สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๔

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง โดยเน้นย้ำความสำคัญของการป้องกันทุจริตและคอร์รัปชันในการเลือกตั้ง และเรียกร้องให้การสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะการนับคะแนนแบบรวมเพื่อลดการทุจริตคอร์รัปชัน และการควบคุมค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง เพื่อป้องกันความไม่เท่าเทียมกันและความไม่ยุติธรรมในการเลือกตั้ง

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ต้องกราบเรียน ด้วยความเคารพต่อร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ทั้ง ๓ ฉบับนั้น ในหลักการและเหตุผลนี้ผมเห็นชอบด้วย เพราะอะไรครับ เพราะว่าอยากจะ เห็นการเลือกตั้งคืนสิทธิให้กับพี่น้องประชาชนโดยเร็ว อยากจะเห็นการเลือกตั้งซึ่งเป็นธรรม และในที่สุดแล้วเลือกตั้งมาไม่ต้องมีโมฆะอย่างที่เราได้เคยเห็น เพราะว่ากฎหมายประกอบ ทั้ง ๓ ฉบับนี้เป็นองค์ประกอบที่สําคัญสําหรับการเลือกตั้งที่กําลังจะมีขึ้น ในส่วนของ ภาพรวมการเลือกตั้งในปัจจุบันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ในเรื่องของการทุจริต ในเรื่องของการ ซื้อสิทธิขายเสียงอะไรต่าง ๆ นานา หลายท่านได้อภิปรายไป ผมต้องกราบเรียนด้วย ความเคารพว่า หน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นองค์ประกอบที่สําคัญที่จะมีโอกาส ในการยับยั้งวงจรที่มันเกิดขึ้นมาโดยตลอด เริ่มจากการซื้อสิทธิขายเสียง เริ่มจากการที่เข้าไป แล้วก็ไปถอนทุนคืน ไปทุจริตคอร์รัปชัน เกิดเป็นปัญหาต่าง ๆ นานา วนเวียน ซ้ําซาก ในการ เลือกตั้งถ้าหากว่าทาง กกต. สามารถที่จะควบคุมกํากับบริหารงานในเรื่องของการเลือกตั้ง ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ผมเชื่อว่าปัญหาเหล่านี้มันก็คงจะบรรเทาเบาบางไปได้ สัดส่วนหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามในร่างหลาย ๆ ฉบับที่ได้ส่งเข้ามาทั้ง ๓ ร่างของ กกต. รวมถึง ร่างของท่านอาจารย์พีรพันธุ์ ผมต้องกราบเรียนว่ามีหลายประเด็นที่ผมอยากจะต้องอภิปราย เพื่อที่จะนําเสนอในแง่มุมแนวคิด ในร่างของท่าน ส.ส. พีรพันธุ์ พาลุสุข ผมก็กราบเรียนว่าผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ในมาตรา ๙/๑ ในเรื่องที่เกี่ยวกับการใช้สิทธิล่วงหน้า ผมคงไม่ลงรายละเอียดมากเพราะว่า เพื่อนสมาชิกนี้ได้อภิปรายไปหลายคน แต่ผมจะต้องแสดงความเห็นไว้ ณ ที่นี้ว่า ผมเองก็เป็น ส่วนหนึ่งที่เห็นชอบด้วยในการที่จะลดวันใช้สิทธิล่วงหน้าลง เพราะว่าเป็นบ่อเกิดแห่งการ ทุจริตคอร์รัปชันในการเลือกตั้งอย่างเห็นได้ชัด ผมเชื่อว่าจากหน้าข่าวสาร สื่อหนังสือพิมพ์ รวมถึงจากคําที่พี่น้องประชาชนในสังคมนี้เขาพูดคุยกันนี้ ผมเชื่อว่ามันสะท้อนไปถึงทาง คณะกรรมการการเลือกตั้งแน่นอน เพราะฉะนั้นนี้เป็นภาระหน้าที่อันสําคัญยิ่งของท่าน ในการที่จะป้องกันช่องโหว่อันนี้จากที่จะมีผู้ที่เข้าไปประพฤติมิชอบในการเลือกตั้ง ไปทําให้ผลการเลือกตั้งนี้มันเป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ที่แท้จริงของพี่น้องประชาชนมันเป็นภาระหน้าที่โดยตรงของท่าน ในส่วนร่างของท่านเองนั้น แบ่งออกเป็น ๓ ฉบับอย่างที่ได้กราบเรียนไปแล้วในเบื้องต้น ผมเองต้องกราบเรียนว่า ดูทีละฉบับ ในส่วนเกี่ยวกับพรรคการเมืองนี้โดยรวมก็เป็นการแก้ไขในภาพกว้าง ก็เห็นด้วย แต่อย่างไรก็ตามมีบางประเด็น เพราะวันนี้พรรคการเมืองอ่อนแอลงมาก ผมนี้อยากจะเห็น การแก้ไขในเรื่องของการยุบพรรคการเมืองให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย เพราะว่า พรรคการเมืองนี้เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนนับแสนนับล้าน มันไม่ใช่อะไรที่เราจะ สามารถใช้ดุลยพินิจในเรื่องใด ๆ ก็ตามนี้ไปทําให้เกิดการยุบพรรค เพราะมันกระทบกับ พี่น้องประชาชนในวงกว้าง ใครทําผิดก็ว่าไปตามผิด แต่ไม่ใช่ว่าถึงองค์กรซึ่งเป็นตัวแทนของ พี่น้องประชาชนจํานวนมาก และที่สําคัญในร่างนี้มีมาตราหนึ่ง คือมาตรา ๘ เป็นเรื่อง เกี่ยวกับการจัดสรรเงินสนับสนุนให้กับพรรคการเมืองต่าง ๆ นะครับ โดยรวมผมต้อง กราบเรียนอย่างนี้ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ท่านดูจากจํานวนคะแนนบัญชีรายชื่อ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านดูจากคะแนนของ ส.ส. เขต ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านดูจากจํานวนสาขา อีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านดูจากจํานวนสมาชิก ซึ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้ติดใจนะครับ แต่มันมีปัญหาตรงวรรคสุดท้าย ของมาตรา ๘ ที่เกี่ยวกับการจัดสรรให้กับพรรคการเมืองที่จัดตั้งใหม่ ตรงนี้ละครับเป็นปัญหา ที่ผมมองว่ามันจะไปทําให้องค์กรพรรคการเมืองที่เขาเริ่มที่จะมีความคิดจะมารวมตัวกัน ทางอุดมการณ์ทางการเมืองนี้เขาหมดโอกาสที่จะเติบโต เพราะท่านบอกว่าถ้าเกิดเขา ตั้งขึ้นมาแล้วตามมาตรา ๒๖ ถ้าจะได้เงินสนับสนุนจากท่านก็ต้องส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก่อน ผมบอกเลยว่าการส่งสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้ง ในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าเกิดพรรคการเมืองจะส่งทุกเขตนี้ค่าใช้จ่ายต่อเขตแค่ค่าสมัคร ๕,๐๐๐ บาทของท่านนี้ท่านคิดว่าเป็นจํานวนเงินเท่าไร หลายแสนนะครับ พรรคการเมือง ใหม่ ๆ คนที่มีอุดมการณ์แต่ไม่มีทุนทรัพย์นี้เขาไม่มีทางเข้าถึงช่องทางนี้ ในที่สุดการสนับสนุน จาก กกต. ก็ขาดไป อนาคตที่เขาจะเติบโตผมก็มองว่ามันมีน้อย ทางเลือกของพี่น้อง ประชาชนก็หมดไป อันนี้เป็นประเด็นที่ผมอยากจะติงไว้ แล้วก็เผื่อว่าเพื่อนกรรมาธิการ ที่จะเข้าไปเป็นนี้จะสามารถแก้ไขในประเด็นเหล่านี้ได้

