สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๔

วรงค์ เดชกิจวิกรม หารือเรื่องการตราพระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทย์แผนไทย พ.ศ. ใด โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการกำหนดมาตรฐานความรู้และใบประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทย ซึ่งอาจขัดขวางการอนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้านและภูมิปัญญาท้องถิ่น นอกจากนี้ยังแสดงความกังวลว่าใบประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทยอาจครอบคลุมถึงการประกอบอาชีพนวดแผนไทย

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก วันนี้ผมก็มี ทั้งความยินดีและอาจจะมีข้อสังเกตต่อทางทีมงาน ทั้งเพื่อน ส.ส. ที่เสนอร่างพระราชบัญญัติ วิชาชีพการแพทย์แผนไทย พ.ศ. .... เพราะผมเชื่อว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้โดยสาระของมัน เป็นสาระที่ต้องการให้มีการตั้งสภาวิชาชีพ ผมต้องย้ํากับท่านประธานนะครับว่ากฎหมาย ฉบับนี้มีเจตนาต้องการจะมีการจัดตั้งสภาวิชาชีพแพทย์แผนไทยขึ้นมา ถ้าพูดถึงสภาวิชาชีพ แพทย์แผนไทยสิ่งที่เราต้องตระหนักก็คือสมาชิก ซึ่งสมาชิกที่จะเป็นสมาชิกของสภาวิชาชีพ แพทย์แผนไทยก็ต้องมีมาตรฐานของความรู้ที่จะต้องเข้าสู่การเป็นสมาชิกของสภาวิชาชีพ แพทย์แผนไทย ผมก็เข้าใจดีว่าผู้ร่าง ทั้งท่านผู้เสนอและเพื่อนสมาชิกมีเจตนาที่บริสุทธิ์ ที่ต้องการให้มีการคุ้มครอง กํากับ ดูแลวิชาชีพแพทย์แผนไทยให้มีมาตรฐาน มีเจตนา ที่ต้องการส่งเสริมการประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทย ตลอดจนส่งเสริมลิขสิทธิ์การแพทย์ แผนไทย แต่ผมอยากเรียนท่านประธานนะครับว่าก่อนที่จะผ่านตรงนี้ไปเราต้องมาดู ความหมายของคําว่า แพทย์แผนไทย นิดหนึ่งตามที่ผู้ร่างเสนอขึ้นมา ถ้าผมดูตามความหมาย ของคําว่า การแพทย์แผนไทย แล้ว ท่านเขียนไว้ชัดเจนว่าท่านได้ครอบคลุมถึงการวินิจฉัย การบําบัดโรค ป้องกันโรค การส่งเสริมและฟื้นฟูสภาพ การผดุงครรภ์ไทย การนวดไทย ผมย้ํานะครับ การนวดไทย การเตรียมยา การผลิตยาแผนไทยและอื่น ๆ เมื่อถึงตรงนี้แล้ว ผมมีข้อกังวลที่อยากจะทําความเข้าใจกับท่านประธาน ท่านประธานครับ ในชีวิตของพวกเรา เราจะใช้คําว่า อาชีพ กับคําว่า วิชาชีพ ถ้าคนที่ไม่ได้อยู่วงการวิชาชีพอาจจะสับสนคําว่า อาชีพ กับ วิชาชีพ นั้นเหมือนกัน โดยปกติแล้วโดยพื้นฐานมันจะคล้าย ๆ กัน แต่คําว่า อาชีพ กับ วิชาชีพ มันจะต่างกันอยู่ประมาณ ๒ ประเด็น หรือ ๓ ประเด็น คําว่า วิชาชีพ กําหนดไว้ ชัดเจนว่าจะต้องมีมาตรฐานความรู้ตามวิชาชีพ เช่น คนเป็นทันตแพทย์บังคับไว้ชัดเจนว่า จะต้องจบทันตแพทย์ศาสตร์บัณฑิต ถือว่าเป็นมาตรฐานองค์ความรู้ตามผู้ประกอบวิชาชีพ คนเป็นวิศวกรถือว่าเป็นวิชาชีพ จะต้องมีองค์ความรู้ทางด้านวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิตถึงจะมี ใบประกอบวิชาชีพได้ ดังนั้นข้อที่ ๑ ของการเป็นวิชาชีพที่แตกต่างจากอาชีพก็คือจะต้อง มีองค์ความรู้ตามมาตรฐานวิชาชีพนั้น ถ้ามี พ.