สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๙ มีนาคม ๒๕๕๔

สมัย เจริญช่าง หารือเรื่องการศึกษาของชาติ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของโรงเรียนเอกชน รวมถึงการส่งเสริมโรงเรียนเอกชนการกุศล และการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ภาคใต้ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่มีส่วนช่วยในการรักษาความสันติสุขและความสามัคคีในบ้านเมือง

นายสมัย เจริญช่าง กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายสมัย เจริญช่าง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ผมขอขอบพระคุณรัฐบาลที่ได้นําเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้ามาสู่ สภาผู้แทนราษฎร และขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนท่านผู้มีส่วน เกี่ยวข้องในภาคประชาสังคมที่ตระหนักถึงการศึกษาของชาติ และต้องขอบพระคุณ ท่านประธานที่ได้บรรจุวาระเรื่องของโรงเรียนเอกชนเข้าสู่การประชุมในวันนี้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ วันนี้ต้องเรียนกับท่านประธานว่า การศึกษาของเราที่จะเจริญรุดหน้ามาได้ จนถึงปัจจุบันนี้ ก็ด้วยความร่วมไม้ร่วมมือด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย คือทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จะเห็นได้ว่าการที่มีโรงเรียนเอกชนนั้นก็เป็นผลดีต่อสังคม ต่อประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง เพราะเนื่องจากประการแรก โรงเรียนเอกชนนั้นช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐบาลในการ จัดการศึกษาให้กับทรัพยากรของประเทศชาติ ก็คือบรรดานักเรียน นักศึกษา ถ้าหาก ไม่มีโรงเรียนเอกชนแล้ว เราก็คงจะพบความจริงประการหนึ่งว่า รัฐเองไม่สามารถที่จะ จัดการศึกษาให้กับลูกหลานพี่น้องประชาชนได้อย่างทั่วถึงทุกพื้นที่ ยกตัวอย่างเช่น ในขณะนี้ ในเรื่องของสถานที่ในการก่อสร้างโรงเรียน หรือในเรื่องของงบประมาณในการก่อสร้าง อาคาร ตลอดจนในเรื่องงบประมาณในการบํารุงรักษาในหมวดของอาคารสถานที่ เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นภาระที่รัฐต้องแบกรับเป็นจํานวนมาก จะขออนุญาต ยกตัวอย่างว่าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นหัวใจของประเทศ เป็นเมืองหลวงของประเทศ ในขณะนี้มีหลายพื้นที่ที่ไม่มีโรงเรียนของรัฐบาลที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับลูกหลานของพี่น้อง ประชาชน เพราะหาสถานที่ไม่ได้ รัฐตั้งกําหนดกฎเกณฑ์ไว้ว่าการสร้างโรงเรียนนั้น ต้องสร้าง ในที่ดินที่มีผู้บริจาคให้ หรือสร้างในที่ดินราชพัสดุของกรมธนารักษ์ ไม่พยายามที่จะ ดําเนินการในการจัดซื้อที่ดินเพื่อสร้างอาคารเรียน ก็ปรากฏว่าในกรุงเทพมหานคร ในบางพื้นที่บางเขต เช่น เขตคันนายาว ซึ่งมีเนื้อที่อยู่ประมาณ ๑๘ ตารางกิโลเมตร