ประเด็นต่อมาในส่วนของ พ.ร.บ. เกี่ยวกับคณะกรรมการการเลือกตั้งนี้ ผมไม่ติดใจ แต่มีหลายประเด็นที่อยู่ในฉบับของการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาว่าเป็นประเด็นนั้น ประเด็นแรกอยู่ที่มาตรา ๒๔ ของท่าน ซึ่งมาตรา ๒๔ นี้ เป็นการยกเลิก (๓) (๔) (๕) ของมาตรา ๘๒ ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้ง ผมเองต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ การแก้ไขทั้ง ๓ วรรคนั้นผมเน้นที่วรรคสี่ ส่วน วรรคอื่น ๆ เป็นเรื่องของบัตรเลือกตั้งที่ว่าทําไมมันถึงจะเป็นบัตรเสีย วรรคสี่นี้เขียนบอกว่า บัตรที่ไม่อาจทราบได้ว่าลงคะแนนเลือกตั้งให้กับผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งผู้ใดหรือ พรรคการเมืองที่ส่งสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใด อันนี้เป็น เจตนารมณ์ทีดี ผมกราบเรียนด้วยความเคารพ วรรคสี่ที่ท่านแก้ไขนี้ถูกต้องที่สุดแล้ว นั่นคือ ถ้าเรารู้ว่าบัตรเลือกตั้งใบใดมันมีวัตถุประสงค์ที่จะให้คะแนนกับบุคคลหรือพรรคการเมืองใด เราควรจะนับ ถ้ามันไม่ได้กา ๒ พรรค ถ้าไม่ได้ไปกาที่โนโหวตด้วยเราควรจะนับคะแนน ให้เขา แต่ผมกราบเรียนว่าในมาตรา ๘๒ นั้นมี (๖) อยู่ (๖) บอกว่าบัตรเสียอื่นที่มีลักษณะ ตามที่ กกต. กําหนด ซึ่งในทางปฏิบัตินี้เราจะไปใช้ (๖) นี้เป็นส่วนมาก ผมเห็นการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมาไปดูที่หน่วยนับคะแนน ผมเป็นผู้ลงสมัครด้วยเราก็ไปดู การนับคะแนน บางครั้งบอกว่าขีดกากบาทไม่ตัดกันไม่ให้คะแนน เห็น ๆ อยู่ว่าเขาให้ พรรคไหน ไม่ต้องพรรคผมหรือพรรคใครก็ได้ แต่นั่นคือวัตถุประสงค์ของพี่น้องประชาชน เจตนารมณ์มันชัด แต่เราไปดูว่าเขากากบาทไม่สวย กากบาทไม่ตัดกัน บางคนมาขีดเดียวบ้าง เหล่านี้ผมบอกเลยว่ามันกลายเป็นเราไปลิดรอนสิทธิของพี่น้องประชาชนที่เขาแสดงเจตนารมณ์ อย่างชัดเจน ผมอยากจะให้ท่านแก้ไขโดยยึด (๔) เป็นหลัก แทนที่จะไปออก (๖) ขึ้นมา แล้ว ก็ไปตั้งกติกาว่ามันจะต้องกากบาทอย่างสวยนี้มันคงไม่ใช่ อันนี้อยากจะกราบฝากไว้ในการ เลือกตั้งครั้งต่อไป

ในประเด็นถัดมานั้นเป็นเรื่องที่ผมมองไม่เห็นในการแก้ไข มันเป็นเรื่องของ การนับคะแนนการเลือกตั้งทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ สิ่งที่เกิดขึ้นใน พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ นั้น มันเกิดขึ้นหลังจากการมีปฏิวัติรัฐประหาร ก่อนหน้านี้ถ้าจําได้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รวมถึง พ.ร.