าการชุมนุมหลายครั้งหลายหนเป็นการลิดรอนสิทธิของพี่น้องประชาชนในการใช้ที่ สาธารณะจึงจําเป็นที่จะต้องมีการคลอดกฎหมายฉบับนี้ออกมา ก็เรียนย้ํากันอีกสักครั้งครับ ว่าประโยชน์ของบุคคลอื่นในการใช้ที่สาธารณะนั้นเป็นเรื่องจําเป็นที่ต้องให้ความคุ้มครอง
ต่อมาครับ มีคําถามจากข้างล่าง จากสมาชิกว่าทําไมไม่กําหนดที่ให้เขาชุมนุม ไปเลย คําตอบก็คือว่าเรากําหนดที่แล้วจํากัดสิทธิของเขาในการชุมนุมที่นั้นที่นี้เท่านั้น ไม่ได้ เพราะว่าการชุมนุมเป็นสิทธิ เป็นเสรีภาพ แต่ในกฎหมายฉบับนี้มาตรา ๙ ก็กําหนดเอาไว้ มาตรา ๙ กําหนดในเรื่องของพื้นที่ว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องมีการจัดครับ แต่อันนี้ใช้คําว่า อาจจัด นะครับก็คือจะจัดหรือไม่จัดก็แล้วแต่ แต่ว่าเป็นการเสนอแนะโดย กฎหมายฉบับนี้ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนในการที่จะบอกว่าที่แห่งไหน สมควรที่จะเป็นที่ในการชุมนุมสาธารณะ นั่นละครับท่านประธานครับ
ส่วนประการต่อมาเรื่องของการชุมนุมสาธารณะที่ทางคณะกรรมาธิการ เพิ่มเติมไปว่า ห้ามไม่ให้เข้าไปหรือกีดขวางทางเข้าออก ผมย้ํากับท่านอีกครั้งนะครับ ถ้ามี กรณียกตัวอย่าง เช่น มีการชุมนุมหน้าสถานทูตประเทศใดประเทศหนึ่ง ท่านก็ไปชุมนุม เถอะครับ เพราะเป็นเสรีภาพทําได้ แต่การกีดขวางทางเข้าออกทําไม่ได้ครับ นี่คือสิ่งที่เรา คุ้มครองครับ แต่ว่าเราไม่ใช่ว่าเราห้ามไม่ให้ท่านเข้าไปชุมนุม ณ ที่นั้นหรือหน้าสถานที่นั้น ไม่ใช่ครับ ก็ขอเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง ส่วนที่บอกว่า ชุมนุมสาธารณะ แล้วถ้ามีการพูดถึงเรื่องกรณีของสถานที่ประทับของพระมหากษัตรย์หรือพระราชินีก็ต้อง เรียนครับว่าเราก็เขียนเอาไว้แล้วครับว่า เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของหรือผู้ครอบครอง สถานที่นั้น ซึ่งแน่นอนผมก็ไม่อยากจะพาดพิงไปเยอะเพราะท่านอาจารย์ข้างล่างผมไม่เอ่ย นามท่านดีกว่า ท่านก็พูดแบบอ้ําอึ้งผมก็ตอบท่านแบบอ้ําอึ้ง ว่าเรื่องนี้นี่ก็ต้องสุดแล้วแต่ เพราะว่าบุคคลที่ดูแลอยู่สํานักพระราชวังก็ดูแลอยู่ครับ ถ้าจะต้องเข้าไปก็ต้องขออนุญาตครับ เพราะกฎหมายเขาเขียนแบบนั้น ซึ่งท่านก็สามารถทําเรื่องไปได้อยู่แล้วเลขาสํานักพระราชวัง ก็ดําเนินตามขั้นตอนต่อไป อันนี้หลายท่านอาจจะเข้าใจ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ภาคประชาชน สื่อมวลชนหลายท่านกังวลใจว่าต้องขออนุญาตหรือเปล่ากฎหมายฉบับนี้ ผมย้ําอีกครั้งครับ กฎหมายฉบับนี้เป็นเพียงการแจ้งเท่านั้น แล้วกลับกันเลยนะครับ พอแจ้ง ปั๊บนี่เป็นการชุมนุมสาธารณะตามกฎหมายฉบับนี้ สิ่งที่ตามมาก็คือว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น เกิดหน้าที่ทันทีครับ หน้าที่ในการที่จะต้องเข้าไปอํานวยความสะดวกต่าง ๆ ให้กับพี่น้อง ประชาชนที่ชุมนุมสาธารณะอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อย่างนี้ละครับผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ ได้ประโยชน์ทั้งผู้ชุมนุม ได้ประโยชน์ทั้งเจ้าหน้าที่ในการที่จะแบ่งงานกันแล้วเป็นกิจลักษณะ ชัดเจน เพราะว่าพูดถึงชัดเลยครับว่าเจ้าพนักงานตํารวจจะทําการมอบหมายใครเป็น เจ้าพนักงานในการที่จะอํานวยความสะดวกเป็นชั้น ๆ สามารถที่จะดําเนินการได้ เพราะ บางทีการชุมนุมเป็นหมื่นเป็นแสนเฉพาะสถานีตํารวจบางที่คนไม่พอครับ เอายกทั้งนครบาล ก็ไม่พอครับ แล้วตรงนี้ครับเขาสามารถที่จะเข้าไปฝึก ในนี้พูดถึงด้วยนะครับ สามารถที่จะเข้า ไปฝึกคนให้สามารถที่จะทํามวลชนเข้าไปอํานวยความสะดวกในการชุมนุมที่สาธารณะได้ดี มากขึ้น ผมมองว่านี่เป็นนวตกรรมหนึ่งภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่ดีครับท่านประธาน ก็ขอชี้แจงเบื้องต้นเท่านี้ครับ