สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๙ มีนาคม ๒๕๕๔

สถาพร มณีรัตน์ เสนอแนะการปรับปรุงกฎหมายการศึกษา โดยเน้นการควบคุมกวดวิชาและสนับสนุนโรงเรียนวัดที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ พร้อมการขยายผลกฎหมายให้ครอบคลุมถึงโรงเรียนวัดและบุคลากรของโรงเรียนวัด เพื่อส่งเสริมคุณภาพการศึกษาและมาตรฐานการศึกษา

นายสถาพร มณีรัตน์ ลําพูน

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สถาพร มณีรัตน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน ซึ่งผมเองนั้นยินดีที่จะสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการศึกษาเอกชนทุกฉบับที่เพื่อนสมาชิกได้ดําเนินการ เพราะถือว่า เป็นเรื่องที่เห็นควรสนับสนุนอย่างยิ่ง สิ่งที่เป็นประเด็นที่อยากจะตั้งข้อสังเกตเพื่อให้ ครอบคลุมไปถึงส่วนต่าง ๆ ซึ่งเพื่อนสมาชิกยังไม่ได้อภิปรายในขั้นรับหลักการก็คือว่า คําว่า โรงเรียนเอกชน นี้ อยากจะให้หมายรวมถึงสถาบันติวเตอร์ (Tutor) ด้วย เพราะว่า สถาบันติวเตอร์นี้มันเป็นสถาบันที่บางครั้งได้จ้างครู อาจารย์ แล้วก็เหมือนกับการตัดต่อ ยีน (Gene) พันธุกรรมของเด็กนักเรียน แต่ปรากฏว่ากฎหมายเราไม่ครอบคลุมไปถึงสถาบัน ติวเตอร์ สังเกตได้ว่าเด็กนักเรียนวันนี้จะสอบหลักสูตรต่าง ๆ จะต้องเข้าไปติว จะเข้า ม. ๑ ก็พากันไปติว จะขึ้น ม. ๓ ก็พากันไปติว พ่อ แม่ ผู้ปกครอง เสาร์-อาทิตย์ ตื่นแต่เช้าต้องไปส่งลูกส่งหลานเข้าโรงเรียนติวกวดวิชา บางโรงเรียนก็เก็บสตางค์หนัก บางโรงเรียนก็เก็บสตางค์น้อย แล้วก็อวดกันว่าโรงเรียนนี้มีคุณภาพ อาจารย์นั้น อาจารย์กุ๊ก อาจารย์กิ๊ก มีคุณภาพ สามารถติวแล้วสอบเข้าโรงเรียนนั้น ซึ่งเรื่องนี้ผมอยากจะให้กฎหมาย ฉบับนี้ครอบคลุมถึงสถาบันกวดวิชาด้วย เพื่อที่จะดูว่าการกวดวิชานั้นมีความจําเป็นกับสังคม การศึกษาไทยขนาดไหน

เรื่องที่ ๒ โรงเรียนวัด ไม่ใช่โรงเรียนวัดที่เขามีชื่อว่าวัดนะครับ หมายถึง โรงเรียนที่อยู่ในวัด ซึ่งเขาเอาเด็กกําพร้า เอาเด็กที่พ่อแม่เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ พ่อแม่ล้มหาย ตายจาก หย่าร้างกันเอามาไว้ในวัดแล้วก็เปิดเป็นโรงเรียน ก็อยากจะให้กฎหมายฉบับนี้เข้าไป สอดรับดูแลด้วย เพราะบางครั้งคําว่า เอกชน กับคําว่า วัด มันเหมือนกับว่าวัดสามารถ หารายได้ได้ โดยผ่านมูลนิธิอะไรพวกนี้ซึ่งมันไม่คุณภาพ แต่เด็กที่อยู่ในโรงเรียนวัดมีความ ตั้งใจที่อยากจะเรียนหนังสือเอาวัดเป็นที่พึ่ง อย่างภาคเหนือก็มีวัดดอนจั่น รับเด็กนักเรียน ๕๐๐-๖๐๐ คน ผมต้องเอาข้าวสารไปบริจาคเดือนละกระสอบ เพราะเราถือว่าเป็น ลูกชาวบ้านหลานชาวนาเติบโตมาจากวัด พอไปเยี่ยมเยียนปรากฏว่ารัฐไม่เข้าไปสนับสนุน ไม่เข้าไปดูแลเลยครับ ปล่อยให้เด็ก ปล่อยให้พระอาจารย์สอน อบรม ถึงเวลาก็ไปสอบ ผมอยากจะให้กฎหมายฉบับนี้ ทางกรรมาธิการช่วยในเรื่องของโรงเรียนที่อยู่ในวัดว่าสมควร ที่จะอุดหนุนอย่างไร สมควรที่จะเข้าไปดูแลอย่างไร อันนี้ก็ฝากทางกรรมาธิการด้วย

เรื่องที่ ๓ ครูอาจารย์โรงเรียนพระปริยัติธรรมที่สอนเด็กนักธรรมตรี โท เอก จะหมายรวมถึงบุคลากรของโรงเรียนเอกชนด้วยหรือเปล่า ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สามารถ ช่วยเหลือแบ่งเบาภาระให้กับรัฐบาล ไม่ใช่เฉพาะโรงเรียนเอกชนนะครับ โรงเรียนเอกชน บางโรงเรียนก็เลี้ยงดูตัวเองได้ มีเงินอุดหนุนจากนอกประเทศเข้ามาด้วยก็มี เป็นมูลนิธิซึ่งเขา มีเครือข่าย อย่างของโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัยทางภาคเหนือ เขาก็มีสตุ้งสตางค์ที่มีส่วน ต่าง ๆ อุดหนุนเยอะ แต่โรงเรียนวัดแม่อีไฮอย่างนี้ไม่มีใครสนใจ เด็กก็อยู่กันอย่างอด ๆ อยาก ๆ ใครจะไปสอนโรงเรียนแม่อีไฮนี่ตกใจเลย นอนไม่หลับ กินไม่ได้ อย่างนี้ละครับ เพราะฉะนั้นเมื่อมีกฎหมายโรงเรียนเอกชนแล้ว เราก็อยากจะให้ดูแลครอบคลุมถึงโรงเรียน วัด บุคลากรของโรงเรียนวัด เพราะว่าเขาเหล่านี้ก็คือคนไทย แล้วปัจจุบันนี้โรงเรียนเอกชน บางโรงเรียนก็รับนักศึกษา นักเรียนจากประเทศจีน มากันเยอะเลยครับ ภาคเหนือ ของกระผมมาจากสิบสองปันนา มาจากพม่า มาจากลาว มาเรียนโรงเรียนเอกชนเหล่านี้ ผมก็อยากจะถามทางผู้ร่างกฎหมายว่าเราจะครอบคลุมเด็กนักเรียนเหล่านี้ได้อย่างไร วันนี้เป็นที่นิยมกันมากครับ ประเทศลาว ลูกหลานทางประเทศฝั่งลาวก็ส่งลูกมาเรียน ที่เชียงใหม่ ประเทศจีน สิบสองปันนา ยูนาน ก็ส่งลูกมาเรียนที่เชียงใหม่ และคนของเราเอง ก็ส่งไปเรียนที่ยูนาน แลกเปลี่ยนกันครับ เด็กนักเรียนเหล่านี้เราจะเอามาตรฐานการศึกษา เหล่านี้ครอบคลุมอย่างไร เพราะดูเนื้อกฎหมายแล้วส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องของการบริหาร จัดการ เน้นเรื่องของการดูแลทรัพย์สิน เน้นเรื่องของการขออนุญาต แต่ไม่ได้เน้นเรื่องของ คุณภาพการศึกษาว่าเราจะควบคุมระบบการศึกษาของประเทศนี้ได้อย่างไร ในส่วนของ โรงเรียนเอกชน ยิ่งวันนี้นโยบายรัฐบาลบอกห้ามรับฝากเด็กเป็นอันขาด โรงเรียนไหนรับ ผอ. โรงเรียนไหนรับถือว่าเป็นความผิดถึงขั้นประหารชีวิต ก็เรียบร้อยโรงเรียนเอกชน เดิมขออุดหนุนแค่ ๒๐,๐๐๐ บาท เดี๋ยวนี้ขึ้นเป็น ๗๐,๐๐๐ บาทครับ เรื่องจริง ยิ่งรัฐมีนโยบายไปบอกว่าห้ามรับนักเรียน ใครรับประหารชีวิต ผอ. เรียบร้อยครับ แทนที่ มันจะมีช่องมีทางในการที่จะเข้าไปอุดหนุน ศิษย์เก่าจะได้เข้ากระทํากิจกรรมอะไรต่าง ๆ ไม่ได้ฝาก แต่เมื่อมันมีบางสิ่งบางอย่าง มันเหมือนกับเป็นประเพณี เขาก็ไหลไปอยู่โรงเรียน เอกชน โรงเรียนเอกชนเดิมให้อุดหนุนบริจาค ๒๐,๐๐๐ บาท เดี๋ยวนี้เป็น ๕๐,๐๐๐ บาท เป็นอย่างต่ํา เข้าคิวแถวยาวเลยครับ โรงเรียนเอกชนตอนนี้นะครับ เพราะฉะนั้นมันมี หลายด้าน ก็อยากจะให้ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมองดูด้วยว่านโยบาย ของท่านบางอย่างมันได้ผลในภาพลักษณ์จริง แต่มันก็ไปทําให้พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเสียเงิน เพิ่มขึ้น เพื่ออยากจะเห็นลูกหลานตัวเองเรียนโรงเรียนดี ๆ วันนี้เข้าคิวยาวเลย ๓๐,๐๐๐ บาท