บ. ประกอบนี้ กําหนดให้มีการนับ แบบรวมเขต เขตเดียวเบอร์เดียวนี้นับรวม คือแต่ละหมู่บ้าน แต่ละตําบลก็รวบรวมกันเอาไป ส่งที่จุด ๆ หนึ่งของเขตเลือกตั้ง จะกี่อําเภอ ๒ อําเภอ ๓ อําเภอก็มารวมกันแล้วก็นับที่ จุดเดียว วัตถุประสงค์ของการทําแบบนั้น แน่นอนครับ เพื่อการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน การซื้อเสียง เพราะว่าคนที่จะไปซื้อเขาจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเงินที่เขาจ่ายไปนี้ในที่สุด คน ๆ นั้นมากาให้เขาหรือไม่ ในขณะที่เรานับหน่วยอย่างที่กําลังจะทํากันอยู่นี้ อย่างที่ทํามา ตอนปี ๒๕๕๐ ด้วย ผมเข้าใจได้ที่ต้องปรับแก้เพราะอะไร เพราะเขตเลือกตั้งมันใหญ่ขึ้น กลายเป็นบางเขต ส.ส. ๓ คน พื้นที่ ๙ อําเภอ ๑๒ อําเภอก็มี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทําให้การ นับคะแนนแบบรวมเป็นไปได้ยาก อาจจะใช้เวลานับ ๒ วัน ๓ วัน ผมก็ไม่ทราบได้ อันนี้ เป็นข้อจํากัด ในที่สุดเราก็ตัดสินใจว่าอย่างนั้นเรานับที่หน่วย แต่ในที่สุดพอนับหน่วยปุ๊บ สิ่งที่ เกิดก็คือคนที่เขาจะทุจริตคอร์รัปชันเขารู้แล้วว่าเงินที่เขาจ่ายลงไปมันเข้าเป้าหรือเปล่า วันนี้ เราปรับแก้มาเป็นเขตเล็กแล้ว ทําไมเราถึงจะละเลยการที่จะมานับรวมอีกครั้งหนึ่งเล่า อันนี้ คือปัญหาที่ผมฝากถามไปยังเพื่อนกรรมาธิการ รวมถึงท่าน กกต. ผู้เสนอร่าง ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากจะให้เป็นการนับคะแนนแบบรวม เพื่อที่การทุจริตคอร์รัปชันมันจะลดน้อยลง ไม่มากก็น้อย

ในประเด็นถัดมาเป็นเรื่องของการแบ่งเขตเลือกตั้ง ซึ่งผมต้องกราบเรียนว่า วันนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนจากทาง กกต. มีการดําเนินการตามขั้นตอน โดยให้ กกต. จังหวัด ส่งแบบที่แบ่งมา ๓ แบบ มาที่ กกต. กลาง แล้ว กกต. ก็จะเป็นผู้คัดเลือก ๑ แบบ จาก ๓ แบบนั้น ซึ่งวันนี้ผมต้องกราบเรียนถามกับทาง กกต. ว่าขั้นตอนถึงจุดไหนแล้ว แล้วที่สําคัญผมอยากจะให้ท่านได้ยึดโยงกับประเพณีปฏิบัติที่เคยได้ทํากันมา นั่นก็คือ ๑. ยึดเขตเดิมเป็นหลัก ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ที่ได้มีการเลือกตั้งมา เอาเขตที่เป็น โครงเดิมเป็นหลักไว้ก่อน ๒. คือจะต้องมีเขตพื้นที่ติดต่อกัน คาบเกี่ยวกัน และ ๓. ก็คือ ผมคงจะไม่หวังเลยที่จะเห็นแบบที่ ๔ โผล่ออกมาเพราะว่าเริ่มมีข่าวแล้วว่ามีหลาย พรรคการเมืองประสงค์จะเข้าไปปรับแก้แบบที่ทาง กกต. จังหวัดได้ส่งเข้ามา ๓ แบบ อยากจะให้มีแบบที่ ๔ คลอดออกมา ถ้าในที่สุดแบบที่เลือกเป็นแบบที่ ๔ คงจะเป็นปัญหา เพราะว่าพี่น้องประชาชนหลายท่านได้เห็นแล้วว่า ๓ แบบที่ส่งมาจากจังหวัดเป็นแบบใด เราคงจะไม่เห็นกันก็กราบฝากไว้

