สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๔

รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท หารือเรื่องการแก้ไขกฎหมายการเลือกตั้ง โดยเฉพาะมาตรา 34 ที่เกี่ยวข้องกับการส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ โดยเสนอว่าควรกระจายรายชื่อตามภูมิภาคอย่างเป็นธรรม และเรียกร้องให้คณะกรรมการปฏิรูปการเมืองสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ โดยให้คํานึงถึงสัดส่วนของผู้หญิงในการเลือกตั้งและให้มีการกระจายโอกาสในการเลือกตั้งตามภูมิภาคอย่างเป็นธรรม

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท แบบสัดส่วน

ท่านประธานคะ รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ค่ะ ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์นะคะ ดิฉันมีข้อเสนออยู่ ๔–๕ ประเด็น ในการแก้กฎหมายครั้งนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐

ประเด็นแรกนะคะดิฉันอยากจะเรียนเสนอค่ะว่าอาจจะเป็นมาตรา ๙ ที่แก้ใน มาตรา ๓๔ หรือมาตราใดที่เกี่ยวข้องก็ได้ค่ะ ที่พูดถึงการส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ จํานวน ๑๒๕ คน แล้วก็จะต้องเรียงรายชื่อไปจนครบ ๑๒๕ คน ท่านลืมหรือว่าท่านเจตนาที่จะไม่ใส่คะ ที่ในรัฐธรรมนูญมาตรา ๙๗ บอกเอาไว้ว่า รายชื่อต่าง ๆ เหล่านั้นต้องกระจายตามภูมิภาค อย่างเป็นธรรม

และประเด็นที่ ๒ ก็คือต้องคํานึงถึงโอกาสและสัดส่วนของหญิงชายด้วย เพราะการกําหนดให้คํานึงถึงสัดส่วนหมายถึงว่าก็จะต้องมีทั้งหญิงและชาย การที่กําหนด ไว้ว่าให้คํานึงถึงโอกาส แปลว่าให้กระจาย ๆ กันไปตั้งแต่ลําดับที่ ๑ ถึง ๑๒๕ เพราะถ้า ไม่คํานึงถึงโอกาสเหล่านี้แล้วก็อาจจะมีปรากฏการณ์ที่จะเอาผู้หญิงไปกองกันตั้งแต่ลําดับ ที่ ๑๐๐ ถึง ๑๒๕ อย่างนี้นะคะ เพราะฉะนั้นการคํานึงถึงสัดส่วนก็เป็นเรื่องสําคัญ เพราะว่า ช่วงนี้การที่กําหนดว่าต้องคํานึงถึงสัดส่วนหมายถึงว่า เป็นการกําหนดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ วรรคสี่นะคะ ว่าถ้าสมมุติว่าในสังคมไทยมีทัศนคติต่อผู้หญิงซึ่งไม่ควรจะมา เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ควรจะมาสมัคร มันทําให้ผู้หญิงมาสมัครน้อย เพราะฉะนั้นการที่ เรากําหนดเอาไว้ว่าให้คํานึงถึงสัดส่วนด้วย มันจะทําให้มีการมองหาผู้หญิง ผู้หญิงที่สนใจก็จะ มีหลายคน เพียงแต่ว่าการที่จะเสนอตัวก็อาจจะไม่ค่อยกล้า ถ้ากําหนดว่าให้มีสัดส่วนของ หญิงชายก็เป็นที่มาของการให้กําหนดสัดส่วนตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วนะคะ เพราะฉะนั้นปีนี้ก็กําหนดเอาไว้อีก และยังกําหนดว่าให้คํานึงถึงโอกาสด้วย เพราะฉะนั้นถ้าท่านกําหนดลงไปในกฎหมายฉบับนี้ รวมทั้งดิฉันยังเห็นว่าควรจะไปเขียนไว้ ในพระราชบัญญัติว่าด้วยพรรคการเมืองด้วย เวลาพิจารณาส่งแล้วนอกจากมีกระบวนการ ไปเอามาจากสาขาของพรรคแล้วก็จะต้องคํานึงถึงเงื่อนไขต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะบอกว่า ก็จะต้องให้เขายินยอมด้วย มีคุณสมบัติที่ครบถ้วนแล้วก็อยากจะให้ท่านกําหนดลงไปด้วย เรื่องการกระจายตามภูมิภาคอย่างเป็นธรรมแล้วก็การคํานึงถึงโอกาสและสัดส่วนของท่าน หญิงและชายก็ใส่ลงไปในทุกที่ที่จะใส่ได้นะคะ พรรคการเมืองก็ต้องคํานึงด้วยนะคะที่จะ กําหนดลงไปที่จะเลือกหามา เพราะว่าที่จริงในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กําหนดเอาไว้ก็พบว่า สัดส่วนตอนนั้นที่เป็นสัดส่วน ๘ กลุ่มนะคะ ก็มีพรรคประชาธิปัตย์นี่ละค่ะที่มีผู้หญิงอยู่ทั้ง ๘ กลุ่ม แม้ว่าจะน้อยไปหน่อยก็ตามแต่ว่าก็แสดงว่าคํานึงถึง เพราะฉะนั้นเมื่อคํานึงถึง สัดส่วนแล้ว แล้วก็พูดถึงโอกาสด้วยดิฉันก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับผลพวงจากรัฐธรรมนูญตรงนี้ เพราะว่าดิฉันอยู่ลําดับ ๒ เพราะฉะนั้นโอกาสดิฉันก็มี กราบเรียนว่าก็เพื่อที่จะให้ปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัดอาจจะไม่เคร่งครัดนักแต่ก็ให้คํานึงถึงตามเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญ อยากจะให้ท่านใส่ลงไปด้วยอันนี้คือประเด็นแรก

