สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๔

ฐิติมา ฉายแสง อภิปรายเรื่องร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพิจารณาประชากร พื้นที่ และการเดินทางที่สะดวกในการแบ่งเขต และเรียกร้องให้ กกต. จังหวัดฉะเชิงเทรา นำเขตเลือกตั้งในปี 2544 และ 2548 มาใช้ในการพิจารณาแทนการแบ่งเขตใหม่ และหารือเรื่องการช่วยหาเสียงเลือกตั้ง โดยเรียกร้องการความรู้ความเข้าใจจากประชาชนและผู้สมัครเกี่ยวกับกลุ่มที่ถูกยุบพรรค

นางฐิติมา ฉายแสง ฉะเชิงเทรา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทยค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันขอเป็นผู้หนึ่งที่จะอภิปรายเรื่องร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมการเลือกตั้งเป็นผู้เสนอ ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันจะมี ๒-๓ เรื่องที่จะมาพูดถึงนะคะ ดิฉันสนใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องในมาตรา ๑๔ ค่ะท่านประธาน ด้วยความรู้สึกเอะใจ เอะใจว่าสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบันนั้นอะไรที่มันไม่เคยเกิดมันก็ มาเกิดขึ้นเสียแล้วในช่วงนี้ เพราะฉะนั้นมาตรา ๑๔ ที่ดิฉันพูดถึงนี้มันเป็นเรื่องที่จะเกี่ยวข้อง กับการเอะใจของดิฉันนะคะว่า ในมาตรา ๑๔ ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้เสนอ ท่านบอกว่าให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญแล้วก็ให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน ท่านบอกว่ามาตรา ๔๒ การสมัครรับเลือกตั้ง แบบบัญชีรายชื่อ ให้หัวหน้าพรรคการเมืองหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้า พรรคการเมือง ยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครที่พรรคการเมืองจัดทําขึ้นตามมาตรา ๔๑ ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งตามวันเวลาที่กําหนด พร้อมทั้งหนังสือยินยอมของผู้สมัคร เงินค่าธรรมเนียมการสมัครคนละห้าพันบาท หลักฐานการพิจารณารายชื่อผู้สมัคร ของพรรคการเมืองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙๗ ของรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ละค่ะหลักฐาน การพิจารณารายชื่อผู้สมัครของพรรคการเมืองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙๗ ของรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องที่ดิฉันอยากหยิบยกขึ้นมาพูดคุยค่ะท่านประธาน ในมาตรา ๔๒ เดิมนั้นบอกว่าหลักฐานการพิจารณารายชื่อผู้สมัครของพรรคการเมือง ตามที่บัญญัติในมาตรา ๙๗ (๒) ของรัฐธรรมนูญค่ะท่านประธาน ทีนี้ในมาตรา ๙๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญเดิมจะพูดถึงเรื่องว่าต้องไม่ซ้ํา รายชื่อของผู้สมัครรับเลือกตั้งนี้ต้องไม่ซ้ํากัน