วิชาญ มีนชัยนันท์ เสนอพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชนฉบับแก้ไขเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยมีจุดเน้นในการดูแลและสนับสนุนโรงเรียนเอกชนในการพัฒนาและสร้างเสริมสิ่งปลูกสร้าง บุคลากร และทรัพย์สิน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการหักเงินกองทุนและหลักเกณฑ์การกู้ยืมเงินในระบบภาคเอกชน เพื่อให้มีความเป็นธรรมและถูกต้องในการดำเนินการ และยังหารือเรื่องกฎหมายการศึกษาที่จะถ่ายโอนหนี้สินและทรัพย์สินของโรงเรียนเอกชนให้กับภาครัฐ โดยเรียกร้องให้รัฐมีเงินสนับสนุนเพื่อดูแลการศึกษา นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการถ่ายโอนทรัพย์สินของโรงเรียนเอกชน และเรียกร้องให้รัฐมนตรีเปลี่ยนแปลงกฎหมายเพื่อให้โรงเรียนเอกชนมีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ
ท่านประธานสภาที่เคารพ วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชนฉบับที่ได้รับการดูแลแก้ไขนะครับ เพราะว่าเป็นการแก้ไข จากปี ๒๕๕๐ ซึ่งถือว่ามันเป็นปัญหากับบรรดาผู้ประกอบการโรงเรียนเอกชน เพราะเนื่องจากว่าโรงเรียนทุกโรงเรียนนั้นพอเห็นร่างครั้งแรกก็สับสนว่าการที่จะถ่ายโอน หรือการตั้งนิติบุคคลของโรงเรียนเกิดขึ้นภายใต้พระราชบัญญัติ ก็เกิดปัญหาความสับสนกันว่า ทรัพย์สินหรือสิ่งของต่าง ๆ มันจะไปอยู่ที่ไหน แต่เมื่อมีความชัดเจนขึ้นแล้วก็มีการพูดคุยกัน ในระดับต่อมา จึงทําให้การวิตกกังวลในเบื้องต้นหายไป แต่ที่ผมเรียนนะครับไม่ใช่ทั้งหมด ท่านประธานครับ ผมยังต้องขออนุญาตว่าสิ่งที่ได้ดําเนินการเพิ่มเติมและแก้ไข ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มันต้องดูครอบคลุมนะครับว่าในมาตรา ๒๗ การดําเนินการ ของภาครัฐและการกําหนดในหน่วยงานที่จะส่งเสริมการศึกษาเอกชน ต้องให้เข้าถึงในเรื่อง ของปัญหาก่อน สิ่งหนึ่งผมเรียนว่าการที่ให้โรงเรียนเอกชนนั้นเป็นโรงเรียนช่วยเสริม แล้วก็ให้สร้าง คือเสริมในที่นี้หมายถึงว่าเฉพาะในส่วนของโรงเรียนที่เป็นหลัก ๆ ของโรงเรียนในภาครัฐ โดยการดูแลโดยตรง ในขณะวันนี้มันเต็มและมันแน่น ก็เลยต้องมีโรงเรียนเอกชนเกิดขึ้น ทีนี้ถามว่าเราอุดหนุนเงินให้กับเอกชนส่วนหนึ่งต้องดูว่าเราอุดหนุนแล้วมันเพียงพอไหม เพราะโรงเรียนเหล่านี้จะต้องเป็นโรงเรียนที่จะต้องขยายโอกาส แล้วก็เป็นโรงเรียนซึ่งจะต้อง คิดเทียบว่าโรงเรียนเหล่านี้สร้างเสริมในเรื่องของหลักวิชาความรู้นอกเหนือจากของภาครัฐ ซึ่งมีกฎเกณฑ์กติกาที่ต่างกัน ดังนั้นในเรื่องของการที่จะกระจายหรือการให้ตั้งหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องขึ้นมา