มีประชากรอยู่จํานวน ๘๖,๐๐๐ กว่าคน หรือในเขตคลองสาน เขตเหล่านี้ไม่มีโรงเรียนมัธยม ของรัฐ เพราะเนื่องจากหาที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์ไม่ได้ แล้วก็หาที่ที่ราษฎร หรือประชาชนผู้มีจิตกุศลจะบริจาคที่ดินให้กับทางราชการก็หาไม่ได้เช่นเดียวกัน ก็ได้อาศัย โรงเรียนเอกชนนี่ละครับที่ทําให้ลูกหลานของพี่น้องประชาชนได้มีสถานศึกษา ได้ศึกษา เล่าเรียน นั่นเป็นประโยชน์ประการที่ ๑ ที่จะต้องขอขอบพระคุณท่านผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการจัดการศึกษาเอกชนในประเทศนี้

ประการที่ ๒ โรงเรียนเอกชนมีประโยชน์เพราะเนื่องจากเป็นการศึกษา ทางเลือก แล้วก็เป็นโอกาสที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคคือผู้รับการศึกษานั้นสามารถที่จะเลือก แสวงหาแหล่งความรู้โดยเสรีโดยไม่จําเป็นว่าจะต้องเรียนอยู่ในโรงเรียนของรัฐบาล เช่น ผู้ปกครอง หรือความสนใจของนักเรียนบางส่วนต้องการที่จะเรียนรู้เอาความเป็นเลิศในเรื่อง ภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศ ในโรงเรียนของรัฐเองเราก็จัดให้ได้ในระดับมาตรฐาน ทั่ว ๆ ไป แต่ถ้าต้องการความเป็นเลิศเหล่านี้ก็สามารถแสวงหาได้จากสถานศึกษาเอกชน เพราะฉะนั้นเมื่อมีโรงเรียนเอกชนก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ประสงค์จะแสวงหาการศึกษา ทางเลือกเพื่ออนาคตในการประกอบอาชีพ แต่ในขณะเดียวกันครับกระผมขออนุญาต ได้เรียนต่อท่านประธานว่าสิ่งที่เป็นห่วงเป็นใยที่เกิดขึ้นกับสถานศึกษาเอกชนที่ขออนุญาต ได้ฝากไปถึงท่านรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงที่ดูแลเรื่องการศึกษาของชาติ ตลอดจน คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะได้เข้าไปทําหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องร่างพระราชบัญญัติ ฉบับที่กําลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ก็มีอยู่สัก ๒–๓ เรื่อง

เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของโรงเรียนเอกชน เราต้องยอมรับครับว่าโรงเรียนเอกชนนั้นมีอยู่ ๒ ประเภท ประเภทที่ ๑ คุณภาพมาตรฐาน การศึกษาเหนือไปจากมาตรฐานการศึกษาของโรงเรียนรัฐบาล อันนี้เป็นที่สุดยอดนิยมของ พี่น้องประชาชนต้องการจะนําบุตรหลานเข้าไปฝากเรียนในโรงเรียนเหล่านี้ เพราะเมื่อเรียน ออกมาแล้วผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษามีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของตลาดแรงงานหรือ ตลาดวิชาการในการจะศึกษาในระดับที่สูงขึ้นไป กับอีกกลุ่มหนึ่งครับก็คือโรงเรียนเอกชน ที่มาตรฐานต่ําไปจากมาตรฐานของโรงเรียนหรือสถานศึกษาของรัฐ โรงเรียนในกลุ่มนี้ จําเป็นครับที่ควรจะต้องได้รับการพัฒนา ได้รับการเยียวยา และได้รับการเอาใจใส่ จากสํานักงานที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาเอกชนที่เราเรียกกันว่า