กระซิบกระซาบ ชมรมผู้ปกครองกระซิบกระซาบว่าไม่พอ ต้อง ๗๐,๐๐๐ บาท กลัวไม่ได้ ใส่ ๘๐,๐๐๐ บาทเลยครับ กลัวไม่ได้ กลัวลูกตัวเองไม่ได้เข้าเรียนโรงเรียนเอกชน เพราะไป โรงเรียนรัฐเขาห้าม มันก็มาโป่งที่โรงเรียนเอกชนดัง ๆ ในกรุงเทพมหานคร ในต่างจังหวัด หัวเมืองใหญ่ ๆ ๘๐,๐๐๐ บาท แต่ในระเบียบ ๒๐,๐๐๐ บาท แต่ใส่จริง ๘๐,๐๐๐ บาท เรียบร้อยครับ เข้าคิวยาวเหยียด นี่ก็คือการจะต้องวิเคราะห์ว่าการรับเด็กนักเรียนถ้าจะให้มัน สมบูรณ์แบบมาตรฐานจริงก็แข่งกันไปเลย สอบแข่งกันทั่วประเทศไปเลย ขึ้นบัญชีเลย ลูกนายแก้ว ดอนยายหอม อยากจะเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาก็เปิดโอกาสให้เขาแข่ง มีข้อสอบกลาง แข่งกันทั่วประเทศเลย มันจะได้เปิดโอกาสให้เด็กเยาวชนที่มีความคิด ไม่ใช่ว่าให้เด็กลูกนายแก้วนั่งรถทัวร์มาสอบที่กรุงเทพมหานคร มันจะไปสอบได้อย่างไร แค่เห็นแสงสีเสียงมันก็ตกใจแล้ว แต่ถ้าให้ไปสอบที่จังหวัดตัวเองขี่มอเตอร์ไซค์มาสอบนี่ มันมีความพร้อมครับ เขาสอบได้เขาค่อยมาปรับตัว เพราะฉะนั้นโอกาสทางการศึกษา มันจะต้องเท่าเทียมกันด้วย ไม่ใช่ว่าเป็นโรงเรียนในกรุงเทพมหานคร เป็นโรงเรียนใน ต่างจังหวัดดัง ๆ ห้ามฝาก แต่พอสักระยะหนึ่งฝากได้แน่ มันจะต้องมีเทคนิค ขอสักระยะหนึ่ง รับในระบบเรียบร้อย คราวนี้ก็จะกระซิบกระซาบกันแล้ว เพิ่มโควตาห้องละ ๕ คน ๓ คน ๘ คน เรียบร้อยอีกล่ะ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมเองอยากจะให้ทางกรรมาธิการ ช่วยครอบคลุมทั้งหลักสูตร ทั้งคุณภาพตัวผู้เรียน เพราะกฎหมายฉบับนี้ส่วนใหญ่จะเน้น เรื่องของการบริหารจัดการ เรื่องของการดูแลในสถานที่ เรื่องของทรัพย์สินของโรงเรียน รวมทั้งผู้ประกอบการ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ว่ากฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้ครอบคลุมในเรื่องของหลักสูตร ในเรื่องของการควบคุมและการขยายผลไปยังโรงเรียนวัด บุคลากรของโรงเรียนพระปริยัติธรรมซึ่งสั่งสอนพระภิกษุ สามเณร วันนี้ก็ขาดแคลนอย่างหนัก ต้องหันมาใช้ชอล์กใช้อะไรต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ เพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชน ได้ประโยชน์ เด็กเยาวชนได้ประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ เพราะเป็นกฎหมายว่าด้วย การศึกษา วันนี้ประเทศเราต้องเพิ่มพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา แต่จบมาแล้วการวัดผล ประเมินผลเราจะทําอย่างไรว่าเด็กจบจากโรงเรียนเอกชน เด็กจบจากโรงรัฐ เด็กจบจาก โรงเรียนสาธิต เด็กจบจากโรงเรียนนานาชาติ คุณภาพเราจะเอาอะไรเป็นตัวชี้วัด ตรงนี้ ผมเองเป็นห่วงว่าถ้ากฎหมายฉบับนี้พอประกาศออกไปแล้วมันไม่ครอบคลุมถึงการบริหาร จัดการทั้งหลักสูตร การบริหารจัดการทั้งเรื่องของผู้ที่เข้าเรียน มันก็จะทําให้กฎหมายนี้ ไม่สมบูรณ์ ผมจึงฝากประเด็นเหล่านี้ไปยังทางกรรมาธิการให้ช่วยโปรดพิจารณาในประเด็น ที่ผมเรียกร้องด้วยครับ กราบขอบคุณครับ