สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๙ มีนาคม ๒๕๕๔

ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง หารือเรื่องพระราชบัญญัติว่าด้วยโรงเรียนเอกชน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของโรงเรียนเอกชนในประวัติศาสตร์การศึกษาของประเทศไทย และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการส่งเสริมการศึกษาในภาคเอกชน

นายชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ชัยนาท

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยนาท พรรคเพื่อไทย ต้องขออนุญาตกราบขอบคุณท่านประธานเป็นอย่างยิ่งครับ ต้องขออนุญาตกราบเรียน อย่างนี้ครับว่าในวันนี้เราได้พิจารณากันในเรื่องของพระราชบัญญัติว่าด้วยโรงเรียนเอกชน คือต้องพูดกันตรง ๆ ว่าโรงเรียนเอกชนนั้นมีมาก่อนโรงเรียนภาครัฐเรา เพราะว่าการเรียน การสอนนั้น หรือการส่งเสริมนั้นภาคเอกชนได้ส่งเสริมทางการศึกษามาก่อนที่รัฐบาล จะดําเนินการ ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ของการศึกษาในประเทศไทย จากการส่งเสริมของ นักการศึกษาในประเทศตะวันตกได้มาขยายการศึกษาในประเทศไทย ผมเองได้มีโอกาส ไปเรียนหนังสือในโรงเรียนเอกชนเช่นเดียวกัน อย่างวันก่อนผมได้กล่าวก็ต้องเรียนว่า ภาคเอกชนบางท่านได้ส่งเสริมการศึกษาโดยแท้ โดยเฉพาะผู้ที่มาจากในภาคตะวันตก ของโลกเรา มาส่งเสริมทางการศึกษาให้กับประเทศไทย แล้วก็จนกระทั่งประเทศไทยได้รับ การศึกษาที่เพิ่มเติมยิ่งขึ้น ผมเองต้องขออนุญาตกราบเรียนผมเองได้ลงเรียนอยู่ที่เชียงใหม่ โรงเรียนปรินส์รอยแเยลส์วิทยาลัย พ่อครูแฮริส ก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่เป็นมิชชันเนอรี่ (Missionary) ได้มาส่งเสริมการศึกษาที่ประเทศไทย นับถึงวันนี้เป็น ๑๐๐ กว่าปีแล้ว ต้องเรียนว่าท่านมานั้นก็เอาเงินทองมาแล้วก็มาส่งเสริม ไม่ได้เอากลับไปสักบาทหนึ่ง นั่นคือ เอกชนที่ตั้งใจในการที่จะให้การศึกษากับลูกหลาน โดยไม่ได้คิดว่าลูกหลานนั้นเป็น ชนชาติเดียวกันหรือเปล่า แต่ถือว่าเป็นมนุษย์โลกเดียวกัน แล้วก็พร้อมที่จะให้การศึกษา ต้องขออนุญาตนะครับ หลักการและวิธีการหรือเหตุผลนั้นก็ต้องมาบอกว่ามันอยู่ที่เราพร้อม จะลดภาระภาครัฐหรือไม่ รัฐต้องการที่จะขยายอํานาจการปกครองหรือเปล่า ต้องการที่จะ ปกครองชนทุกชั้นหรือเปล่า ถ้าเราคิดว่าความรู้ที่เขามี กิจการที่เขามี แล้วก็จะเป็นปัญหา ต่อรัฐ รัฐก็ต้องเข้าไปควบคุมทุกอย่าง ถ้าอย่างนี้ก็ต้องบอกว่าแนวคิดหรือวิธีการของรัฐ ท่านก็ต้องคิดว่าคนอื่นเลวหมด ท่านดีอยู่คนเดียว ทําไมไม่ให้เขาคิดทําของเขาเอง ทําไมไม่ทําให้ รัฐนั้นลดภาระ อะไรที่พอจะช่วยเหลือได้ก็ช่วยเหลือ ที่กล่าวไปทั้งหมดนี้ไม่ได้ว่าท่านรัฐมนตรี นะครับ เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีจะหาว่าผมกล่าวว่าท่าน หมายถึงพูดถึงหลักการ แนวคิด วิธีการ เพราะฉะนั้นตรงนี้เราก็ต้องมาบอกว่าเราจะลดภาระภาครัฐหรือไม่ ให้เอกชนเขาได้ส่งเสริม ตัวเอง ได้ให้เขาปกครองตนเอง ได้ขยายตัวเองให้เป็นคณะกรรมการในการจัดการศึกษา ในภาคเอกชนขึ้นมาแข่งกับรัฐได้ไหม หรือกลัวว่าเอกชนจะทําดีกว่าภาครัฐ แนวคิดทั้งหมด ทั้งหลายจะดีกว่าหรือไม่ดีกว่านั้น ล้วนแต่ทําให้ประเทศไทยหรือสังคมไทยมันดีขึ้นใช่หรือไม่ นั่นคือคําตอบ แน่นอนที่สุดครับ ภาคเอกชนเขาก็ต้องหาวิธีที่จะแข่งขันกับภาครัฐในเมื่อ ภาครัฐนั้นมีโอกาสในการที่จะได้งบประมาณในการส่งเสริม ก็ขออนุญาตไปเร็วนิดหนึ่งครับ ตรงนั้นก็ต้องมาบอกว่าเราต้องสร้างสํานักงานหรือไม่ ให้กับการศึกษาภาคเอกชนให้เขา ปกครองตนเอง โดยที่รัฐเข้าไปดูแลในบางเรื่อง บางสิ่ง บางอย่าง ให้เขามีคณะกรรมการ ตนเอง ปกครองตนเอง โดยภาครัฐไม่ต้องเข้าไปยุ่งได้ไหม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมีคณะกรรมการ ทางการศึกษาในการวัดมาตรฐาน อย่างนี้ก็น่าจะเพียงพอในแนวคิดของผมนะครับ นี่ก็ขอฝากไว้ เพราะว่าโรงเรียนเอกชนมีเยอะนะครับ แล้วก็ผมเชื่อว่าความรู้ความสามารถ เขามีมาก การแข่งขันในระบบทางการศึกษา ผมคิดว่าโรงเรียนภาคเอกชนก็เป็นหนึ่ง เช่นเดียวกับภาครัฐก็เป็นหนึ่งเช่นเดียวกันครับ ไม่มีใครด้อยกว่ากัน ที่ด้อยกว่ากันนั้น เป็นเพราะว่าโอกาส เป็นเพราะงบประมาณในจํานวนที่น้อย ผมขออนุญาตกราบเรียน ไปเรื่องงบประมาณในการส่งเสริม ท่านรัฐมนตรีก็ดีครับ พอดีเจ้าหน้าที่เขาไปเซิร์ท (Search) ข้อมูลให้ ก็ต้องเรียนว่าอย่างนี้ครับ ระเบียบการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการท่านก็ไป ส่งงบประมาณเพิ่มขึ้นให้โรงเรียนภาคเอกชน แล้วก็ภาครัฐปรับใหม่ ดีครับ แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขออนุญาตกราบเรียนครับว่าอนุบาล ๑,๗๐๐ บาท ประถม ๑,๙๐๐ บาท มัธยมต้น ๓,๕๐๐ บาท มัธยมปลาย ๓,๘๐๐ บาท ขออนุญาตกราบเรียนครับ ตัวเลขนี้ต้องบอกว่าไม่ว่า ภาคเอกชนหรือภาครัฐบาล ผมว่าน้อยไปครับท่านประธาน ที่บอกว่าน้อยไปนี้ไม่ใช่ว่าผมอยู่ ฝ่ายค้านแล้วบอกน้อยไป เอาความเป็นจริงครับ ผอ. โรงเรียนแต่ละ ผอ. บริหารอย่างไร ไม่ว่าภาครัฐ ภาคเอกชน ผมคิดว่าบีบรัดจนเรียกว่าไม่มีก็ต้องขอบริจาค แล้วท่านก็บอกว่า ฝากไม่ได้ นักเรียนฝากไม่ได้อีก โรงเรียนก็ต้องไปพึ่งพากับอะไร ไปพึ่งพากับศิษย์เก่า ศิษย์เก่าก็ต้องเป็นตัวหา เป็นคนดําเนินการ ไม่อย่างนั้นโรงเรียนก็แย่ มาตรฐานก็ขาด ทําให้ชื่อเสียงไม่มี คนที่เสียหน้าที่สุดผมคิดว่าไม่ใช่ท่านรัฐมนตรีครับ ตอนนี้ถ้าเราพูดกันไปนี้ การศึกษาประเทศไทยเรามาตรฐานลดลงนะครับ ลดลงไม่ใช่เป็นเพราะเด็กนะครับ แต่เป็น เพราะว่าในส่วนของการสนับสนุนนั้นเรามีน้อยเกินไปหรือเปล่า ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานครับว่าในเรื่องของงบประมาณนี้ความแตกต่างมัธยมศึกษาตอนต้นกับ มัธยมศึกษาตอนปลาย มัธยมศึกษาตอนต้นกับมัธยมศึกษาตอนปลายนี้ท่านไปดูนะครับ ๓,๕๐๐ บาท กับ ๓,๘๐๐ บาทนี้ผมคิดว่ามันต่างกันมากนะครับ มัธยมตอนต้นกับมัธยมตอนปลายนี้เรียนคนละเรื่องนะครับท่านประธาน แต่งบประมาณนี้ ต่างกันแค่ ๓๐๐ บาทเท่านั้นเอง ๓,๕๐๐ บาทกับ ๓,๘๐๐ บาท ท่านประธานมันต่างกันแค่ ๓๐๐ บาทเอง ในขณะเดียวกันผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานนิดหนึ่งครับ ในเรื่องนี้ ท่านประธานครับ ผมเองอยากจะพูดเรื่องนี้ก็เพราะว่าอยากจะเห็นการศึกษาของประเทศไทย เรานี้ให้มีความก้าวกระโดดให้มันทัดเทียมกับนานาชาติหรือของโลกให้ได้ อยากจะเรียนอย่าง นี้ว่าโดยเฉพาะโรงเรียนขยายโอกาสที่ไปสร้างกันไว้เยอะแยะหมด ขยายโอกาสที่นั่นที่นี่ โรงเรียนมัธยมหรือโรงเรียนประถมในตัวเมือง ถ้าท่านเอาหลักคิดมาคิดในตัวเมืองที่มีห้องเต็ม ในขณะนี้ห้องเต็ม เต็มจนกระทั่งอัดขยายเป็น ๔๐ คน ๔๕ คน เป็น ๕๐ คน ๕๓ คน ๕๕ คน ท่านก็เอาจํานวนต่อหัวมาคิด แล้วก็มาแบ่งเจียดจ่ายค่าใช้จ่ายครูอะไรก็ตามแต่ มันก็ ลดจํานวนได้ แต่ท่านลงไปดูโรงเรียนขยายโอกาสสิครับ หรือโรงเรียนที่อยู่ในภาคที่โรงเรียน ชั้นที่มันไม่เต็ม มี ๑๕ คน มี ๑๐ คน มี ๑๒ คน มี ๒๕ คน อย่างนี้ถามคําถามว่าแล้วจะ บริหารกันอย่างไร คุณภาพจะเอาตรงไหน สิ่งเหล่านี้ต้องบอกว่ามันไม่ใช่ต่อหัวต่อคนเท่านั้น ท่านประธาน หลักคิดและวิธีการคิดก็คงต้องบอกว่าเราจะทําอย่างไรให้เด็กนั้นได้มีโอกาส ศึกษาให้มันเต็มจํานวนในเรื่องของการที่ขยาย ในเรื่องของความรู้ ความสามารถ สิ่งเหล่านี้ คือฝากท่านรัฐมนตรีไปดําเนินการเสียด้วยในเรื่องของค่าใช้จ่ายเหล่านี้ เพราะฉะนั้น ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองคงขออนุญาตกราบเรียนท่านไว้ พอสมควร แต่ขออนุญาตอย่างนี้นะครับ ขอกลับมานิดหนึ่งครับท่านประธาน ความจริง ก็เร่งรีบนะครับ ส่วน ปวช. นั้นได้ ๖,๕๐๐ บาท ได้ ๔,๙๐๐ บาท ได้ ๕,๕๐๐ บาท ได้๖,๒๐๐ บาท ได้ ๕,๙๐๐ บาท บางที่ได้ ๑๑,๙๐๐ บาท สิ่งเหล่านี้นะครับ คําถามคือเราให้ ความแตกต่างอย่างนี้ได้อย่างไร คือถ้าเราจะให้มัธยมนี่ ปวช. มันต้องเทียบเท่ากัน เมื่อมัน เทียบเท่ากันก็ต้องให้จํานวนให้เต็ม สมมุติว่า ปวช. ได้ไปสัก ๖,๐๐๐ บาท มัธยมศึกษา ตอนปลายก็ต้อง ๖,๐๐๐ บาทเหมือนกัน เพราะเรียนเท่ากันครับ มันต้องเท่ากันสิครับ ไม่เท่ากันผมก็ไม่เข้าใจครับ แล้วเด็กเหล่านี้ผมขออนุญาตกราบเรียนครับ มัธยมศึกษาตอนปลายเราก็ต้องบอกว่ามันมีทั้งเรียนที่จะต้องไปใช้ในระดับปริญญาตรีที่สูงขึ้น เพื่อที่จะเป็นผู้บริหาร พูดง่าย ๆ โดยสรุปก็คือเป็นครูบาอาจารย์ เป็นผู้บริหาร เป็นอะไรก็ตามแต่ ในระดับมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เราไม่ส่งเสริมคนนั้นคนนี้ แต่ว่าเราต้องส่งเสริมให้เสมอเหมือนกัน สิ่งเหล่านี้ก็ขออนุญาตฝากท่านรัฐมนตรีไว้นะครับว่าขอให้เท่ากันครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน เอาเท่านี้แล้วกันครับ