ร.บ. วิชาชีพแพทย์แผนไทยขึ้นมาก็เท่ากับว่า คนจะประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทยจะต้องมีองค์ความรู้ตามที่สภาวิชาชีพแพทย์แผนไทยนั้น กําหนดไว้ นี่คือประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ วิชาชีพแพทย์ไทยที่สําคัญที่สุดก็คือจะต้องมีใบประกอบวิชาชีพ แพทย์แผนไทย ซึ่งผมว่าใบประกอบวิชาชีพนี้ถือว่าเป็นหัวใจสําคัญ คนที่ไม่ได้เป็นมาตรฐาน ตรงนี้ไม่สามารถสมัครเป็นสมาชิกสภาวิชาชีพนี้ได้และไม่มีสิทธิออกไปประกอบวิชาชีพ ต่อให้คนเรียนจบทางด้านวิชาชีพแพทย์แผนไทย เรียนจบตามที่กําหนดมา แต่ถ้ามีข้อกังขา ขึ้นมาไม่สามารถออกใบประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทยได้ก็ไม่สามารถประกอบวิชาชีพ แพทย์แผนไทยได้ เช่น มีหมออยู่คนหนึ่งจบปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิตจากสถาบันมีชื่อ ในประเทศ แต่วันดีคืนดีอาจจะไปทําแท้งเถื่อนขึ้นมา ทางแพทยสภาก็ยึดใบประกอบวิชาชีพ ทําให้หมอคนนั้นถึงจะมีความรู้ตรงกับมาตรฐานวิชาชีพของแพทยศาสตร์บัณฑิตแต่ก็ ไม่สามารถประกอบวิชาชีพแพทย์ได้ เพราะว่าไม่มีใบประกอบวิชาชีพ ดังนั้นคําว่า วิชาชีพ มันจึงมีมาตรฐานสูงกว่าอาชีพในเชิงคุณธรรมและจริยธรรม ผมอยากจะกราบเรียนกับ ท่านประธานนะครับ ที่ผมต้องย้ําตรงนี้เนื่องจากว่าผมมีความเป็นห่วงเป็นใยอยู่ ๒ เงื่อนไข ครับท่านประธาน ถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่านไปแล้วนะครับ คือโดยภาพรวมผมสนับสนุน แต่มี ข้อกังขาที่เป็นข้อห่วงใยที่ฝากคณะกรรมาธิการช่วยพิจารณาให้รอบคอบ เพราะว่าขณะนี้ เรามีผู้ประกอบอาชีพ ผมย้ํานะครับ อย่าไปสับสนคําว่า ผู้ประกอบวิชาชีพ เรามีผู้ประกอบ อาชีพนวดแผนไทยอยู่เยอะ ไม่ว่าตามชายหาด ตามสถานที่ต่าง ๆ ที่ทั้งเพื่อน ส.ส. ตลอดจน พี่น้องประชาชนไปใช้บริการ เช่น นวดฝ่าเท้า นวดหลัง นวดตัวอะไรก็แล้วแต่ เราถือว่า เป็นการประกอบอาชีพนวดแผนไทย แต่เนื่องจาก พ.ร.