จะเป็นนิติบุคคลก็ตามมันต้องประกอบไปด้วยองค์ความรู้หรือคน ที่เกี่ยวข้องที่สามารถที่จะพัฒนาควบคู่กันไปกับธุรกิจของเขาได้ แต่ถ้าพัฒนาไม่ได้นะครับ ในส่วนของกฎหมายที่จะตั้งขึ้นมาโดยคณะกรรมาธิการท่านต้องไปดูในรายละเอียด แล้วต้อง ลึกลงไปถึงกฎหมายลูกที่จะบังคับใช้ ผมเป็นห่วงตรงนี้ครับ เพราะว่าหลายคนที่เป็นเจ้าของ ธุรกิจเขาเกรงว่าธุรกิจที่เขาสร้างมาจากเล็กมาถึงใหญ่วันนี้กําลังมีปัญหา ส่วนหนึ่งเรื่อง การโอนทรัพย์สินหรือเรื่องของการจัดตั้งนิติบุคคลโดยเปลี่ยนผ่านจากผู้ถือใบอนุญาต ในวันนี้ต้องถามว่าถ้าโดยวิธีการหลักการแล้วก็คือการพัฒนาไปสู่ระบบที่ภาครัฐเองต้องการ คือเข้าไปดูแลควบคุมอีกทางหนึ่ง แต่ในมุมกลับกันเราจะมีวิธีการอย่างไรไหมครับว่าถ้าเกิด การพัฒนาตรงนั้นวันนี้จ่ายแค่รายหัว พอหรือไม่พอไม่รู้คุณไปเรียกเก็บเอาในอัตรา บางคนบอกว่าเรียกเก็บเกินจากตรงนี้ไม่ได้ เพราะกฎหมายควบคุม จะมีทางไหมครับว่า ถ้าเขาจะพัฒนาโรงเรียนในลักษณะของการดูแลที่มากกว่าปกติ จะเขียนเป็นรายละเอียด แล้วส่งเสนอเข้าไปในคณะกรรมการให้คณะกรรมการได้สามารถดูว่าโรงเรียนดังกล่าวนี้ สามารถพัฒนาไปสู่แนวทางวิชาการได้มากขึ้นหรือเปล่า จึงต้องใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือ มากขึ้น เช่น บางโรงเรียนอย่างเช่นโรงเรียนในกลุ่มอัสสัมชัญเขามีองค์ความรู้ทางด้านครู และบุคลากรพอสมควร แล้วก็เป็นแนวทางในการนําในวิชาต่าง ๆ เช่น วิชาภาษาอังกฤษ หรือวิชาวิทยาศาสตร์ที่ทําให้ประเทศของเราได้รับการประกาศยกย่องว่าโรงเรียนเหล่านี้ ไปประกวดทีไรมักจะได้เหรียญกลับมา ทางฟิสิกส์ (Physics) ทางคณิตศาสตร์ ทีนี้ถามว่า ถ้าเกิดการศึกษาดังกล่าวนี้มันต้องมีลักษณะของการเอื้อประโยชน์ คือการเพิ่มเติมในเรื่อง ของการเก็บเงิน ซึ่งผมเรียนว่าวันนี้โรงเรียนเหล่านี้เขาช่วยเหลือตัวเอง พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู เขาส่งเสริมสนับสนุนไป ในเรื่องนี้ต้องดูแล้วว่าเพิ่มเติม ไม่ใช่บอกว่าเราจะไปดูเฉพาะในเรื่อง ของการถ่ายโอน เรื่องของทรัพย์ เรื่องของที่ดิน เรื่องของสิ่งปลูกสร้าง เรื่องของบุคลากร เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้มันต้องเป็นองค์ประกอบควบคู่กันไป
อีกส่วนหนึ่งนะครับท่านประธาน เรื่องกองทุนที่เกิดขึ้นที่จะต้องมีการหัก แล้วก็บอกว่าในส่วนของกําไรสุทธิ สมมุติว่า ๑๐๐ บาท จะหักต่อเมื่อการเริ่มต้นไม่เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ที่จะมาตั้งกองทุนนี้ อันนี้เป็นส่วนสําคัญนะครับท่านประธาน กองทุนดังกล่าวนี้ สามารถที่จะให้กู้ยืมเงินในระบบของภาคเอกชนได้หรือเปล่า