ประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ โดยเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงในระบบการเลือกตั้ง ส.ส. แบบสัดส่วน และบัญชีรายชื่อ และขอขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านสำหรับการสนับสนุนและข้อเสนอแนะ นอกจากนี้ ยังหารือเกี่ยวกับการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า การเก็บหีบบัตรเลือกตั้งลงคะแนนล่วงหน้า การทุจริตเลือกตั้ง และการซื้อสิทธิขายเสียง โดยมีคำแนะนำให้คณะรัฐมนตรีออกมติเกี่ยวกับการวางตัวเป็นกลางของข้าราชการ และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดูแลการเลือกตั้งทั่วไปให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการการเลือกตั้งให้มาชี้แจง ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับในวันนี้ สําหรับกฎหมาย ทั้ง ๓ ฉบับที่ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งได้เสนอมานี้เราเสนอตามที่มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับที่ ๑) นะครับ โดยจะแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวกับ ส.ส. แบบสัดส่วน เปลี่ยนเป็นบัญชีรายชื่อ จากการเลือกตั้งแบบเขตเดียว ๓ เบอร์ เป็นเขตเดียวเบอร์เดียว กับจํานวน ส.ส. จากเดิม ส.ส. เขต ๔๐๐ คน ระบบสัดส่วน ๘๐ คน รวม ๔๘๐ คน เป็น ส.ส. แบบแบ่งเขต ๓๗๕ คน และก็ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ๑๒๕ คน ฉะนั้นในหลักการที่เสนอกฎหมายทั้ง ๓ ฉบับก็จะอยู่ในหลักการนี้ ที่ทางท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายในหลายเรื่อง รวมทั้งในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือการอภิปราย ในส่วนอื่น ซึ่งนอกเหนือจากที่มีการแก้ไขในรัฐธรรมนูญในฉบับที่ ๑ เราก็เลยไม่ได้เสนอเข้ามา อย่างไรก็ตามกระผมใคร่ขอขอบพระคุณทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ทุกพรรค ที่ให้การสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรมนูญทั้ง ๓ ฉบับนี้ในการเลื่อนมา พิจารณาในสภาในวันนี้ ซึ่งผมถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีในการทํางานของผู้แทนราษฎรว่า กฎหมายฉบับใดเป็นประโยชน์ก็ร่วมกันพิจารณาด้วยดี อันนี้เป็นสิ่งที่น่าชมเชย และต้อง ขอขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านที่ให้ข้อเสนอแนะเป็นจํานวนมากซึ่งเป็น ประโยชน์ ในบางเรื่องทางคณะกรรมการการเลือกตั้งก็คงจะไปพิจารณา ทบทวน ปรับปรุง แก้ไขตามที่ท่านเสนอ ในส่วนที่ท่านได้สอบถามว่ากระผมใคร่ขอสรุป เนื่องจากว่ามีท่านเสนอ มาเป็นจํานวนมาก ผมใคร่ขอสรุปที่ท่านอภิปรายกันมานี้
ในเรื่องแรกคงเป็นเรื่องการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า ในเรื่องการลงคะแนน เลือกตั้งล่วงหน้านี่กระผมอยากจะกราบเรียนว่าไม่ใช่คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดนี้ ที่เป็นคนดําเนินการเกี่ยวกับการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า แต่ได้มีการดําเนินการมาแล้ว ตั้งแต่มีการใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีการเลือกตั้ง ส.ว. ส.ส. ตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ แล้ว ก็ได้มี การลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าจํานวน ๒ วัน อันนี้กําหนดมาแต่เดิม ไม่ใช่ว่า กกต. ชุดนี้ เป็นคนกําหนดให้มีการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า ๒ วันนะครับ และที่มีท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายว่าความจริงในรัฐธรรมนูญนี้ให้กําหนดวันเลือกตั้งเป็นวันเดียว ทั่วราชอาณาจักร อันนี้เป็นความจริงครับ แต่ว่าในการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า ในมาตรา ๙๕ ความจริงแล้วไม่ใช่เป็นการเป็นวันเลือกตั้งนะครับ ในมาตรา ๙๕ จริง ๆ เขาใช้คําว่า การลงคะแนนเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้ง วันเลือกตั้งจริงคือเป็นวันที่มี พระราชกฤษฎีกาออกมา แต่เนื่องจากเป็นภาษาพูดว่าเป็นการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า ก็เลยเข้าใจว่าเป็นการลงคะแนนเหมือนกับเป็นวันเลือกตั้งอีกวันหนึ่งเพิ่มขึ้นมา กลายเป็น ๓ วันอย่างที่ท่านได้มีการอภิปรายนะครับ ในกฎหมายเองก็จะบัญญัติไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า เป็นการลงคะแนนเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้ง และคะแนนที่ลงในวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า อย่างที่ท่านเรียกสั้น ๆ ไม่ได้มีการนับคะแนนในวันนั้น แต่ว่านับคะแนนในวันที่มี การลงคะแนนเลือกตั้งตามพระราชกฤษฎีกา แล้วจริง ๆ ในทางสากลแล้วการลงคะแนน เลือกตั้งล่วงหน้า เรียกว่าเกือบทุกประเทศก็มี ที่เขาเรียกว่า เออร์ลี โหวตติง (Early Voting) อันนี้เป็นการอํานวยความสะดวกให้แก่ประชาชน บางประเทศเปิดลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า หลายวันมากกว่าเรา เปิดลงคะแนนจนถึง ๒ ทุ่ม ๓ ทุ่มก็มีหลายประเทศ ถ้าท่านติดตาม ในโทรทัศน์ก็มี หรือยกตัวอย่างง่าย ๆ ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น อันนี้ไม่มีการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า ปรากฏว่ามีคนสอบถามเหมือนกัน เอ๊ะ ทําไมไม่ให้ การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นได้มีลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า เคยมีการ เลือกตั้งบางแห่ง ปรากฏว่าในเขตเลือกตั้งนั้นนี่เป็นหน่วยทหาร ปรากฏว่าเขาออกพื้นที่หมดเลย อย่างนี้เขาไม่สามารถลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าได้ อันนี้ก็เป็นปัญหา ส่วนท่านจะเห็นว่า ควรจะงดวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าเป็นกี่วัน อันนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ รัฐสภา ซึ่งในทางคณะกรรมการการเลือกตั้งเองไม่ได้มีความขัดข้องเลย แล้วหลายท่าน ได้ยกตัวอย่างการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าที่บอกว่ามีการขนคนมาเป็นจํานวนมากและมี หลายจังหวัด และมีการยกตัวอย่างกันมาที่จังหวัดสกลนคร กระผมอยากจะขอกราบเรียนว่า ที่มีปัญหาขึ้นมาเกี่ยวกับการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าก็คงจะมีเพียงจังหวัดเดียว คือที่จังหวัดสกลนคร หลังจากนั้นมีการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าในหลายจังหวัด ในจังหวัด ศรีสะเกษก็ดี ในจังหวัดอื่น ๆ ก็ดี รวมกระทั่งที่มีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ที่ผ่านมาหลายครั้ง ก็ไม่มีอะไรผิดปกตินะครับการลงคะแนนล่วงหน้าที่ผ่านมา ก็มีที่เดียวคือที่จังหวัดสกลนคร ซึ่งกระผมก็ขอกราบเรียนว่าในการพิจารณาเกี่ยวกับผู้สมัครที่จังหวัดสกลนครนี่ คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ได้มีมติให้ใบแดงผู้ที่ถูกกล่าวหาไปแล้ว ตอนนี้คดีก็อยู่ในระหว่าง การพิจารณาของศาลฎีกา ฉะนั้นทุกอย่างถ้าหากว่ามีการกระทําผิดกฎหมายนี่คณะกรรมการ การเลือกตั้งเราดําเนินการอยู่แล้ว รวมทั้งที่กรณีของจังหวัดสกลนครนะครับ ส่วนที่อื่นถ้ามี ปัญหาอย่างไรเราก็ยินดีที่จะตรวจสอบว่าข้อเท็จจริงเป็นประการใด