บ. ตัวนี้ไปครอบคลุมถึงการนวดไทย ขึ้นมา ผมเกรงว่าเมื่อ พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่านอาจจะต้องทําให้พี่น้องประชาชนที่ประกอบอาชีพ นวดไทยต้องมาจดทะเบียนในฐานะมีใบประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทยหรือไม่ เนื่องจากว่า คําจํากัดความของท่านครอบคลุมการนวดไทยอยู่ด้วย อันนี้เป็นข้อสังเกตนะครับ ผมมี ข้อกังวลถ้าท่านสามารถแยกความชัดเจนออกไปได้เลยว่าคนที่ประกอบอาชีพนวดไทย ตามชายหาด ตามสนามบิน ตามอะไรก็แล้วแต่ หรือตามสถานที่ต่าง ๆ ที่เป็นการผ่อนคลาย ถ้าท่านสามารถแยกตรงนี้ได้ว่าไม่ต้องมีใบประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทย อย่างนี้อาจจะ ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนกลุ่มนั้น นี่คือข้อสังเกตข้อที่ ๑

ข้อสังเกตข้อที่ ๒ คือท่านเขียนไว้ชัดเจนว่าท่านต้องการจะสนับสนุน ภูมิปัญญาพื้นบ้าน ตลอดจนภูมิปัญญาท้องถิ่นใน พ.ร.บ. วิชาชีพแพทย์แผนไทย ผมกังวลว่า พ.ร.บ. ตัวนี้จะทําให้การพัฒนาภูมิปัญญาชาวบ้านหรือว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นนั้นเกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากว่าโดยปกติวิถีชาวบ้าน การคิดค้นยาของชาวบ้านหรือการรักษาของชาวบ้าน ด้วยวิถีชาวบ้านเขาทําโดยธรรมชาติของเขา เมื่อมี พ.ร.บ. วิชาชีพแพทย์แผนไทยก็เท่ากับว่า คนที่จะรักษาแบบพื้นบ้านต้องมีใบประกอบวิชาชีพของแพทย์แผนไทย ก็ทําให้ภูมิปัญญา ชาวบ้านที่ชาวบ้านเขามีวิถีชีวิตในการรักษาด้วยตัวชาวบ้านเองมันเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะว่า ขัด พ.ร.บ. วิชาชีพแพทย์แผนไทย เนื่องจากว่าปู่ย่าตายายหรือลุงป้าน้าอาเหล่านั้นไม่มี ใบประกอบวิชาชีพซึ่งเป็นข้อสังเกต จึงอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานไปยังผู้เสนอ กฎหมายว่าจะหาทางอย่างไรที่จะคุ้มครองคนเหล่านี้ที่ทําให้ภูมิปัญญาชาวบ้าน หรือภูมิปัญญาท้องถิ่นยังดํารงอยู่ได้

และท้ายที่สุดอยากจะฝากเป็นข้อสังเกตครับ ในฐานะที่ผมเคยเป็นผู้ประกอบ วิชาชีพ แล้วก็มีเพื่อนที่รู้จักเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ อยากจะกราบเรียนท่านว่าคนประกอบ วิชาชีพไม่ค่อยชอบสภาวิชาชีพ อันนี้เป็นข้อสังเกตนะครับ คนประกอบวิชาชีพไม่ว่าจะเป็น แพทย์ เภสัชกร ทันตแพทย์ พยาบาล อะไรก็แล้วแต่ส่วนใหญ่แล้วไม่ค่อยชอบสภาวิชาชีพ เพราะเขาบอกว่าสภาวิชาชีพชอบมาจ้ําจี้จําไชเขา ก็เลยฝากเป็นข้อสังเกตว่าตรงนี้เกรงว่า อาจจะทําให้คนที่ประกอบในวิชาชีพตรงนี้มีความเข้าใจตรงนี้ชัดเจนหรือไม่ เนื่องจากว่า หัวใจของสภาวิชาชีพตั้งขึ้นมานอกจากเป็นการส่งเสริมความรู้ก็ส่วนหนึ่ง แต่หัวใจก็คือ มาควบคุมมาตรฐานวิชาชีพ และมาควบคุมจริยธรรมของวิชาชีพ ดังนั้นจึงอยากจะฝาก เป็นข้อสังเกตเพื่อให้ไม่ให้เกิดปัญหาข้อเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจจะเป็นข้อห่วงใยที่ผมกังวลใจ ขอบคุณครับ