สช. สช. คงไม่ได้ หมายความว่าจะทําหน้าที่เหมือนกับกรมทะเบียนการค้าในการที่จะออกใบอนุญาตให้มีการ จัดตั้งสถานศึกษาอย่างเดียว แต่ทําอย่างไรที่จะต้องเข้าไปดูแลในโพรเซส (Process) ในกระบวนการจัดการศึกษาว่าจะต้องมีมาตรฐาน มีคุณภาพ เพราะว่าพี่น้องประชาชน ฝากความไว้วางใจกับ สช. หรือว่าฝากความไว้วางใจกับสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือว่าฝากความไว้วางใจกับผู้ออกใบอนุญาต ว่าจะต้องดูแลให้คุณภาพมาตรฐาน การศึกษานั้นเป็นที่มีมาตรฐานอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ ถึงแม้ว่าจะมีเรื่องของ สมศ. ในขณะนี้ แต่ผมเรียนท่านที่เคารพครับว่าเรื่องการนิเทศการศึกษาก็เป็นเรื่องสําคัญ ประการหนึ่ง วันนี้หน่วยงานการนิเทศการศึกษาของบ้านเมืองเรานั้นดูเหมือนว่าจะได้รับ ความสนใจจากกระบวนการบริหารจัดการการศึกษาลดน้อยลงไปเป็นลําดับ สิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าคงจะต้องฝากท่านคณะกรรมาธิการช่วยไปสอบถามและไปพิจารณา ในขั้นของการพิจารณาในรายละเอียดด้วย นอกเหนือจากเรื่องของการนิเทศก็คงจะต้อง เรียนท่านว่าเรื่องการแนะแนวการศึกษาต่อเป็นอีกเรื่องหนึ่ง โรงเรียนเอกชนหรือโรงเรียน ของรัฐก็ตาม ในขณะนี้ครูแนะแนวของเราเกือบจะมีบทบาทน้อยที่สุด ชั่วโมงในการสอน ในเรื่องของการแนะแนวนี้ส่วนใหญ่ก็เอาไปสอนซ่อมเสริม เพราะฉะนั้นวิสัยทัศน์ของนักเรียน เมื่อประสงค์จะไปเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น หรือต้องการจะศึกษาเล่าเรียนเพื่อจะนําไปสู่ ตลาดแรงงานในอนาคตเด็กก็มีข้อมูลไม่มาก เนื่องจากว่าครูแนะแนวของเราไม่ค่อยได้รับ การส่งเสริมการพัฒนา อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ ๑ ที่ขออนุญาตฝากด้วยความเป็นห่วงเป็นใย

เรื่องที่ ๒ เรื่องการโฆษณาชวนเชื่อเกินความเป็นจริงของสถานศึกษาเอกชน ยิ่งวันนี้ในร่างพระราชบัญญัติที่บอกว่าโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนสามารถที่จะใช้ชื่อ คําว่า วิทยาลัย ได้ อันนี้เป็นเรื่องที่กระผมเองกริ่งเกรงว่าอาจจะทําให้เกิดประเด็นซ้ําซ้อน ขึ้นมาเหมือนกับสิ่งที่เรากําลังเป็นห่วงเป็นใยในขณะนี้ ตัวกระผมที่เป็นคณะกรรมาธิการ การสวัสดิการสังคมของสภาผู้แทนราษฎรได้เชิญผู้จัดการกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. นายแพทย์ธาดา มาร์ติน กับคณะ มาสนทนาธรรมอยู่หลายรอบว่าจะทําอย่างไร กับโรงเรียนเอกชนบางแห่งที่โฆษณาชวนเชื่อเกินความเป็นจริง เช่น บอกว่าถ้าหากศึกษา ในสถานศึกษาแห่งนี้สามารถได้รับสิทธิในการกู้เงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาทุกราย ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ถ้าโฆษณาอย่างนี้มันก็เหมือนกับเป็นการหลอกลวงประชาชน เป็นการหลอกลวงผู้ที่กําลังแสวงหาสถานศึกษา และในที่สุดเมื่อเข้าไปแล้วโควตา (Quota) ที่กระทรวงการคลังมอบให้คณะอนุกรรมการในชุดที่ ๑ ชุดที่ ๒ ไปดําเนินการปรากฏว่า ก็ต้องไปเกลี่ยเฉลี่ย ในที่สุดเด็กที่ได้รับการกู้ยืมไปก็ไม่พอกับค่าใช้จ่ายในชีวิตจริง อันนี้ก็เป็น ปัญหา ก็อยากจะได้เรียนฝากว่าทําอย่างไร อย่าให้สถานศึกษาเอกชนนั้นใช้ช่องทางในเรื่อง กยศ. กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาไปโฆษณาหาสมาชิกเกินไปจากความเป็นจริงที่สามารถจะ กระทําได้ อันนี้เป็นประเด็นที่ขอฝากไว้

เรื่องที่ ๓ ก็คงจะต้องเรียนผ่านท่านประธานไปก็คือ เรื่องโรงเรียนเอกชน ประเภท ๒ ภาษา หรือไบลิงกัว (Bilingual) ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่สังคมกําลังเป็นที่นิยมตลอดไป จนถึงเรื่องโรงเรียนนานาชาติ ผมมีความเป็นห่วงเป็นใยครับว่าโรงเรียนทั้ง ๒ ประเภทนี้ โรงเรียน ๒ ภาษาก็ดี โรงเรียนนานาชาติก็ดี ทําอย่างไรครับที่เราจะต้องดูกันถึงการควบคุม ติดตามประเมินผลกันในเรื่องของคุณภาพมาตรฐานของครูชาวต่างประเทศที่เขามาสอน ว่าคนเหล่านั้นเขามีวิชาชีพความเป็นครูจริงหรือเปล่า หรือเป็นฝรั่งตกงานเข้ามาทัวร์ริสต์ (Tourism) ในเมืองไทยแล้วเราก็เวิร์ค เพอร์มิท (Work Permit) ออกไปเพื่อให้เขามีงานทํา ในที่สุดก็เหมือนกับสมรู้ร่วมคิดกันในการมาหลอกลวงผู้ปกครองเอาสิ่งที่ไม่มีคุณภาพมาให้กับ ลูกหลานของพวกเรา นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมมีความเป็นห่วงเป็นใยตลอดไปจนกระทั่งถึง โรงเรียนอีพี (EP) โรงเรียนหลักสูตรอิงลิช โปรแกรม (English Program) ที่อยู่ในสังกัดของ สพฐ. ก็เช่นเดียวกัน ผมได้มีโอกาสเข้าไปรับข้อมูลจากโรงเรียนต่าง ๆ เหล่านี้มา ก็ไม่มี มาตรฐานในการคัดคนเข้าสู่ระบบการเป็นครู เพียงแต่ถือพาสปอร์ต (Passport) ฝรั่งชาวต่างชาติ หรือว่าเป็นคนฟิลิปปินส์ หรือว่าเป็นคนที่เขาพูดภาษาอังกฤษ ในชีวิตประจําวันเราก็รับเข้ามา แล้วก็เก็บค่าเทอมเขาในราคาเทอมหนึ่ง ๓๐,๐๐๐ บาท ๓๕,๐๐๐ บาท ๔๐,๐๐๐ บาท ซึ่งผมคิดว่าเมื่ออินพุท (Input) ของไม่ดีเข้ามาแล้ว เอาท์พุท (Output) เอาท์คัม (Outcome) ที่จะออกไปจากการศึกษาระบบนี้มันจะสูญเปล่า มันจะไม่เป็นไปตามความประสงค์ของผู้ปกครองและสังคมที่ตั้งความปรารถนาไว้ เช่นเดียวกันครับในเรื่องของโรงเรียนนานาชาติซึ่งวันนี้ไฮโซ (Hi-so) คนกลุ่มบนในสังคม นิยมที่จะส่งบุตรหลานไปเรียนในโรงเรียนนานาชาติ แต่วันนี้เรื่องของวัฒนธรรมไทย เรื่องของเอกลักษณ์ไทย อัตลักษณ์ไทย เรื่องอย่างนี้ทําอย่างไรที่จะได้มีการกวดขันดูแลกัน อย่างใกล้ชิด ไม่ใช่ปล่อยให้เด็กมัธยมไปยืนกอดจูบพลอดรักกันอยู่ตามมุมห้องหรือว่าบริเวณ สนามหญ้าของโรงเรียน สิ่งเหล่านี้มันเป็นเรื่องที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมคงจะช่วยกันดูแล ใช่ว่าเมื่อปล่อยให้เป็นการศึกษาเสรีแล้วเขาจะทําอย่างไรจะบริหารจัดการอย่างไร ก็สุดแล้วแต่ตามยถากรรม