จุมพฏ บุญใหญ่ หารือประเด็นการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่โดยชี้ว่าควรยกเลิกข้อจำกัดค่าใช้จ่ายในการหาเสียงล่วงหน้าและเรียกร้องให้ กกต. พิจารณาหลักการแบ่งเขตที่สอดคล้องกับจำนวนประชากรปัจจุบันแทนการใช้แบบปี ๒๕๔๔ เพื่อลดความไม่เท่าเทียมกันและสร้างความยุติธรรมต่อประชาชน
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม จุมพฏ บุญใหญ่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้วคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและ การมีส่วนร่วมของประชาชนได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทางเจ้าหน้าที่ของ กกต. ซึ่งท่านอาจารย์ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ เป็นประธานได้เชิญมาเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เกี่ยวกับการเลือกตั้งหรือการพัฒนาการเมือง กระผมจะนําบางประเด็นที่ได้ถกกันใน คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชนมานําเสนอ ณ ที่นี้ โดยเหตุผลจะไม่อธิบายละเอียด เพราะเพื่อนท่านสมาชิกหลายท่านได้อธิบายละเอียดไปแล้ว
ประเด็นที่ ๑ ที่พูดกันคือ ผมได้เสนอความคิดเห็นและกรรมาธิการได้เห็นว่า การเลือกตั้งล่วงหน้านั้นควรยกเลิกได้แล้ว สมาชิกหลายท่านได้แสดงความคิดเห็นแล้ว จะไม่ แสดงซ้ํา การเลือกตั้งต่างประเทศสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ไม่คุ้มค่า ควรยกเลิกได้แล้ว แต่ว่า ทาง กกต. คงทําอะไรได้ไม่มาก แต่อันนี้แสดงความคิดเห็นไว้ให้ท่าน กกต. รับไปพิจารณาว่า จะสามารถเปลี่ยนแปลงอย่างไรหรือไม่
ประเด็นที่ ๒ ผมได้แสดงความคิดเห็นว่า กกต. เมื่อมีกฎหมายพรรคการเมือง จะทําอย่างไรให้พรรคการเมืองนั้นเป็นสถาบันทางการเมืองและพรรคการเมืองนั้นเป็นของ ประชาชนทุกคน ไม่ใช่ของผู้มีอิทธิพลคนใดคนหนึ่งที่สามารถชี้นําพรรคการเมืองได้ทั้งพรรค อันนี้ฝาก กกต. ไปพัฒนากฎหมาย
ประเด็นที่ ๓ ท่านประธานครับ มีประเด็นหนึ่งซึ่งตอนผมเป็นผู้แทนแรก ๆ ผมได้คิดจะยกร่างกฎหมายแก้ไขกฎหมายการเลือกตั้ง นั่นก็คือการที่ผู้แทนราษฎรได้ไป งานบุญ งานประเพณีอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการลงไปใช้ระบบอุปถัมภ์อะไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายที่เกินกว่าที่ กกต. กําหนดคือเกิน ๓,๐๐๐ บาทนั้นให้นํามาคิดรวมเป็นค่าใช้จ่าย ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป คล้ายกับว่าเป็นการซื้อเสียงล่วงหน้า แต่กฎหมายมิได้บัญญัติ บังคับว่าผู้ที่จะลงท้าชิง ส.ส. หรือผู้ที่จะมาสมัคร ส.