ในส่วนที่ ๒ ก็คือเรื่องการเก็บหีบบัตรเลือกตั้งลงคะแนนล่วงหน้า หลายท่านก็ได้เสนอแนะที่เป็นประโยชน์ อย่างเช่นบอกว่าน่าจะมีกล้องวงจรปิดติดตั้งตามที่ ต่าง ๆ อันนี้ก็ได้มีการหารือเหมือนกันกับทางเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานแล้วว่าในที่เก็บหีบบัตร เลือกตั้งของการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้านี้เราจะติดกล้องวงจรปิดจะต้องใช้งบประมาณ เท่าไร ทั้งหมดนี้ ๓๗๕ เขตที่จะมีการเลือกตั้งกันคราวนี้ ถ้าจะติดทุกเขตก็ต้องใช้งบประมาณ ก็คงจะต้องไปพิจารณาดู แต่อย่างไรก็ตามเราไม่ได้ขัดข้องถ้าหากว่าพรรคการเมือง หรือผู้สมัครจะไปติดตั้งกล้องวงจรปิด และที่ผ่านมาท่านก็คงจะเห็นว่าเราจะพยายามเก็บ หีบบัตรลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าในที่เปิดเผยที่ประชาชนสามารถไปตรวจสอบได้ อย่างเช่น ถ้าเป็นที่กรุงเทพมหานคร ทางสํานักงานเขตเขาจะตั้งอยู่ที่ชั้นล่างซึ่งสามารถที่จะตรวจสอบได้ มีกล้องวงจรปิดของพรรคการเมืองต่าง ๆ ไปติดอยู่ ก็คิดว่าในส่วนของการเก็บ หีบบัตรเลือกตั้งก็ได้มีการดําเนินการที่ค่อนข้างจะรัดกุม การที่จะเปลี่ยนหีบบัตรเลือกตั้ง ผมยังนึกดูว่ามันจะทําได้อย่างไร เวลาท่านเสนอข้อเท็จจริงผมยังนึกดูว่าเป็นเรื่องอะไร เพราะว่าทุกขั้นตอนจะมีกรรมการควบคุมกํากับตลอด แล้วสถานที่ที่ไปฝาก หีบบัตรลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าส่วนมากก็จะเป็นสถานีตํารวจ ส่วนราชการ ที่เขาเปิดเผยอยู่แล้ว
อีกส่วนหนึ่งที่ท่านพูดถึงเรื่องการทุจริตเลือกตั้งอะไรต่าง ๆ อย่างเช่น ข้าราชการวางตัวไม่เป็นกลาง แล้วบางท่านก็เสนอแนะว่าน่าจะให้คณะรัฐมนตรีได้ออกมติ คณะรัฐมนตรีว่าให้ข้าราชการวางตัวเป็นกลาง ก็อยากจะกราบเรียนว่าขณะนี้ก็มี มติคณะรัฐมนตรีอยู่แล้ว แล้วก็ใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๔ เป็นมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีอยู่เดิม แล้วยังไม่ได้มีการยกเลิก ซึ่งได้กําหนดไว้แล้วว่าข้าราชการจะต้องวางตัว เป็นกลาง ไม่ทําตัวให้คุณให้โทษกับพรรคการเมืองหรือผู้สมัคร มติคณะรัฐมนตรีนี้ถือว่า เป็นคําสั่งทางบริหารสูงสุด ถ้าหากว่าการฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรีมีโทษทางวินัย ผิดวินัย ร้ายแรงซึ่งมีโทษถึงขั้นไล่ออก ก็คิดว่าในส่วนนี้ก็ได้มีการดําเนินการ แล้วก็ได้มีการกําชับ ที่จะมีการเลือกตั้งทุกครั้งว่าจะให้ข้าราชการทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการพลเรือน ทหาร ตํารวจที่เกี่ยวข้องวางตัวเป็นกลาง
ส่วนเรื่องการทุจริตการเลือกตั้งอื่น ๆ ที่มีท่านได้อภิปรายมานี้เราก็รับฟัง ข้อเสนอแนะของท่านนะครับ และในส่วนของการปฏิบัติงานที่ผ่านมา โดยเฉพาะในสมัยของ คณะกรรมการการเลือกชุดนี้เราพยายามป้องกันแก้ไขปัญหาเรื่องการทุจริตการเลือกตั้ง ที่ท่านเป็นห่วงนะครับ ยกตัวอย่างเช่นกรรมการประจําหน่วยต่าง ๆ รวมทั้งเจ้าหน้าที่รักษา ความปลอดภัย แต่เดิมเคยมอบให้ทางผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจําเขตหรือถ้าเป็นท้องถิ่น ก็มอบให้ผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจําองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็มอบให้ผู้อํานวยการ การเลือกตั้งประจําองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตั้งกรรมการประจําหน่วย จ้างเจ้าหน้าที่รักษา ความปลอดภัยหมด เราก็พยายามที่จะมาดูในส่วนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนนี้เจ้าหน้าที่ รักษาความปลอดภัยคือตํารวจ เราจะไม่ให้ผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจําองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นหรือผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจําเขตเสนอชื่อเองทั้งหมด คือเราต้องการ จะให้มี ๒ กลุ่มที่มาเช็ค บาลานซ์ (Check balance) กันในหน่วยเลือกตั้งระหว่างกรรมการ ประจําหน่วย เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ทั้ง ๒ ฝ่ายนี้พูดง่าย ๆ เขาไม่ใช่คนกลุ่มเดียวกัน ในยุคปัจจุบันนี้ ถ้ามีการทําอะไรที่ไม่ถูกไม่ต้องสามารถตรวจสอบแล้วพบได้ทันที
ในส่วนของกรรมการประจําหน่วยเลือกตั้งเราก็พยายามที่จะให้มีการบรรจุ นักศึกษา ซึ่งเราถือว่าเป็นผ้าขาวมาเป็นกรรมการประจําหน่วย เพื่อให้มาช่วยดูแลด้วย เพราะว่านักศึกษาซึ่งเขาจบมานี้ พูด ๆ ง่ายเขาไม่มีส่วนได้เสีย ถ้าเขาเห็นอะไรที่ไม่ถูกต้อง เขาจะทักท้วง อันนี้ก็เป็นการถ่วงดุลในลักษณะหนึ่ง รวมทั้งที่ท่าน ส.ส. ผู้ทรงเกียรติอภิปราย เรื่องลูกเสืออาสา กกต. ก็เช่นเดียวกัน คือเราต้องการให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง มาช่วยเหลือในการเลือกตั้งด้วย แล้วจากเรื่องที่มีการร้องคัดค้าน ก็มีเรื่องร้องคัดค้าน บางเรื่องที่ลูกเสืออาสา กกต. ที่เขาแจ้ง กกต. จังหวัดว่ามีการกระทําอะไรที่ไม่ถูกต้อง อันนั้น เราก็ไปตรวจสอบนะครับ
อีกส่วนหนึ่งคือเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียง เรื่องการซื้อสิทธิขายเสียงคงต้อง เป็นที่ยอมรับว่าเป็นมะเร็งร้ายของระบบการเลือกตั้ง เป็นการทําลายระบอบประชาธิปไตย คณะกรรมการการเลือกตั้งเองก็พยายามแก้ไขปัญหาในส่วนนี้ ในรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ก็พยายามจะหาทางแก้ไขปัญหา อย่างที่ท่าน ก็ได้อภิปรายไปแล้วในมาตรา ๒๓๗ เรื่องการยุบพรรค ซึ่งเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เขาต้องการให้พรรคการเมืองมาช่วยดูแลในการส่งคนลงสมัครด้วย ถ้าเห็นการกระทําอะไร ที่ไม่ถูกต้อง ทุจริตในการเลือกตั้งก็ให้พรรคการเมืองช่วยกํากับดูแลด้วย อันนั้นก็เป็น เจตนารมณ์ที่เขาบัญญัติขึ้นมา
อีกส่วนหนึ่งก็คือเรื่องการให้ความรู้กับประชาชนนในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในส่วนนี้ กกต. ก็พยายามทําอยู่นะครับ ที่ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติบางท่านได้อภิปรายว่าได้ทําไหมในส่วนของการให้ความรู้ประชาชน เราก็ พยายามดําเนินการในส่วนนี้อยู่ ในปัจจุบันนี้เราก็ได้มีการอบรมเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน เตรียมการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของ กกต. ได้มีความรู้เกี่ยวกับเรื่อง การสืบสวนสอบสวน พูดง่าย ๆ การจับการกระทําผิดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้ง การซื้อสิทธิ ขายเสียงให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ถ้าท่านติดตามข่าวหนังสือพิมพ์ก็จะเห็นว่าเราจะมีการ อบรมอยู่ แม้กระทั่งในปัจจุบันนี้
มีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติบางท่านได้อภิปรายนะครับ ซึ่งผมขออนุญาตชี้แจง ในบางประเด็น อาจจะไม่สามารถชี้แจงได้หมดทุกท่าน เพราะว่ามีผู้เสนอมาเป็นจํานวนมาก มีท่านหนึ่งได้ให้ข้อสังเกตบอกว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการ การเลือกตั้งเสนอ ๓ ฉบับนี้มีการพิมพ์ผิด อยากจะเรียนว่าที่ท่านบอกว่ามีการพิมพ์ผิดเป็น เอกสารของสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่เสนอ ซึ่งพิมพ์อาจจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่ในตัวร่างที่เราเสนอท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรนี่ถูกต้อง จึงอยากจะกราบเรียนชี้แจง นะครับ มีอยู่ท่านหนึ่งที่ท่านได้อภิปรายเกี่ยวกับร่างมาตรา ๓๕ กับร่างมาตรา ๙๖ ว่าที่มีการ แก้ไข และแก้ไขไม่หมด อยากจะกราบเรียนว่าในร่างที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอแก้ไข ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ในมาตรา ๓๕ เราไม่ได้ตัด เราแก้เฉพาะวรรคหนึ่ง คือท่าน อ่านแล้วท่านอาจจะบอกว่าทําไมเขียนไม่หมด ความจริงเราขอแก้เฉพาะวรรคเดียวคือวรรคหนึ่ง รวมทั้ง ในร่างมาตรา ๙๖ ด้วย เราแก้เฉพาะในวรรคหนึ่ง
อีกท่านหนึ่งได้สอบถามเกี่ยวกับร่างมาตรา ๓๓ เรื่องการประชุม พรรคการเมือง คือในการประชุมพรรคการเมือง ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มา ส.ว. ในมาตรา๕๐ มีการเขียนอยู่ว่าให้มีการประชุม พรรคการเมือง แต่ว่าอันนั้นเป็นบทบัญญัติซึ่งเขาบัญญัติเอาไว้เดิมซึ่งจะต้องใช้ทั่วไป แล้วก็ ได้มีการประชุมกับพรรคการเมืองกําหนดเรื่องค่าใช้จ่ายไปแล้ว แต่เหตุที่มีการเสนอ ร่างมาตรา ๓๓ เพิ่มเติมขึ้นมาให้มีการประชุมพรรคการเมืองก็เพื่อเจตนาจะใช้สําหรับ การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีครั้งนี้ เพราะว่าในการคิดค่าใช้จ่ายของพรรคการเมือง ในกฎหมาย เดิมคิดแบบสัดส่วน กับปัจจุบันนี้คิดเป็นแบบแบ่งเขตก็จะไม่เหมือนกัน ก็คงต้องเชิญ พรรคการเมืองมาประชุมหารืออีก ก็เลยมีการยกร่างในร่างมาตรา ๓๓ เพิ่มขึ้นมา
ผมอยากจะขอกราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ เกี่ยวกับ กรณีซึ่งท่านสมาชิกท่านหนึ่งได้พูดเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง คือในตัวผมเองหรือคณะกรรมการการเลือกตั้งเองเราน้อมรับคําวิจารณ์อยู่แล้ว แต่ว่าที่ท่าน อภิปรายในการอภิปรายในที่ผ่านมาท่านบอกว่าเป็นเรื่องจริงทั้งหมด แล้วก็พูดในลักษณะ ที่ว่า กกต. จังหวัดให้ใบเหลืองใบแดง แต่ว่าส่วนกลางให้ใบขาว แล้วก็มีการวิ่งเต้นเหมือนกับ เสียเงินอะไรทั้งหลายแหล่ กระผมอยากจะขอกราบเรียนว่าในการทํางานของคณะกรรมการ การเลือกตั้งนี้ ในการวินิจฉัยต่าง ๆ คณะกรรมการการเลือกตั้งส่วนกลางไม่ได้ทําโดยพลการ สํานวนต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาจะมีอนุกรรมการซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ จํานวน ๕ ท่าน มาพิจารณาก่อนที่จะเสนอ กกต. ทั้งสิ้น ฉะนั้นในการพิจารณาของคณะกรรมการ การเลือกตั้งนี้เราพิจารณาจากพยานหลักฐาน จากข้อกฎหมายต่าง ๆ ไม่ได้มีการวิ่งเต้น เสียเงินเสียทองอย่างที่มีการพูดกัน จึงขออนุญาตได้ชี้แจงด้วย