ตามเวรตามกรรมอันนั้นคงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องที่กระผม นํากราบเรียนทั้งหมดนี้ก็เพื่อสะท้อนให้คณะกรรมาธิการวิสามัญตลอดจนท่านรัฐมนตรี ซึ่งเป็นครูโดยจิตวิญญาณของท่าน ก็คงจะได้ช่วยดูแลเรื่องการศึกษาเอกชนให้มีคุณภาพ มีมาตรฐานให้ดียิ่งขึ้น แต่ที่สําคัญที่สุดก็คือว่าวันนี้โครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ ในอดีต สช. มีฐานะเป็นกรม ก็มีการดูแลกํากับการบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด แต่วันนี้ มีสถานะเป็นหน่วยงานที่เป็นติ่ง เหมือนเป็นไส้ติ่งอยู่ส่วนหนึ่งของอวัยวะในร่างกาย ที่ไปผูกมัดอยู่กับ สป. สํานักงานปลัดกระทรวง ความเป็นเอกราช ความเป็นอิสระ ความคล่องตัวในการที่จะทํางานดูแลการศึกษาเอกชน ในขณะนี้ไม่มีใครหรอกครับอยากจะ ไปอยู่ที่ สช. ในที่สุดคุณภาพมาตรฐานที่เราพึงประสงค์ เมื่อขาดการมอนิเตอร์ริ่ง (Monitoring) การตรวจสอบติดตามอย่างใกล้ชิดจากหน่วยงานของรัฐ วันนี้ความหวังของ พี่น้องประชาชนที่ฝากไว้กับโรงเรียนเอกชนมันก็ต้องมีปัญหาอย่างแน่นอน อันนี้ต้องฝาก ท่านรัฐมนตรี ว่าจะยกเครื่องจะปรับปรุงกระบวนการอย่างไรในอนาคตก็ขอให้ท่าน ได้ดําเนินการหาช่องทางแต่สิ่งหนึ่งที่พูดมาทั้งหมดไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้ดูแล โรงเรียนเอกชน ผมต้องขอขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขอบพระคุณ ท่านรัฐมนตรีชินวรณ์ บุณยเกียรติ ที่ดูแลเอาใจใส่ในส่วนนโยบายเรื่องการเรียนฟรีมีคุณภาพ มาตรฐาน ๑๕ ปี ที่ให้ผู้ปกครองรับภาระเพียง ๓๐ เปอร์เซ็นต์จากค่าใช้จ่ายในการเรียน ในโรงเรียนเอกชน โดยรัฐยื่นมือไปรับผิดชอบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นการ แก้ไขปัญหาสังคมและเป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ถูกต้องที่สุดครับ เป็นการช่วยแบ่งเบา ภาระของผู้ปกครองในวันนี้ ก็ต้องขออนุญาตให้เครดิตรัฐบาล

เรื่องที่ ๔ เรื่องโรงเรียนเอกชนการกุศลที่เป็นของมูลนิธิ ผมคิดว่าโรงเรียน ประเภทนี้ควรจะได้รับการส่งเสริมสนับสนุนให้มากขึ้น เพราะว่าไม่มีบุคคลใดจะนําเอาไป เป็นผลประโยชน์ส่วนตนได้

เรื่องที่ ๕ เรื่องการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์เป็นเอกลักษณ์ ของตนเอง มีความเป็นพิเศษที่นอกเหนือไปจากคนอื่น ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อสักครู่ได้อภิปรายถึงเรื่องโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในภาคใต้ ผมคิดว่าช่องทางนี้เป็นช่องทางที่จะนําประโยชน์มาสู่ความสันติสุขในบ้านเมืองได้ แต่ข้อสําคัญคือโรงเรียนเหล่านั้นต้องประกาศตัวในความเป็นไทย เรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ ถ้าโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาในภาคใต้ประกาศตนเองชัดเจนว่าที่ได้ให้บริการกับสังคม