ส. คนใหม่นั้นต้องนําค่าใช้จ่ายที่ตัวเอง ทําไว้ก่อนนั้นมาคิดเป็นค่าใช้จ่ายหรือไม่ นี่คือความได้เปรียบ เสียเปรียบของผู้แทนราษฎร ที่ดํารงตําแหน่งอยู่กับผู้ที่จะลงสมัครใหม่ท่านประธานครับ ตัวนี้ทาง กกต. คิดที่จะแก้ไข กฎหมายนี้หรือไม่ เพราะว่าในเขตพื้นที่ผมมีคิดจะสมัครผู้แทน รถแบคโฮ (Backhoe) รถไถขนดินลูกรังเข้าถมเลย เพื่อหาเสียงเลือกตั้งล่วงหน้า แต่ผู้แทนราษฎรทําไม่ได้ ตัวนี้ฝากท่าน กกต. พิจารณาด้วยครับ ว่าควรยกเลิก ถ้าไม่ยกเลิกการจํากัดตัวนี้ก็ควรให้ผู้ที่จะลงสมัครผู้แทนราษฎร ถ้าท่านกระทําการ อย่างนั้น คือไปบอกประชาชนว่าถนนหนทางตรงนี้ผู้แทนแก้ไม่ได้ ผมเอาส่วนตัวของผมมาทํา ให้เลย ผมก็ต้องเก็บหลักฐานตรงนี้ไว้เพื่อร้องเรียนว่าถ้าท่านไม่ชี้แจงเป็นค่าใช้จ่าย ท่านก็มี ความผิดเหมือนกัน จะยุติธรรมหรือไม่ฝากท่านประธานไว้ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นสําคัญซึ่งขณะนี้กําลังวิ่งวุ่นฝุ่นตลบกันก็คือการแบ่งเขตเลือกตั้ง เนื่องจากว่า รัฐธรรมนูญได้เปลี่ยนจากการที่ให้มี ส.ส. ๓ คนใน ๑ เขตมาเป็น ส.ส. เขตละ ๑ คน ท่านประธานครับ การตัดเขตเลือกตั้งนั้นมีข้อครหาเมื่อปี ๒๕๕๐ ว่าพยายามจะตัดเขตฆ่า พรรคพลังประชาชน แต่ในที่สุดก็ฆ่าไม่ได้เป็นการกล่าวหานะครับ จริงเท็จอย่างไรไม่ทราบ แต่เมื่อถ้าจะเอาข้อเท็จจริงที่จะมาคุยกันผมคงพูดที่จังหวัดสกลนครเท่านั้น ส.ส. มี ๗ คน แทนที่ท่านจะเอาเขต ๑ เขต ๒ เขต ๓ รวมเป็นเขต ๑ โอเค ถูกต้อง พอเขต ๔ กับเขต ๕ แทนที่จะเอามารวมกันเป็นเขต ๔ เขต ๕ ท่านเอาเขต ๔ ไปรวมกับเขต ๖ เอาเขต ๕ ไปรวม กับเขต ๗ นี่ละครับ ปัญหาคือทําไมมันเป็นอย่างนั้นมันสวิง (Swing) ข้าม แต่ก็อธิบายได้ ในทางเหตุผล ทีนี้ กกต. ได้ออกหนังสือ ผมได้รับหนังสือด่วนที่สุดที่ รต สน ๗๐๑/ว.๓๔๕ ลงวันที่ ๑๘ เดือนมีนาคม ๒๕๕๔ จากคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดสกลนคร เชิญ ส.ส. หัวหน้าส่วนราชการ นายอําเภอ ผู้บริหารการปกครองท้องถิ่น สื่อมวลชนและประชาชน ผู้สนใจเข้าร่วมวิพากษ์เขตเลือกตั้งที่ กกต. ได้แบ่งสําเร็จรูปแล้ว ๕ แบบ โดยจะให้ไปทํา ประชาพิจารณ์กันเมื่อวันที่ ๒๕ เดือนมีนาคมนี้ เวลา ๑๐.๐๐-๑๒.๐๐ นาฬิกา และวันที่ ๒๘ เดือนมีนาคม เวลา ๑๐.๐๐-๑๒.