และอีกท่านหนึ่งที่อภิปราย ซึ่งกระผมใคร่ขอทําความเข้าใจที่ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติท่านหนึ่งได้พูดว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องการทําลายฐานพรรคการเมือง พรรคหนึ่ง กระผมขอกราบเรียนว่าในการทํางานของคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดนี้ เราดูจากขอเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งสิ้น ไม่ได้มีเจตนาที่จะมุ่งไปทําลายพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่ง หรือพรรคการเมืองใดทั้งสิ้น ท่านเอ่ยชื่อพรรคการเมืองมาด้วย แต่ความจริงแล้วคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ได้มีความคิดในลักษณะนั้นเลย และถ้า ท่านย้อนกลับไปดูการเลือกตั้งเมื่อปี ๒๕๕๐ เมื่อมีการเลือกตั้งเสร็จ อียู (EU) ก็ดี ประเทศสหรัฐอเมริกาก็ดี ประเทศญี่ปุ่นก็ดี ประเทศออสเตรเลียก็ดี ประกาศยอมรับผล การเลือกตั้งว่าเป็นการเลือกที่ฟรี แอนด์ แฟร์ (Free and fair) ต่างประเทศยอมรับ ในประเทศเองถ้าผมจําไม่ผิด ท่านสมัคร สุนทรเวช หลังจากทราบผลการลงคะแนนเสร็จแล้ว ท่านขอบคุณคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผมเข้าใจว่าท่านสามารถตรวจสอบดูได้ในข่าว หนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ฉะนั้นขอกราบเรียนชี้แจงว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ได้มีเจตนาที่จะ ทําลายพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเลยทั้งสิ้น เราทํางานโดยยึดหลักกฎหมาย พยานหลักฐาน และด้วยความเป็นกลางครับ
ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติอีกท่านหนึ่งได้สอบถามเกี่ยวกับคณะกรรมการ การเลือกตั้งประจําเขตว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งประจําเขตนี้ไม่ใช่เจ้าพนักงาน ซึ่งกระผมใคร่ขอกราบเรียนว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งประจําเขต ผู้อํานวยการ การเลือกตั้งประจําเขตมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ. ๒๕๕๐ ฉะนั้นที่ท่านเป็นห่วงว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งประจําเขตไม่ใช่เป็น เจ้าพนักงาน มาทําอะไรแล้วก็เหมือนกับว่าไม่ต้องรับผิดชอบ อันนี้ไม่ใช่ครับ มีกฎหมาย บัญญัติกําหนดไว้ชัดเจนว่าให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจําเขต ผู้อํานวยการ การเลือกตั้งประจําเขตเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
อีกท่านหนึ่งที่ได้มีการอภิปราย คือเรื่องการวินิจฉัยบัตรดี บัตรเสีย ซึ่งท่าน ได้ให้ข้อสังเกตว่าบางทีการทําเครื่องหมายกากบาทไม่ตัดกันนี้ก็บอกว่าเป็นบัตรเสีย อะไรทั้งหลายเหล่านี้ บางท่านก็บอกว่าการลงคะแนนครั้งแรกนี้ขีดไปเส้นไม่ติดก็เลยขีดซ้ําไป เลยกลายเป็นมี ๒ เส้น ก็วินิจฉัยเป็นบัตรเสีย อันนี้ใคร่ขอกราบเรียนว่าปัญหาที่ท่านยกเป็น ข้อสังเกตนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีการประชุม และได้มีการให้แนวทางในการวินิจฉัย บัตรดี บัตรเสีย เพิ่มเติมแล้วว่าในการพิจารณาบัตรดีบัตรเสียให้ดูเจตนารมณ์ของผู้กาบัตร หรือของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นสําคัญ ถ้าหากว่าการกาบัตร อย่างเช่นว่าเครื่องหมายกากบาท ไม่ตัดกัน แต่ดูแล้วเห็นได้ว่าเป็นเจตนารมณ์ของผู้สมัคร หรือว่ากรณีที่กาเครื่องหมายครั้งแรก ขีดแล้วไม่ติด ต่อมาขีดติดเลยกลายเป็นเหมือนกับว่ามี ๒ เส้น ก็ให้ดูเจตนารมณ์ของผู้สมัคร เป็นสําคัญ ถ้าไม่ใช่มีเจตนาที่จะทําให้เป็นที่สังเกตว่าลงคะแนนให้ใครก็ต้องถือว่าเขาเจตนา ที่จะมีการกาบัตรให้กับผู้สมัครคนนั้น ก็ได้มีการแก้ไขไปแล้ว