อย่างมีคุณภาพมีมาตรฐานในทุกวันนี้ เพราะรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยเป็นผู้ดูแล สนับสนุนไม่ใช่บอกว่าโรงเรียนหามาเอง ถ้าพูดว่าโรงเรียนหามาเองความรู้สึกนิยมในความ เป็นไทยมันไม่เกิดขึ้น วันนี้เราต้องพูดตรงไปตรงมาครับว่าปัญหาในภาคใต้ส่วนหนึ่ง ก็คือ เนื่องจากว่าผู้บริหารโรงเรียนและครูในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามไม่ได้สําแดงตน ในการเป็นทรัพยากรของประเทศไทยอย่างจริงจัง แล้วก็ไม่ได้ทําความเข้าใจกับผู้ปกครอง และนักเรียนว่าทั้งหลายทั้งปวงที่เขาได้ประโยชน์นั้นจากรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยทั้งสิ้น ไม่ว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี อย่าไปคิดว่าโรงเรียนแสวงหาได้เอง ในสมัยก่อนที่เรา แก้ระเบียบเงินอุดหนุนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในสมัยรัฐบาลชวน ๑ ท่านสัมพันธ์ ทองสมัคร เป็นรัฐมนตรีว่าการ ก็ลงนามในระเบียบไปว่าโรงเรียนใดที่มีมาตรฐานคุณภาพ การศึกษาที่ดีแล้ว ยกระดับฐานะการอุดหนุนจากโรงเรียนตามมาตรา ๑๕ (๒) ของ พ.ร.บ. โรงเรียนเอกชน ปี ๒๕๒๕ เป็นโรงเรียนตามมาตรา ๑๕ (๑) ก็ได้คุณประโยชน์กับโรงเรียน แล้วก็อานิสงส์ตกทอดไปถึงนักเรียน วันนี้การแก้ไขปัญหาในภาคใต้ ท่านประธานที่เคารพ โรงเรียนเอกชนเหล่านี้ถ้าช่วยบ้านเมืองช่วยได้เยอะ โรงเรียนหนึ่งมีนักเรียน ๗,๐๐๐ คนก็มี ๖,๐๐๐ คนก็มี ๕,๐๐๐ กว่าคนก็มาก คนเหล่านี้ถ้าหากว่าช่วยเหลือประเทศไทยโดยใจสุจริต ไม่ต้องช่วยเหลือรัฐบาลครับ ช่วยเหลือประเทศไทย ช่วยเหลือแผ่นดินทองขวานทองแห่งนี้ ผมเชื่อมั่นว่าจะแก้ไขปัญหาวิกฤติได้มากเหลือเกิน พวกอาร์เคเค (RKK) ทั้งหลายอดีตก็คือ ลูกศิษย์ของโรงเรียนเหล่านี้ เพราะฉะนั้นทําอย่างไรจะให้โรงเรียนเหล่านี้ได้มีส่วนในการ ช่วยเหลือบ้านเมือง จังหวัดนราธิวาสมีโรงเรียนมัธยมของรัฐเพียง ๑๘ โรงเรียน มีโรงเรียน มัธยมสังกัด สช. โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจํานวน ๘๐ โรงเรียน ถ้าคน ๘๐ โรงเรียนช่วยกัน ผมเชื่อมั่นเหลือเกินครับว่าวันนี้จังหวัดนราธิวาสก็ดี จังหวัดยะลาก็ดี จังหวัดปัตตานีก็ดี จะแก้ไขปัญหาได้มาก กําลังตํารวจ ทหารเข้าไปไม่ถึงทุกหมู่บ้านหรอก ครับ แต่ทรัพยากรเหล่านี้มีอยู่ทุกหมู่บ้าน โรงเรียนเหล่านี้ได้เงินจากกระทรวงศึกษาธิการไป ซื้อรถบัสไปตระเวนรับนักเรียนในสวนยาง เข้าไปในภูเขา ในควน เพื่อจะเอาทรัพยากร เหล่านั้นออกมาเรียน ทําอย่างไรที่จะให้เขาได้รับรู้ว่าประเทศไทยมีความปรารถนาดีต่อเขา มีความเอื้ออาทรต่อเขาทําอย่างไรให้เขาคิดว่าประเทศไทย คนพุทธทุกคนก็เป็นมิตรกับเขา สิ่งเหล่าผมคิดว่ามันเป็นช่องทางที่โรงเรียนเอกชนทุกระบบจะต้องมีส่วนช่วยในการรักษา บ้านเมืองนี้ให้มีความสุขแล้วก็มีความวัฒนาถาวรต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ ท่านประธาน