จะพูดในลักษณะแค่นั้นเอง แต่ว่ามาตรา ๙๗ ของรัฐธรรมนูญ เราต้องมาพูดมาตรา ๙๗ ของรัฐธรรมนูญที่แก้ไขค่ะไม่ใช่รัฐธรรมนูญอันเดิม รัฐธรรมนูญแก้ไขมาตรา ๙๗ แบ่งออกเป็น ๓ วงเล็บด้วยกัน บอกว่า (๑) บัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องประกอบด้วย รายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่าง ๆ อย่างเป็นธรรม ต้องคํานึงถึงโอกาส สัดส่วน ที่เหมาะสม ความเท่าเทียมระหว่างหญิง ชาย (๒) ก็บอกว่าต้องไม่ซ้ํากัน (๓) เขาบอก ให้เรียงลําดับ (๒) กับ (๓) ดิฉันไม่ค่อยจะติดใจอะไรนะคะท่านประธาน แต่ดิฉันติดใจตรง คําว่า ต้องเสนอรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่าง ๆ อย่างเป็นธรรม ตรงนี้ละค่ะ ที่ดิฉันสงสัยว่าจะทํากันอย่างไรจากภูมิภาคต่าง ๆ อย่างเป็นธรรม แน่นอนหัวหน้าพรรคก็ดี หรือว่าผู้ที่ทางพรรคการเมืองได้เสนอให้ไปนําเสนอรายชื่อเขาต้องกําหนดอยู่ก่อนแล้วล่ะ ว่าในรายชื่อทั้งหมดใน ๑๒๕ คนนี้เขาจะกําหนดใครอย่างไรบ้าง ถ้าคําว่า จากภูมิภาคต่าง ๆ อย่างเป็นธรรม เราต้องมาคํานึงถึงภูมิภาคของประเทศไทยหรือเปล่าว่ามีภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคใต้ แล้วอย่างเป็นธรรม เป็นธรรมกันอย่างไร แล้วคํานึงถึงหญิง ชายด้วย หมายความว่าอันดับ ๑ สมมุติว่าเป็นภาคเหนือ อันดับ ๒ จะต้องเป็นภาคนั้นภาคนี้ แล้วต้องมีผู้หญิงเข้ามาเกี่ยวข้องหรืออย่างไร จะทําให้มันเป็นธรรมกันได้อย่างไร สมมุติว่า ในพรรคการเมืองหนึ่งสามารถทําได้ เขากําหนดเลยว่าเขาเป็นธรรมดังต่อไปนี้ เอาละ เป็นธรรมแล้ว กกต. สนใจแค่เพียงว่า เอาละผู้สมัครดังต่อไปนี้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด มีอย่างนั้นอย่างนี้อะไรก็แล้วแต่ตามมาตรา ๑๐๑ ของรัฐธรรมนูญ สมมุติว่าคิดอยู่แค่นั้น แล้วปล่อยผ่านไป โอเค ถ้าเป็นธรรมก็เป็นไปได้ แต่ถ้าพรรคการเมืองใดบังเอิญจัดทํา แล้วไม่เป็นธรรม ไม่ได้คํานึงถึงภูมิภาค ไม่ได้คํานึงถึงความเท่าเทียมของหญิงและชาย หรือสัดส่วน หรือการคํานึงถึงโอกาสอะไรก็แล้วแต่ สมมุติไม่ทํา แล้วกรรมการการเลือกตั้ง ก็ปล่อยผ่านไปโดยคํานึงถึงมาตรา ๑๐๑ เท่านั้น ว่ามีสัญชาติไทยโดยการเกิดอะไรที่ดิฉัน เอ่ยขึ้นมา สมมุติคํานึงเท่านั้นแล้วปล่อยผ่านไป บังเอิญท่านประธาน สมมุติว่ามีคนมาร้อง ร้องว่ามีพรรคการเมืองหนึ่งมีการกําหนดว่าคนที่มาลงในบัญชีรายชื่อนี้เป็นแต่คนที่มีฐานะ ทางการเงิน มาจาก กทม. หญิงก็ไม่ค่อยมี ภาคอื่นก็ไม่ค่อยมี สมมุติถ้าเป็นแบบนั้นมันจะ เกิดอะไรขึ้น ถ้าเขาไปร้องศาลรัฐธรรมนูญหรือเขาไปร้องศาลยุติธรรม ศาลยุติธรรมอาจจะ ตัดสินได้ว่า กกต. นั้นประพฤติผิดมิชอบหรือเปล่า จะเป็นเรื่องอย่างนี้ได้หรือเปล่า จะทําให้ การเลือกตั้งนั้นเสียหายไหม จะยกเลิกการเลือกตั้งนั้นไหม มันมีไปแล้วนะคะเรื่องที่มันไม่ควร จะเกิดเรื่อง