๐๐ นาฬิกา ท่านประธานครับผมก็ไปเอามาดูในรายละเอียด นะครับ ปรากฏว่าหลักคิดของท่าน กกต. ที่ให้นโยบายไปกับ กกต. จังหวัดคือใช้แบบเลือกตั้ง เขตละคน คนละเขต ของปี ๒๕๔๔ ท่านประธานครับ ปี ๒๕๔๔ นั้น รัฐธรรมนูญกําหนดให้ ผู้แทนราษฎร ๑ คน ประชาชนต้อง ๑๕๐,๐๐๐ คน แต่ปัจจุบันนี้ผู้แทนราษฎร ๑ คน ประชาชน ๑๗๐,๐๐๐ คน ถ้าท่านใช้ปี ๒๕๔๔ หลักคิดของท่านย้อนไปอย่างนี้ถูกต้องหรือไม่ นี่ประการที่ ๑ นะครับ ทีนี้เมื่อผมมาดูตามรัฐธรรมนูญที่กําหนดไว้นะครับ การแบ่งเขต เลือกตั้งนั้นพื้นที่จะต้องติดต่อกันอันนี้ตกลงครับ เห็นด้วย เพราะว่ารัฐธรรมนูญกําหนดไว้ ทีนี้ปัญหาที่มีช่องว่างก็คือว่าราษฎรต้องใกล้เคียงกัน ผมเรียนถาม กกต. ว่าคําว่า ใกล้เคียงกัน ท่านจะให้ราษฎรเขตที่มีพื้นที่มากสุดกับน้อยสุดอยู่ในระยะแตกต่างกันจํานวนไม่เกินเท่าไร นี่คือคําถามใหญ่นะครับ เพราะสามารถทําให้ใกล้เคียงกันได้ที่สุดแล้วท่านไม่เอา ท่านไปเอา เขตที่ท่านอยากจะได้ ไม่รู้ใครจะล็อบบี้ (Lobby) ใครไม่ทราบนะครับ ผมมาดูนะครับ ของจังหวัดสกลนครขอยกตัวอย่างประกอบครับ แบบที่ ๑ ที่ กกต. จังหวัดเสนอเพื่อจะเสนอ ทาง กกต. ใหญ่ใช้แบบปี ๒๕๔๔ เป๊ะเลยพื้นที่ปกครองแผ่นดินต่อกันหมด แต่เขตที่ ๑ มีประชากร ๑๗๑,๗๑๗ คน นี่มากสุดครับ เขตที่น้อยที่สุดมีประชากร ๑๕๓,๖๐๐ คนเศษ ต่างกันตั้ง ๑๗,๐๐๐ คน ท่านยอมรับเขตเลือกตั้งแบบนี้ได้หรือครับ ประชากรจังหวัด สกลนครตามข้อมูลที่ กกต. ให้มาคือมีประชากร ๑,๑๒๒,๙๐๕ คน ส.ส. ๖.๖ คน ปัดเป็น ๗ คน เอา ๗ หาร ถัวเฉลี่ยอัตรากลางของจังหวัดคือ ๑๖๐,๔๑๕ คนต่อ ๑ เขตเลือกตั้ง ท่านประธานครับไม่สามารถทําให้เป๊ะได้หรอกครับแต่บวกลบเท่าไร ตรงนี้ผมขอเรียนถาม กกต. ใหญ่นะครับ นี่ประการที่ ๑ ผมมีหลักคิดอย่างนี้ท่านประธานครับ ปี ๒๕๔๔ มันผ่านไปแล้ว ปัจจุบันนี้ผู้แทนราษฎรทุกคนที่ดํารงตําแหน่งอยู่ในปัจจุบันย่อมทํางาน ในพื้นที่เลือกตั้งของตัวเอง ในขณะเดียวกันประชาชนปัจจุบันก็ได้คุ้นเคยกับผู้แทนราษฎร ปัจจุบันนี้ในเขตพื้นที่นั้นแล้ว ถ้าท่านย้อนไปปี ๒๕๔๔ มันจะสลับกันวุ่นวายนะครับ เพราะว่าผู้แทนราษฎรบางคนอาจจะไม่มีพื้นที่ของตัวเองเลยครับ ไม่มีเลยครับ ท่านตัดไป ตัดมา ตรงนี้เป็นข้อครหาในการที่จะกลั่นแกล้งพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ได้หรือไม่นะครับแบ่งเขตเลือกตั้ง ท่านประธานครับผมมีความเห็นว่าถ้าจังหวัดที่ไม่มีการ เปลี่ยนแปลงผู้แทนราษฎร สมมุติจังหวัดสกลนครมีผู้แทนราษฎร ๗ คน เขตที่ ๑ มี ๓ คน ของท่านอาจารย์ทวีวัฒน์ ฤทธิ์ฤาชัย ท่านนั่งนี่ครับ ประชากร ๔๘๐,๐๐๐ คน เอา ๓ หาร มันเป๊ะเขตละ ๑๖๐,๐๐๐ คนพอดีเลยครับ ทําไมท่านไม่แบ่งอยู่ในเขตเดิมของท่าน เขตปัจจุบันนี้ แล้วเขต ๒ เขต ๓ ก็เอา ๒ หาร เขต ๓ ก็เอา ๒ หาร เพราะเขตละ ๒ คน หารอยู่ในนี้ครับ ไม่ต้องสลับไปย้อนเอาปี ๒๕๔๔ แล้วก็โยกอําเภอ โยกจังหวัด นี่ฝากความคิดไปที่ท่าน กกต. นะครับ