ในประเด็นสุดท้าย เป็นประเด็นของมาตรา ๒๑ ซึ่งท่านได้แก้ไขมาตรา ๕๐ ของพระราชบัญญัติประกอบเรื่องเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง ส.ส. และ ส.ว. ผมต้องกราบเรียน อย่างนี้ครับ มันเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองที่จะจ่ายไปในการเลือกตั้ง มันมีอยู่ ๒ ประเด็นหลัก ๆ ประเด็นแรกนั้นวันนี้ท่านกําหนดว่าคนที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือดํารงตําแหน่งทางการเมืองอยู่ ถ้าจะเข้าไปร่วมกิจกรรมทางสังคม ๑. ห้ามจ่ายเกิน ๓,๐๐๐ บาท ๒. ถ้าจ่ายเกินจะต้องลงบัญชีไว้เพื่อการเลือกตั้งในครั้งต่อไป ผมจะกราบเรียน ถามท่านว่าท่านทราบหรือไม่ว่าวันนี้หลายพรรคการเมืองได้ส่งผู้สมัครลงไปในพื้นที่ เรียบร้อยแล้ว หลายคนมาเป็นปีแล้ว บางคนกําลังเริ่ม เขาลงไปเขาไปจ่ายทีละ ๕๐,๐๐๐ บาท ทีละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ทีละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันเกิดความ อยุติธรรม มันเกิดความไม่เสมอภาคขึ้น เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปัจจุบันเราต้องยึด ตามตัวบทกฎหมายอยู่แล้วเราไม่ทําผิดกัน ในขณะที่ผู้สมัครซึ่งเขาประกาศตัวชัดเจนว่า เขาจะลงสมัคร เขาสามารถที่จะจ่ายได้ไม่อั้น มันเกิดความเหลื่อมล้ําขึ้น แล้วในที่สุดเงินที่เขา จ่ายไปก็ต้องไปถอนทุนคืนอีก นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น ผมอยากให้ท่านไปดูให้รัดกุมว่าเรา จะควบคุมกํากับอย่างไร ไม่ใช่รอให้เกิดกฤษฎีกาเลือกตั้งขึ้นมาก่อนแล้วค่อยลงไปดูมันไม่ทัน

ในประเด็นถัดมาในเรื่องนี้ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ วันนี้มันมีความเหลื่อมล้ํา อีกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในสังคม ท่านไปดูโรงเรียนสิครับ ท่านไปดูตามโรงพยาบาลสิครับ เป็นป้ายหาเสียงเลือกตั้งประเภทหนึ่งที่เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล รัฐบาลนี่ขึ้นป้าย เป็นรูปของนายกรัฐมนตรีบ้าง ของรัฐมนตรีบ้าง ซึ่งเหล่านี้ในที่สุดเขาก็ต้องเข้าสู่ประตู ของการเลือกตั้ง ขึ้นป้ายกันเต็มไปหมดเลยครับ ทั่วเมืองทุกมุม ผมถามว่าแนวความคิด ของท่านในเรื่องนี้เป็นอย่างไร ท่านมองหรือไม่ว่านี่คือความอยุติธรรม เมื่อถึงเวลาประกาศ กฤษฎีกาการเลือกตั้งขึ้นมา คนอื่นขึ้นป้ายได้ตามกติกาต้องมีเบอร์ แต่ป้ายเหล่านี้ ยังคงค้างคาอยู่มันก็เป็นป้ายหาเสียงแบบหนึ่ง ท่านจะเอาไปรวมเป็นค่าใช้จ่ายหรือไม่ หรือท่านไม่รวม แล้วจะทําอย่างไร จะมีคําสั่งให้เอาป้ายเหล่านี้ลงก่อนหรือเปล่า ผมอยากจะ เรียนถามแนวความคิดของทาง กกต. ผ่านทางท่านประธานดู ในขณะเดียวกันถ้าท่านประธาน เรียนถามไปแล้วทาง กกต. ตอบว่าไม่สามารถดําเนินการใด ๆ ได้ ยังคงจะต้องปล่อยป้าย ที่เป็นลักษณะของการหาเสียงของทางรัฐบาลต่อไป ผมก็ต้องกราบเรียนถามผ่านกลับไป อีกครั้งหนึ่ง