เช่น กกต. หันคูหาผิดทางอย่างนี้เป็นต้น แล้วก็ทําให้ กกต. เป็นอย่างไร ติดคุก ไป ดิฉันไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น จึงอยากจะถามว่าท่านจะทําอย่างไรกับเนื้อหาที่ท่าน กําหนดไว้ว่าหลักฐานการพิจารณารายชื่อผู้สมัครนั้นต้องเป็นไปตามมาตรา ๙๗ ของ รัฐธรรมนูญ ซึ่งในมาตรา ๔๓ ท่านบอกไว้ว่าให้คณะกรรมการการเลือกตั้งตรวจสอบหลักฐาน ตรวจสอบดีถูกต้องก็ดีไป ถ้าตรวจสอบไม่ถูกต้องแล้วเกิดเรื่อง อะไรจะเกิดขึ้น ท่านประธานคะ เพราะฉะนั้นในตรงนี้จึงต้องฝากว่าถ้าจะต้องไม่คํานึงถึงอย่างที่ดิฉันพูดมันอาจจะนําไปสู่ ความเสียหายร้ายแรงของประเทศชาติได้ จึงอยากจะฝากท่าน กกต. ได้พิจารณา หรือคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นมาได้พิจารณาถึงเนื้อหาในเรื่องนี้ด้วยนะคะ

เรื่องต่อไปค่ะท่านประธาน เป็นเรื่องของการแบ่งเขตเลือกตั้ง ซึ่งดิฉันอยากจะ ฝากถึงท่าน กกต. ว่าขอให้ท่านทําตัวเป็นกลางหน่อยเถอะค่ะ ที่ดิฉันต้องพูดอันนี้มาเพราะว่า ดิฉันรู้อยู่แล้วว่ามันต้องคํานึงถึงจํานวนประชากร ต้องคํานึงถึงพื้นที่ที่ติดต่อกัน ต้องคํานึงถึง การเดินทางที่สะดวก ท่านอย่าได้ทําเหมือน กกต. จังหวัดฉะเชิงเทราค่ะ เพราะสมัยที่แล้วที่ดิฉันเลือกตั้งไปคือวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ นั้น การแบ่งเขตเลือกตั้ง มิได้คํานึงถึงเรื่องที่ดิฉันพูดมา ถามว่าเป็นอย่างไรคะท่านประธาน แบ่งไปแบ่งมาเขตเลือกตั้ง อย่างที่หลายคนก็บ่นยาวเฟื้อยเลื้อยไปเรื่อย จํานวนประชากรห่างกันเพียงหลักร้อย เท่านั้นเอง แต่พื้นที่กว่าจะไปถึงอีกอําเภอหนึ่งซึ่งแบ่งมาให้ใหม่ต้องผ่านอีก ๒ อําเภอ ต้องผ่านอําเภอพนมสารคามแล้วก็ผ่านอําเภอสนามชัยเขตจึงจะไปถึงอําเภอท่าตะเกียบ จนคนเขาเข้าใจว่าพื้นที่ไม่ติดต่อกัน ถึงแม้ว่าพื้นที่นั้นจะติดต่อกันในลักษณะเล็กมาก แบบทางเกวียนก็ตาม อันนี้คือความผิดปกติอย่างใหญ่หลวงในการแบ่งเขตเลือกตั้ง ซึ่งดิฉัน ก็ผ่านตรงนั้นมาได้ ผ่านมาได้ด้วยความกรุณาของพี่น้องประชาชนจริง ๆ ซึ่งจริง ๆ ทําง่ายมาก ทําง่ายมากในคราวที่แล้วในการที่จะทําจาก ๔ เขตของจังหวัดฉะเชิงเทรา แบ่งเป็น ๒ เขตอย่างคราวที่แล้ว ก็เอาเขตของคนหนึ่งอีกคนหนึ่งซึ่งอยู่ติดกันบวกกันเข้า อีกเขตหนึ่งของอีกคนหนึ่งบวกกันเข้ามันก็จบ แต่นี่มาแบ่งใหม่หมดเลยจนเลื้อยยาวห่างไกล เป็นร้อยกว่ากิโลเมตรไม่รู้ทําไปทําไม เพราะฉะนั้นตรงนี้มันถึงผิดปกติมาก และมีการแสดง ความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนเข้าไปหลายความคิดเห็นมาก กกต. จังหวัดฉะเชิงเทรา ก็มิได้นํามาใช้ในการพิจารณา ยังคงแบ่งเขตแบบนั้น ง่าย ๆ ที่สุด ตรงไปตรงมาค่ะท่าน คราวนี้จังหวัดฉะเชิงเทราไม่ได้ลดจํานวน ส.