อีกท่านหนึ่งได้มีการสอบถามว่าในเขตเลือกตั้งของท่านนี้ประชากรก็ไม่ได้ เพิ่ม ลด ทําไมจะต้องแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ก็อยากจะกราบเรียนว่าเมื่อมีพระราชกฤษฎีกา ประกาศให้มีการเลือกตั้งแล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องมีการประกาศแบ่งเขต เลือกตั้งใหม่ทั้งหมดจํานวน ๓๗๕ เขต คือถึงแม้ว่าเขตท่านประชากรจะไม่เพิ่ม ลด ในตัวประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้งก็จะต้องบอกว่าเขตเลือกตั้งในจังหวัดนั้น มีเขตใดบ้าง อําเภอใดบ้าง และจะต้องประกาศจํานวน ส.ส. ในแต่ละจังหวัดไว้ด้วย ฉะนั้นก็จําเป็นที่จะต้องประกาศทั้งหมดทั้ง ๓๗๕ เขต ไม่เฉพาะจังหวัดที่มีการแบ่งเขตใหม่ ๒๓ เขต
อีกท่านหนึ่งที่ท่านได้ให้ข้อเสนอแนะ บอกว่าถ้าประชาชนมาใช้สิทธิเลือกตั้งน้อย ก็ไม่สะท้อนความต้องการของประชาชน อันนี้เห็นด้วยครับ และท่านบอกว่าถ้ามาลงคะแนนได้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ก็จะดี ถ้าต่ํากว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ถือว่าสอบตก อันนี้ขอน้อมรับข้อสังเกตของ ท่านนะครับ แต่อยากจะกราบเรียนว่าในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ มีประชาชนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ ๗๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่า เป็นการเลือกตั้งที่มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งสูงที่สุดตั้งแต่มีการเลือกตั้ง ส.ส. มา และใน กรุงเทพมหานครเองที่ท่านมีการพูด ซึ่งเดิมเคยมีการมาใช้สิทธิเลือกตั้งน้อย เมื่อ ๒๐-๓๐ ปี ที่ผ่านมา แต่ในการเลือกตั้ง ปี ๒๕๕๐ มีพี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพมหานครมาใช้สิทธิ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าที่ผ่านมาประชาชนก็มาใช้สิทธิเลือกผู้แทนของท่านเป็นจํานวนที่มาก พอสมควร ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งก็น้อมรับ และพยายามที่จะแก้ปรับปรุงให้ พี่น้องประชาชนได้มาใช้สิทธิเลือกตั้งให้มากขึ้น เพื่อจะสะท้อนความต้องการของประชาชน อย่างแท้จริง
ในข้อสุดท้ายที่ผมอยากจะกราบเรียนชี้แจง ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ หลายท่านได้อภิปราย มีความห่วงใยในความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้งที่จะมีในโอกาส ต่อไป ซึ่งอันนี้กระผมขอกราบเรียนยืนยันว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งจะพยายามดูแล ให้การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในครั้งหน้านี้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ก็คงจะต้อง ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน สื่อมวลชนต่าง ๆ ให้มาช่วยกันดูแลในส่วนนี้ ซึ่งในการ เลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ในกรุงเทพมหานครก็ดี หรือว่า ในต่างจังหวัดที่ผ่านมาใน ๕ จังหวัดที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีปัญหาเรื่องความรุนแรง อันนี้ต้องขอ ชมเชยทางพรรคการเมือง ผู้สมัครที่เกี่ยวข้องที่พยายามรักษาบรรยากาศในการเลือกตั้ง ซึ่งผมหวังว่าในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้น พรรคการเมือง ผู้สมัครทุกฝ่ายคงจะช่วยกัน ให้การเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย และคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอยืนยันว่าจะจัดการเลือกตั้งด้วยความเป็นกลาง สุจริตและเที่ยงธรรม จะพิจารณาสํานวน คดีต่าง ๆ ตามพยานหลักฐาน ตามข้อกฎหมาย และสุดท้ายขอยืนยัน สําหรับผมไม่ลาออกครับ