ถ้ากู้ยืมเงินได้หลักเกณฑ์จะทํา อย่างไร เพราะหลักเกณฑ์ดังกล่าวนี้มันหมายถึงว่าคนที่จะใช้และเข้าระบบนี้คือเป็นคนที่จะ พิจารณา เพราะตอนนี้ท่านตั้งให้เกิดเป็นลักษณะของการดูแลที่เท่าเทียมกับอธิบดีคือ คณะกรรมการส่งเสริมศึกษาเอกชนมีฐานะเทียบเท่ากับอธิบดี เพราะฉะนั้นตําแหน่ง เลขาธิการของคณะกรรมการชุดนี้ที่จะเกิดขึ้นมาใหม่มันจะต้องครอบคลุมถึงอีกแท่งหนึ่ง ของการพิจารณา และการพิจารณานั้นมันเกี่ยวข้องกับเงินของเขาที่เขาจะต้องถูกหักแล้วตั้ง เป็นกองทุนในการชดเชยหรือดูแลในการกู้ ผมเป็นห่วงว่าลักษณะของการดําเนินการ ในเรื่องดังกล่าวนี้จะมีการดําเนินการในลักษณะอย่างไรเพื่อความเป็นธรรมและถูกต้อง เช่น โรงเรียนใหญ่มันก็ต้องหักเข้าเงินกองทุนเยอะ โรงเรียนเล็กลงไปกองทุนก็อาจจะได้รับเงิน สนับสนุนน้อย แต่การกู้นี้จะกู้ในลักษณะอย่างไรและให้การสนับสนุนแบบไหน อันนี้เป็น ประเด็นนะครับ
อีกส่วนหนึ่งเราต้องยอมรับครับว่าครูบาอาจารย์วันนี้เราขาดทั้งระบบนะครับ ในนี้บอกว่าจะต้องจัด นอกจากการกําหนดให้มีการโอนบรรดาทรัพย์สิน หนี้สินข้าราชการ ลูกจ้าง เงินงบประมาณในส่วนต่าง ๆ ของสถานศึกษาเอกชนเข้ามา อันนี้จะรวมถึงในเรื่อง ของตําแหน่งครูต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่าในตําแหน่งอัตราเหล่านี้ ถ้ามองว่ากลุ่มครูเหล่านี้ ไม่ใช่ข้าราชการโดยตรง แต่ถ้าเกิด พ.ร.บ. ฉบับนี้ ซึ่งผมจะให้ดูว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้พอเกิดปุ๊บ ท่านจะมีอะไรที่ยึดโยงเป็นสิ่งที่จะทําให้กลุ่มครูเหล่านี้ซึ่งเป็นครูเอกชนสามารถที่จะยืนอยู่ ในตัวเองได้ เพราะวันนี้กฎหมายฉบับนี้เพียงแต่ว่าถ่ายโอน ดูแล ควบคุม สนับสนุนนี้รายหัว เท่ากันอยู่แล้วครับ แต่อย่าลืมว่ารัฐเองต้องดูแลการศึกษาทั้งระบบ ถ้าขาดเอกชนก็ไปไม่รอด เหมือนกัน เพราะวันนี้การศึกษาฟรี ๑๕ ปีมันไม่ได้ฟรีจริง ทุกคนทราบนะครับ แล้วก็มีการ เก็บเงิน ฉะนั้นเอกชนเองก็เป็นหน่วยหนึ่งซึ่งบอกกล่าวได้เลยว่าเก็บเงินจริง ๆ ครับ ฉะนั้นการศึกษาถ้าไปครอบคลุมการเรียนของรัฐที่ประกาศชัดว่า ๑๕ ปีนั้น มันไม่ได้ ครอบคลุมถึงเอกชน แต่ต้องให้ช่องว่างตรงนี้สามารถตอบสังคมได้ โดยเฉพาะครูซึ่งเป็น บุคลากร มีการแย่งชิงครูกันครับ ผมเรียนท่านประธานว่ากลุ่มครูที่ภาคเอกชนเขาดูแลอยู่นี้ ลื่นไหลไปสู่ภาครัฐ พร้อมทั้งภาครัฐเองเวลาเออลิ (Early) ไปหรือขาดก็ไม่ได้บรรจุกลับเข้ามา บางทีในช่วงเวลาที่ดึงครูนี้ ดึงเอาดื้อ ๆ ครับท่านประธาน ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เดือนกรกฎาคม เดือนสิงหาคม กําลังสอนอยู่เขาเปิดบรรจุครูของภาครัฐ ก็ไปบอกกล่าว เพราะเขาต้องการความมั่นคง ฉะนั้นมันมีผลกระทบครับว่าถ้ากลุ่มครูเอกชนภายใต้ พ.