ประเด็นที่ ๒ ก็คือมาตรา ๘๘ มาตรา ๘๘ พูดถึงเขตที่มีผู้สมัครเพียงคนเดียว ผู้สมัครเพียงคนเดียวมีเงื่อนไขอยู่ ๒ ประการว่าถ้าจะได้รับเลือกตั้ง ๑. ต้องได้คะแนน ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้น แล้วก็เงื่อนไขที่ ๒ ก็คือต้องมีคะแนน มากกว่าจํานวนบัตรเลือกตั้งที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนน ดิฉันก็มองเห็นว่าการที่ผู้สมัคร ถ้ามีผู้สมัครเพียงคนเดียวถ้าคะแนนไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเขาก็ไม่ควรจะ เป็นตัวแทนในเขตนั้น หรือคะแนนของเขาได้ไม่มากไปกว่าจํานวนบัตรเลือกตั้งที่บอกว่า ไม่ประสงค์จะลงคะแนนเขาก็ไม่ควรจะได้เป็น ส.ส. ไม่ควรจะเป็นตัวแทนของประชาชน ในเขตนั้น เพียงแต่ว่าในมาตรา ๘๘ ในวรรคแรกบอกเอาไว้ว่า ผู้ที่จะไม่ได้เป็น ถ้ามีผู้สมัคร เพียงคนเดียวแล้วไม่ควรจะได้เป็น ส.ส. จะต้องมีเงื่อนไขทั้ง ๒ ข้อ คือใช้คําว่า และ ท่านบอกว่า จะต้องมีคะแนน ได้รับคะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ของจํานวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้น และมากกว่าจํานวนบัตรเลือกตั้งที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนนในเขตเลือกตั้งนั้น ดิฉันก็ยัง คิดว่าทั้ง ๒ เงื่อนไขเป็นเงื่อนไขที่เขาไม่ควรจะได้รับเลือกตั้ง ไม่ควรจะได้ประกาศเป็น ส.ส. ก็เลยเสนอว่าแทนที่จะเป็นบอกว่าคุณจะต้องทั้ง ๒ อย่างนะ ถึงจะไม่ได้เป็น ส.ส. ดิฉันว่า ไม่ได้แค่อย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ได้คะแนนถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ก็ไม่ควรจะเป็น หรือได้คะแนน ไม่มากไปกว่าจํานวนบัตรเลือกตั้งที่บอกว่าไม่ประสงค์จะลงคะแนนก็ไม่ควรจะได้เป็นก็เลย คิดว่าควรจะใช้คําว่า หรือ พอถึงวรรคสี่ของ มาตรา ๘๘ ก็บอกว่า ถ้าสมมุติว่า ไม่ได้อย่างนั้นแล้วให้มีการเลือกตั้งใหม่จนกระทั่งเป็นครั้งที่ ๓ ถ้ามีผู้สมัครเพียงคนเดียว ให้ผู้สมัครซึ่งได้คะแนนเลือกตั้งเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง นั่นก็คือไม่ว่าจะได้กี่คะแนนก็ตามก็ให้ได้เป็น ดิฉันว่ามันต่างกันโดยสิ้นเชิงกับในวรรคแรก วรรคแรกบอกว่าต้องได้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ วรรคสองก็ต้องได้เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ วรรคสามมาว่าได้เท่าไรก็ได้ ถ้าอย่างนี้ดิฉันว่ามันไม่ สมเหตุสมผล ถ้าวรรคสาม ถ้ายังไม่ได้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งแล้วท่านเบื่อที่จะ ดําเนินการจัดการเลือกตั้งแล้วก็ปล่อยมันทิ้งไว้อย่างนั้นนะคะ ให้เขตนั้นยังไม่ต้องมี ส.ส. ก็ยังได้ ดีกว่าจะบอกว่าได้แค่ ๑๐๐ คะแนนก็ได้ ดิฉันว่ามันฟังไม่ขึ้นมันไม่สมเหตุสมผลนะคะ

ประเด็นสุดท้ายคือประเด็นที่หลายคนพูดถึงเรื่องของวันเลือกตั้งล่วงหน้า ตอนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ดิฉันเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญทํากฎหมายลูกด้วย รัฐธรรมนูญกําหนดเอาไว้นะคะแม้กระทั่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๙๙ ก็บอกเอาไว้ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อยู่นอกเขตหรือนอกราชอาณาจักรให้มีสิทธิเลือกตั้ง ในสมัยนั้นในปีแรกเลย เราก็ถกกันมากเลยว่าผู้ที่อยู่นอกเขตเลือกตั้งหรืออยู่นอกเขตราชอาณาจักรให้มีสิทธิเลือกตั้ง เราตีความ ในคณะกรรมาธิการพยายามตีความ แล้วก็หมายความถึงการให้มีการเลือกตั้งนอกเขต ดิฉันจําได้แม่นมากเลย เพราะว่าถกเถียงกันมากเลยนะคะว่าจะต้องมีการเลือกตั้งนอกเขต แล้วก็มีผู้ไม่เห็นด้วย เพราะว่ากลัวพรรคโน้นพรรคนี้จะได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะว่า มันเป็นการเลือกตั้งในเมือง แต่สุดท้ายมา กกต. ท่านหนึ่งเมื่อกลับไปถึงท่านก็ไปตีความว่า เป็นการเลือกตั้งล่วงหน้า แล้วก็ออกระเบียบว่าด้วยการเลือกตั้งล่วงหน้ามา แล้วหลายคน ก็คัดค้านไม่เห็นด้วยนะคะ ดิฉันว่าทั้งฝ่ายค้านทั้งฝ่ายรัฐบาลเมื่อถามท่าน กกต. ก็ตอบว่า เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๙ ที่มีการเลือกตั้งล่วงหน้า ดิฉันก็กราบเรียนว่าดิฉัน ก็กลับไปอ่านนึกว่าปี ๒๕๕๐ แก้ไปจากปี ๒๕๔๐ แล้ว ซึ่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ไม่ได้แก้ ก็บอกว่า มาตรา ๙๙ ก็บอกแต่ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อยู่นอกเขตหรืออยู่นอกราชอาณาจักร ให้เขาเลือกตั้งได้ นั่นก็คือดิฉันก็ยังอยากจะยืนยันตามเจตนารมณ์ของกรรมาธิการสมัยโน้น ที่พูดกันนี่นะคะว่า ตีความว่าให้เป็นการเลือกตั้งนอกเขต ซึ่งเวลาเลือกตั้งทั่วไปกรรมการ การเลือกตั้งก็ดําเนินการ เพียงแต่ว่าเลือกตั้งซ่อมท่านไม่ดําเนินการแล้วท่านไปเน้นเรื่องการ เลือกตั้งซ่อมก่อนล่วงหน้า ๑ สัปดาห์ วันเสาร์กับวันอาทิตย์ ดิฉันก็ยังเสนอว่าถ้าท่าน จะตัดออกยกเลิกการเลือกตั้งล่วงหน้าท่านก็ยังทําได้ ซึ่งมันไม่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๙ ขอบพระคุณค่ะ