ประเด็นที่ ๔ ท่านประธานที่เคารพครับ การแบ่งเขตนี่คิดง่าย ๆ ครับ อําเภอไหนใหญ่เอาไว้ทุกตําบล อําเภอเล็ก ๆ ๓-๔ ตําบล ตัดมาตําบล ๑ ตําบล ๒ ตําบล เอาไปแปะอําเภอใหญ่ครับ ตัดเนื้อหนูไปแปะเนื้อช้างครับท่านประธาน รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ว่า ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งนั้นจะต้องเกิดในจังหวัดนั้นหรือมีภูมิลําเนาอยู่ในจังหวัดนั้น ในระยะเวลาหนึ่งพอสมควร เพื่ออะไรท่านประธานครับ เพื่อให้ประชาชนได้รู้จักประวัติ ความเป็นมาของผู้ที่จะสมัครผู้แทนราษฎร เพื่อที่เขาจะได้ตรวจสอบ เพราะเมื่อผู้แทนราษฎร เกิดในจังหวัดนั้นย่อมคุ้นเคยกับประชาชนเขาย่อมรู้ว่าคนนี้ดีหรือคนนี้ชั่ว ในการให้ตัดสินใจ เลือกผู้แทนราษฎร เช่นเดียวกันท่านประธานครับถ้าใช้ปัจจุบันนี้เป็นหลัก ประชาชนย่อมรู้ว่า ผู้แทนราษฎรคนนี้ลงพบปะทํางานกับเขาหรือไม่ ตัดสินใจได้ง่ายครับ ถ้าผู้แทนราษฎรคนนี้ ไม่ทํางานในพื้นที่เขาก็เปลี่ยนผู้แทนราษฎร แต่ถ้าท่านย้อนกลับไปปี ๒๕๔๔ ท่านก็สลับ กลับเอาอําเภอใหม่เอานอกเขตของผู้แทนมาให้ วิ่งเข้าไปหาคนใหม่ ประชาชนก็ไม่รู้คนนี้ หน้ามาใหม่ไม่เคยรู้จักเลยจะตัดสินใจอย่างไร ท่านประธานครับ ผมขอกราบเรียน ฝากความคิดนี้ไปที่ท่าน กกต. นะครับ แม้เขตนั้นจะไม่มีการจังหวัดนั้นจะไม่มีการลดจํานวน ผู้แทนขอให้ท่านตัดเขตเลือกตั้ง โดยใช้เขตปัจจุบันหารด้วยจํานวนผู้แทนที่มีอยู่ แล้วก็ แบ่งปันพื้นที่และประชากรอยู่ในเขตปัจจุบันนั้น นี่จะไม่มีปัญหาเรื่องการกลั่นแกล้งใคร ๆ เลยครับ เพราะผู้แทนราษฎรทุกคนย่อมทํางานกับประชาชนในพื้นที่ปัจจุบันของตนอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ไปทํางานกับประชาชนในพื้นที่ปี ๒๕๔๔ หรือปี ๒๕๔๘ ท่านประธานครับ ความเป็นธรรมจะเกิดขึ้นมากกว่าหรือไม่ คําถามก็คือว่า แล้วท่านจะให้อัตราห่างระหว่าง ประชากรเขตที่มากสุดและเขตที่ต่ําสุดห่างกันในอัตราเท่าใด คิดต่อตําบลหรือไม่ครับ ไม่ตัดหมู่บ้านนะครับ ตัดต่อตําบล ถ้าตําบลเล็กประชากร ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ คน ท่านจะให้ ห่างไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ คนได้หรือไม่ หรืออย่างจังหวัดสกลนครที่ กกต. จะเอาแบบที่ ๑ นี้ ยกปี ๒๕๔๔ มาทั้งดุ้นเลยครับ เขตที่ ๑ ของอาจารย์ทวีวัฒน์ ๑๗๐,๐๐๐ คน เขตที่น้อยที่สุด ของท่านอนุรักษ์ บุญศล ๑๕๓,๐๐๐ คน ๑ อําเภอบวกกับ ๑ ตําบล ตัดตําบลอําเภอเล็ก มาแปะอําเภอใหญ่ ผมให้หลักคิดท่านนะครับ แบ่งอําเภอใหญ่ให้โอกาสคนอําเภอเล็กครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