ส. ลง เพราะฉะนั้นง่ายที่สุดคือการนํา เขตเลือกตั้งของปี ๒๕๔๔ กับปี ๒๕๔๘ มาใช้ในการพิจารณาง่ายที่สุด แต่ขณะนี้ได้ยินมาว่า จะมีการแบ่งเขตให้เลือกถึง ๖ แบบด้วยกัน ดิฉันยังไม่ทราบว่ามันจะเลื้อยเฟื้อยไปอยู่ ตรงไหนอีกบ้าง นี่คือความผิดปกติจริง ๆ ไม่จําเป็นต้องมาแบ่งอําเภอออกเป็นส่วน ๆ คราวที่แล้วปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๔๘ นั้นมีการแบ่ง ที่แบ่งอําเภอไปบ้างก็บางอําเภอเท่านั้นเอง แต่ไม่ใช่ว่าคราวนี้จะมาแบ่ง ดิฉันเลยหวังว่าคราวนี้ กกต. จังหวัดคงจะไม่ทําอะไรที่ดูจะเป็น แผนลึกลับจนเกินไปนะคะ อันนี้ฝากไว้

เรื่องต่อไปค่ะท่านประธาน เรื่องต่อไปคือเรื่องการช่วยหาเสียงเลือกตั้ง มีเพื่อน ส.ส. ฝากมาว่ากลุ่มที่ถูกยุบพรรคไปคือ ๑๑๑ คนก็ดี หรือ ๑๐๙ คนก็ดีนั้น เขาสามารถมาช่วยหาเสียงเลือกตั้งได้ไหม นี่คือคําถาม หรือว่าเขาสามารถมาถ่ายรูปคู่กับ ผู้สมัครได้ไหม นี่คือคําถามต่อมา เลือกตั้งวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ ท่านจะเห็นว่า กลุ่ม ๑๑๑ คนนั้นไม่สามารถที่จะมาร่วมด้วยได้เลย ขึ้นเวทีก็ไม่ได้ อยู่ใกล้ ๆ กันยังไม่ได้ เดินใกล้กันก็ยังไม่ได้เลย พี่ชายของดิฉันนายจาตุรนต์ ฉายแสง เดินใกล้ยังไม่ได้ค่ะ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นตรงนี้จริง ๆ เราต้องพิจารณาว่าในกลุ่ม ๑๑๑ คนก็ดี หรือ ๑๐๙ คน หรือผู้ที่ถูกยุบพรรคตรงนั้นไป มีผลไปนั้น เขาถูกตัดสิทธิทางการเลือกตั้ง เท่านั้น เขาไม่ได้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง เพราะฉะนั้นเขาน่าจะต้องสามารถที่จะมายุ่งเกี่ยว ตรงนี้ได้ แต่เขาไม่มีสิทธิไปลงคะแนนเท่านั้นเอง หรือว่าสมัครรับเลือกตั้งเท่านั้นเองค่ะ ท่านประธาน แต่ตอนหลังเราจะเห็นว่าในกลุ่ม ๑๐๙ คนจากพรรคการเมืองอื่น เข้ามา ยุ่งเหยิงเต็มไปหมด เต็มไปหมดทําไมทําได้แล้วล่ะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องตอบปัญหา กับประชาชน ให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชน ให้ความรู้ความเข้าใจกับผู้สมัคร ให้ความรู้ ความเข้าใจกับ ๑๑๑ คน และ ๑๐๙ คนนั้นว่าเขาสามารถเข้ามายุ่งเกี่ยวได้ไหมคะ กกต.

อีกเรื่องหนึ่งการประชาสัมพันธ์ของ กกต. ควรจะมีมากกว่านี้ เพราะพี่น้อง ประชาชนยังขาดความเข้าใจ ผู้สมัครเองก็ขาดความชัดเจนในการที่จะดําเนินการ ซึ่ง ส.ส. ท่านอื่นได้พูดไปแล้วนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง หรือว่าในระหว่างนี้ จะมีการเลือกตั้งต่อไป ผู้ที่ไม่ได้เป็น ส.ส. อยู่สามารถทําการใช้จ่ายอย่างไรก็ได้ ตรงนั้นดิฉัน อยากจะย้ําว่าเขาพูดถูกต้องนะคะ ไม่ว่าจะเป็นคุณจุมพฏ บุญใหญ่ ก็ดี หรือว่าท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ก็ดีพูดถูกต้อง ขอย้ําว่า กกต. กรุณาให้ความรู้ความเข้าใจกับสภาแห่งนี้มากขึ้น นะคะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน