สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๙ มีนาคม ๒๕๕๔

อภิชาต การิกาญจน์ เสนอแนะแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาเอกชน เพื่อเสริมศึกษาทั้งในระดับอาชีวศึกษา และระดับอาชีพ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้เวลาในการเรียนที่เหมาะสม การดูแลความปลอดภัยในชีวิตของนักเรียน และความร่วมมือระหว่างรัฐและภาคเอกชนในการสร้างคุณภาพการศึกษา

นายอภิชาต การิกาญจน์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายอภิชาต การิกาญจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ผมมีประเด็นเกี่ยวกับ พ.ร.บ. การศึกษาเอกชนอยู่ ด้วยเห็นว่า เป็นความจําเป็นที่จะต้องดําเนินการในการแก้ไขในหลายมาตรา เพราะว่าภาคเอกชนเข้ามา มีส่วนในการจัดการศึกษาเพื่อเสริมรัฐในทุกระดับ ทั้งในระดับก่อนประถมศึกษา ระดับ ประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา และระดับอาชีวศึกษา การแก้ไข พ.ร.บ. ในครั้งนี้ มันครอบคลุมหลัก ๆ ในหลายมาตรา แต่ผมจะแสดงความคิดเห็นเรื่องเดียว คือการจัดการ การอาชีวศึกษาเอกชน ด้วยเห็นว่าแนวโน้มหลักในวันข้างหน้าที่เราอยากเห็นการจัด การศึกษาที่สมดุลระหว่างการศึกษาสายสามัญกับสายอาชีพเป็นแนวโน้มหลักที่จําเป็น ที่กระทรวงศึกษาธิการจะต้องดําเนินการให้เกิดขึ้น ด้วยเหตุว่าในปีหน้าจะมีผู้จบปริญญาตรี ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คน จะมีอัตรารองรับในการทํางานประมาณ ๓๐,๐๐๐ อัตรา นั่นหมายความว่าผู้ที่เรียนสายสามัญจบปริญญาตรีในทุกสาขา ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และ ด้านสังคมศาสตร์จะมีงานทําในอัตราส่วน ๑๐ คนจะมีคนมีงานทําเพียง ๓ คน แต่ถ้ามามอง แนวโน้มในด้านการอาชีวศึกษาผู้ที่จบ ปวช. และ ปวส. ที่ผลิตได้ทั้งหมดขณะนี้ ทั้งในส่วน ของโรงเรียนในสังกัดของสํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาของรัฐบาลและโรงเรียน อาชีวศึกษาของเอกชนนี้ ผลิตทั้ง ปวช. และปวส. ได้ไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ผมคิดว่า อัตราส่วนจะอยู่ประมาณ ๔๓ เปอร์เซ็นต์นะครับ เพราะฉะนั้นความจําเป็นที่เราจะต้องทําให้ การศึกษาทางด้านการอาชีวศึกษาหรือด้านอาชีพนี้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากขณะนี้เป็นสายสามัญ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ สายอาชีพ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ จะมาเป็น ๕๐ : ๕๐ หรือจะมาเป็น ๔๐ : ๖๐ จึงเป็นความจําเป็นที่จะต้องทําให้เกิดขึ้นให้ได้ ถามว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ยากหรือไม่ อาจจะเป็นเรื่องยาก แต่เป็นสิ่งที่ต้องทํา การโน้มน้าวใจ การจูงใจให้บุตรหลานของเรา ได้มาเรียนทางด้านสายอาชีพนี้ก็เป็นความจําเป็นที่ต้องทําให้เกิดขึ้น ในมาตรา ๗ ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้เขามีมาตรการในการจูงใจ ซึ่งผมจะขออนุญาตพูดถึงนะครับว่า มาตรการในการจูงใจ ก็คือกําหนดให้โรงเรียนในระบบที่จัดการศึกษาอาชีวศึกษา ทั้งระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพและระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงใช้คําว่า วิทยาลัย การอาชีวศึกษา แทนคําว่า โรงเรียน เพื่อให้ชื่อของโรงเรียนที่จัดการศึกษาประเภท อาชีวศึกษาสอดคล้องกับหลักสูตรที่จัดการเรียนการสอน และไม่ขัดหรือแย้งกับ พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ ที่กําหนดให้สถาบันอุดมศึกษาเอกชน ที่สอนระดับปริญญาตรีใช้ชื่อว่า วิทยาลัย มองดูแล้วอาจจะเป็นเรื่องผิวเผินว่าแค่เปลี่ยนชื่อนี้ มันจะจูงใจได้ระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ผมคิดว่า พ.ร.บ. นี้ควรจะก้าวไปให้ลึกก็คือเราจะทําอย่างไร ให้เราสามารถสร้างคุณภาพในการจัดการเรียนการสอนในระดับวิชาชีพอย่างแท้จริง สิ่งที่เป็นปัญหาที่เราไม่สามารถจะจูงใจให้ผู้เรียนมาเรียนวิชาชีพมันมีปัญหาอยู่ ๒-๓ ประเด็น

ปัญหาประเด็นที่ ๑ เป็นเรื่องแก้ยากมาก เพราะเป็นค่านิยมในสังคมไทย ที่อยากให้บุตรหลานของเราได้เรียนต่อจนถึงระดับปริญญาตรี การเรียนสายอาชีพจะเป็นขั้น เป็นตอน จบ ปวช. ๓ ปี เรียนต่อ ปวส. อีก ๒ ปี การไปเรียนต่อในระดับปริญญาตรี ๒ ปี ขณะนี้ สํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเขายุบหลักสูตร ๒ ปีไปหมดนะครับ ไม่ว่าจะ เป็นราชมงคล ไม่ว่าจะเป็นพระจอมเกล้าจะใช้หลักสูตร ๔ ปีทั้งหมด นั่นหมายความว่า จะรับผู้เรียนที่จบ ปวช. เข้าไปเรียนรวด ๔ ปี ถามว่าเขายุบเลิกหลักสูตรต่อเนื่องจริงหรือไม่ ถ้าเขาตอบเขาจะบอกว่าไม่ได้ยุบเลิก แต่ใช้การเทียบโอนรายวิชา การเทียบโอนรายวิชา จะไม่มีนักเรียนคนใดหรือนักศึกษาคนใดที่จบ ปวส. แล้วเรียนต่อ ๒ ปีจะจบปริญญาตรี ทางด้านช่างนะครับ อาจจะใช้เวลา ๒ ปีครึ่ง หรือ ๓ ปีถึงจะเรียนจบ เพราะฉะนั้นจึงเห็นว่า ผู้ที่จบ ปวส. ขณะนี้ไปเรียนทางด้านอื่น ทางด้านสังคมศาสตร์ซึ่งไม่ได้เป็นวิชาชีพที่เรียนมา ตั้งแต่ต้นตั้งแต่ ปวช. ปวส. นะครับ ไปเรียนด้านสังคมศาสตร์ ไปเรียนด้านอื่น คือเรียน ด้านไหนก็ได้ที่สามารจะจบปริญญาตรีได้ ซึ่งน่าเสียดายว่าแรงงานเหล่านี้ควรจะเป็นแรงงาน ที่มีคุณภาพมีความเพียบพร้อมมากขึ้น เพราะเมื่อจบ ปวช. จบ ปวส. แล้ว มีประสบการณ์ ในการทํางานแล้วไปเรียนต่อ

ปัญหาประเด็นที่ ๒ ที่เราไม่สามารถจูงใจให้ลูกหลานหรือคนรุ่นใหม่ไปเรียน วิชาชีพได้ ก็คือความปลอดภัยในชีวิต อันนี้เป็นเรื่องหนักกว่าเรื่องแรกนะครับ พ.ร.บ. การศึกษาเอกชนในการดูแลสถาบันอาชีวศึกษาเอกชน เราจะทําอย่างไรที่ให้ทุกโรงเรียน ที่ตั้งขึ้นนี้ตั้งขึ้นด้วยความพร้อมที่จะดูแลความปลอดภัยในชีวิตของลูกหลานของเราได้ ไม่ใช่ส่งลูกไปเรียนแล้วไม่แน่ใจว่าออกจากบ้านตอนเช้า แล้วตอนเย็นจะมีชีวิตกลับมาบ้าน หรือไม่ สิ่งเหล่านี้สําคัญกว่าการเปลี่ยนจากโรงเรียนเป็นวิทยาลัยอาชีวศึกษาหลายพัน หลายหมื่นเท่า แสดงว่าความบกพร่องในการอนุญาตให้จัดตั้ง ในการดูแลความพร้อม ของนักเรียนที่จะเรียนวิชาช่าง ซึ่งต้องอยู่กับของหนัก ๆ อยู่กับเสียงดัง จําเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีพื้นที่ว่าง มีกิจกรรมที่ดี มีกิจกรรมที่สามารถผ่อนคลายในเรื่องหนัก ๆ ที่เขาเรียน เขาจะได้มีชีวิตที่สามารถสร้างทักษะทางด้านอาชีพได้อย่างแท้จริง

ปัญหาประเด็นที่ ๓ เราจะทําอย่างไรทุกสถาบันที่เกี่ยวข้องกับการสร้างนั้น ต้องเน้นว่านอกเหนือจากวิชาการที่เราได้จัดให้ วิชาชีพเป็นความจําเป็นที่นักเรียนที่เรียน ทางด้านอาชีวศึกษาจะต้องสร้างทักษะได้อย่างแท้จริง มีความมุ่งมั่นในการศึกษา มีความมุ่งมั่นในการเรียน มีเป้าหมายของชีวิตว่าเมื่อจบแล้วมีคนมารับเราไปจากที่นี่เข้าสู่ สถานที่ทํางาน มีการฝึกงาน มีเป้าหมายของชีวิต ถามว่าโรงเรียนเอกชนเหล่านี้มีหรือไม่ ที่ ประสบความสําเร็จ มีหลายที่ครับ อาชีวะดอนบอสโกเป็นตัวอย่างหนึ่งที่มีปัญหาเรื่องการ ทะเลาะวิวาทน้อยมาก เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงหรือการแก้ไข พ.ร.บ. ควรจะมี ข้อกําหนดที่กําหนดถึงภาระหน้าที่ที่จะสามารถสร้างเสริมคุณค่าของผู้เรียนได้อย่างแท้จริง มากกว่าการเปลี่ยนแปลงเพียงชื่อ เราถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการโน้มน้าวที่จะให้ผู้เรียน ไปเรียนมากขึ้น ปัญหาในเรื่องของการที่จะทําให้โรงเรียนของเอกชนเข้ามามีส่วนในการ เสริมสร้างการจัดการศึกษาของรัฐ เราต้องยอมรับว่าโรงเรียนเอกชนก็ผ่านยุคที่เคยรุ่งโรจน์ แล้วก็วูบลงไป แล้วก็กลับขึ้นมาอีก ถ้าเราจํากันได้สมัยที่เราเป็นเด็กนะครับ พวกเราจะอยู่ ในครอบครัวที่ไปเรียนในโรงเรียนเอกชนเป็นเรื่องหลัก เพราะว่าครู อาจารย์ ในยุคนั้น ครูเก่ง ๆ ที่มาสอนนี้ส่วนใหญ่จะเป็นครูในโรงเรียนเอกชน แต่หลังจากปี ๒๕๒๐ ผมคิดว่า เป็นช่วงการเปิดกว้างขนานใหญ่ในการบรรจุครูที่จบระดับ ปริญญาตรีทางการศึกษา เข้าไปเป็นครู อาจารย์ ในสังกัดของกระทรวงศึกษาธิการ ทําให้ โรงเรียนเอกชนหลายที่หย่อนลงไป ปิดกิจการไป แต่กลับมายุคหลังผมคิดว่าการดูแลในเรื่อง การจัดสรรเงินอุดหนุนจาก ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ขึ้นมาเป็นร้อยละ ๗๐ ก็ทําให้โรงเรียนเอกชน ในทุกระดับกลับฟื้นตัวขึ้นมา แล้วก็มีชีวิตชีวาที่จะร่วมกันจัดการศึกษาของชาติ ตามบทบัญญัติ ตามรัฐธรรมนูญ และตามแนวทางของแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ สิ่งเหล่านี้เป็นวงจรที่มีขึ้นมีลง แต่การจะให้ความร่วมมือในการจัดการศึกษาของ ภาคเอกชน การแก้ไข พ.ร.บ. การศึกษาเอกชนฉบับนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ผมเชื่อว่าจะเป็นการ เติมเต็มในการที่จะทําให้ทั้ง ๒ ฝ่าย คือทั้งฝ่ายรัฐและภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมในการ สรรค์สร้างคุณภาพการศึกษาในทุกระดับที่เป็นความรับผิดชอบตาม พ.ร.บ. นี้อย่างแท้จริง