ร.บ. ฉบับนี้มีการถ่ายโอนจริง มีการดูแลจริง ต้องเขียนให้ชัดครับ ต้องเพิ่มเติมว่าจะได้รับอะไร ที่เป็นสวัสดิการนอกเหนือจากเงินเดือนที่เป็นอัตราจ้าง และคิดเทียบเคียงกับที่เราอนุมัติเงิน ไปในลักษณะของครูทั้งประเทศว่ามีแท่งเท่าไร เป็นครูผู้ช่วย ครูชํานาญการ ครูอะไร เหล่านี้ ต้องเทียบเคียงให้ได้นะครับ เพราะท่านเองกําลังดึงกลุ่มครูในภาคเอกชนให้เท่าเทียมกัน ภายใต้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ อีกส่วนหนึ่งท่านประธานครับ เป็นเรื่องของกําไร ผมคิดว่าวันนี้ถ้าท่าน บอกว่า การจัดแบ่งนี้ ๖๐ : ๔๐ ถ้าคิดเทียบนะครับ ซึ่งก็ยังถกกันไม่ลงตัวเท่าไร เขาบอกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์นี้ หลังจาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ที่มีกําไร เอา ๖๐ เปอร์เซ็นต์นี้คืนกลับไปในการ พัฒนาดูแลโรงเรียน ๔๐ เปอร์เซ็นต์นี้เอาไปแบ่งให้คณะกรรมการหรือนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นนี้ คนที่เป็นเจ้าของโรงเรียน ท่านประธานเองเป็นเจ้าของโรงเรียนหรือเปล่าผมไม่ทราบนะครับ เราเป็นเจ้าของธุรกิจเราลงทุนมา กว่าจะสร้างชื่อเสียงมา บางโรงเรียน ๔๐-๕๐ ปีครับ บางโรงเรียนต้องกู้หนี้ยืมสินมา สุดท้ายวันนี้หนี้สินก็ยังไม่หมดหรอกครับ ถามว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะไปคืนชําระหนี้หรือถ่ายโอนหนี้มาแล้วจะทําอย่างไร แล้วถ้ามีเงินเหลือนี้ เหลือจากการ ชําระหนี้ ถ้ามันไม่เหลือทําอย่างไร นี่เป็นปัญหานะครับ ไม่เหลือเป็นอย่างไร โบนัส ของครูจะทําอย่างไร เพราะมันมีส่วนต่างที่เกิดขึ้นโดยการจัดตั้งองค์กรนี้ขึ้นมา อันนี้น่าคิด นะครับ ครูจะมีความรู้สึกอย่างไร บางโรงเรียนเป็นโรงเรียนเอกชนที่เป็นโรงเรียน ๒ ภาษา เขาลงทุนเป็น ๑๐๐ ล้านบาท เขามีสเตทเมนท์ (Statement) การกู้ จ่ายเป็นเทอม เมื่อโอน ทรัพย์สิน หนี้สินก็ตามไปด้วย เราจะจ่ายอย่างไร เราจะดูแลอย่างไร แล้วกองทุนที่จัดเก็บนี้ จะเก็บจากสุทธิที่ผมกล่าวถึงนะครับ หักไม่เกิน ๐-๓ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานคิดว่าถ้าเขา เป็นหนี้อยู่เขาจะมีเงินกองทุนส่งหรือเปล่า แล้วถ้าเป็นหนี้มาก ๆ เราจะมีเงินไปอุดหนุน หรือเปล่า อันนี้เป็นประเด็นนะครับว่าจะจัดอย่างไรให้มันเข้าระบบในการที่จะช่วยกันดูแล ยังมีอีกส่วนหนึ่งนะครับ โรงเรียนเอกชนเป็นโรงเรียนนําร่องเรื่องด้อยโอกาส วันนี้ภาครัฐเอง ต้องยอมรับว่าสร้างปัญหาพอสมควร ท่านรัฐมนตรีมาพอดี ไม่ได้อุดหนุนให้เท่าที่ควร ท่านบอกว่าต้องส่งเสริมการเรียนให้เท่าเทียมกัน คําว่า เท่าเทียมกัน ท่านไม่ได้บอกนะครับ คนด้อยโอกาส เด็กพิการ เด็กชาวเขา หรือเด็กที่อยู่ในที่ต่าง ๆ โรงเรียนรัฐบางทีไปไม่ถึงครับ แต่กลุ่มเอกชน กลุ่มมูลนิธิต่าง ๆ ที่เขาไปทํานี้ ถ้ากลุ่มมูลนิธิต้องถ่ายโอนหรือเปล่า เพราะเขาเป็นนิติบุคคลอยู่แล้ว อันนี้ก็เป็นข้อสงสัยนะครับ จะถ่ายโอนได้อย่างไร แล้ววิธีการ ดําเนินการอย่างไร เพราะบางมูลนิธินั้นไปเช่าที่วัด ไปเช่าที่ของภาครัฐ แล้วจะเอาทรัพย์ ของเขาไปเข้ากับส่วนนี้ได้อย่างไร จะยกเว้นหรือเปล่า แล้วดําเนินการกลุ่มด้อยโอกาส พวกซ้ําซ้อน พวกออทิสติก (Autistic) นี้ต้องใช้ครูจํานวนมาก มากว่าปกติครับ ผมเข้าไป ในบางโรงเรียน อย่างโรงเรียนแถวมีนบุรี โรงเรียนมีนประสาทวิทยา แต่ก่อนรับเด็กออทิสติก เดี๋ยวนี้ลดลงมาครับ เพราะพอเด็กโตขึ้นวิวัฒนาการจากอนุบาลที่เขามาฝากประถมแล้วไปสู่ ระดับมัธยมบางทีเขารับไม่ได้ เพราะวิชาการที่จะดูแลเด็กถ่ายโอนให้ความรู้มันต้องมีครู ที่เป็นครูผู้เชี่ยวชาญ ครูชํานาญการในการสอนต่าง ๆ เหล่านี้ที่จะต้องเข้าไปดูแลกลุ่มเด็ก เหล่านี้ ไม่ใช่ครูคนเดียวที่จะไปสอนนะครับ มันมากกว่า ๑ คน คืออาจจะ ๒ คน หรือ ๓ คน หรือต้องเฝ้าระวังถ้าเขามีลักษณะที่เป็นมากเกินไป ดังนั้นเงินในการให้การสนับสนุนในส่วนนี้ จะทําอย่างไร เพราะถ้ากลุ่มเหล่านี้เป็นเด็กที่ต้องยอมรับว่าเป็นทรัพยากรบุคคลของแผ่นดิน ถ้าเขาไม่ได้รับการดูแลเบื้องต้นตั้งแต่เริ่มจนกระทั่งสามารถที่จะอยู่ร่วมกันในสังคม อาจจะประกอบวิชาชีพด้วยซ้ํา ท่านประธานครับ ผมต้องฝากว่าคณะกรรมาธิการเอง หรือท่านรัฐมนตรีเองคงจะต้องเป็นประธานในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ด้วยหรือเปล่า แต่คงต้องมี รัฐมนตรี ต้องฝากว่าในเรื่องของเงินกองทุนจะช่วยสนับสนุนได้หรือเปล่า และรายหัวในส่วน ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้อาจจะไม่มีเขียน แต่มันกระทบในเรื่องของการถ่ายโอนตรงนี้ เพราะว่า เป็นบุคลากรส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนของครู ทั้งในส่วนของทรัพย์สินต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านต้องเอาให้มันเข้ากันได้นะครับ และโรงเรียนเหล่านี้ถ้ามีการถ่ายโอนจริง พวกมูลนิธิที่มี การเช่าที่ดินจะถ่ายโอนได้หรือเปล่า การจัดตั้งกองทุนจะรวมถึงการกู้แล้วหักส่วนนี้ออกก่อน หรือเปล่า ถึงจะไปหัก ๓ เปอร์เซ็นต์ใส่ลงไปในกองทุน รวมถึงเงินที่ได้ ๔๐ : ๖๐ จะแบ่ง อย่างไร ซึ่งจะมีปัญหาตามมานะครับ
อีกส่วนหนึ่งท่านบอกว่าไม่ได้เสียค่าธรรมเนียมในการถ่ายโอนถ้าเกิด ยกเลิกกิจการของโรงเรียนไป จะคืนทรัพย์สินถ่ายกลับไปให้กับเจ้าของผู้รับใบอนุญาต ตรงนี้เป็นปัญหาอีกครับ การรับใบอนุญาตเดี๋ยวนี้ไปขึ้นอย่างนี้ครับ ก็คือผู้ที่จะต้องมีการ สําเร็จวิชาชีพทางครูอยู่ส่วนหนึ่งและมีการผ่านการอบรมอะไรหลาย ๆ อย่าง แต่การรับ ใบอนุญาตในอดีต บางคนรับใบอนุญาต เขารับใบอนุญาตการจัดตั้งโรงเรียน คือเป็นเจ้าของ เจ้าของที่ดิน เจ้าของอะไร เดี๋ยวนี้เริ่มต่างแล้ว เพราะจะต้องรู้ เพราะฉะนั้น พ.ร.บ. บางที ก็เขียนว่างไว้ว่าเมื่อคนรับใบอนุญาตเป็นองค์ความรู้ที่ออกไป ก็เลยทําให้ใบอนุญาตค้าง หรือห่างไว้ เขาก็เลยให้ครูซึ่งบางทียังไม่ได้อบรมอะไรเอามาเป็นผู้รับใบอนุญาต ตรงนี้ครับ ท่านประธาน พอเวลาเราออกกฎหมายปุ๊บ พวกกลุ่มเหล่านี้จะเป็นผู้รับใบอนุญาต แล้วต้อง มีองค์ประกอบที่จะต้องถ่ายโอนให้ครบกับผู้รับใบอนุญาต เหมือนกับว่าเขาเป็นเจ้าของ หรือเปล่า แล้วพอเวลาถ่ายโอนกลับถ้าเกิดโรงเรียนมันหายหรือทรัพย์สินมีการแบ่ง ยกตัวอย่างโรงเรียนในอดีตนะครับ โรงเรียนปานะพันธุ์วิทยาอยู่ ๆ ก็หายไปเลยกลายเป็น ศูนย์การค้าไป กลายเป็นแหล่งอื่น เขาก็เกิดปัญหา ถ้าเกิดมีในขณะนี้นี่ทรัพย์ต่าง ๆ เหล่านี้จะแก้อย่างไร คนรับใบอนุญาตจะทําอย่างไร นิติบุคคลที่จัดตั้งนี้จะมีปัญหาหรือเปล่า มันล้วนแล้วแต่เป็นปัญหา ซึ่งผมเองคิดว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ดูเหมือนว่าจะดี แต่อาจจะต้องไปสนับสนุนภาคเอกชนให้สามารถดําเนินธุรกิจได้ แล้วเพิ่มอัตราเงินที่มากกว่า ท่านประธานครับ ผมใช้คําว่า มากกว่า นะครับ เพราะตอนนี้ ท่านทํากําไรเขาหายไปนะครับ แล้วท่านมีข้อแม้ว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ แล้วไม่จําเป็น หรอกครับที่จะต้องพัฒนาตลอด บางทีโรงเรียนมันอยู่ตัวแล้ว การใช้จ่ายไม่ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เขาก็สามารถพัฒนาได้ บางทีเขาคิดว่าโครงการเขาอยากจะขยายโรงเรียน เพราะเอาส่วน ๖๐ เปอร์เซ็นต์นี้ ใช้แค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ อีก ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ เอาไปขยาย โรงเรียนจะทําได้หรือเปล่า นี่เป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะถ้าขาดโรงเรียนเอกชนเหล่านี้ ท่านประธานครับ ผลสัมฤทธิ์ของคนที่จะต้องศึกษาตอนนี้อยู่ในระบบประมาณสัก ๑๑-๑๒ ล้านคน ท่านจะทําอย่างไร ๑๑-๑๒ ล้านคนนี้แยกเป็นโรงเรียนเอกชนเท่าไร ถ้าโรงเรียนเอกชนเหล่านี้ขาดสภาพคล่องจากการที่จะต้องมีการถ่ายโอนทั้งทรัพย์สิน หนี้สิน และหนี้สินที่จะเกิดขึ้นมาใหม่ในการกู้นี้ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ นี่ครับมันจะมีปัญหา โรงเรียนใหญ่ ๆ ผมไม่เป็นห่วงครับ แต่เป็นห่วงโรงเรียนเล็ก ๆ แต่โรงเรียนใหญ่ ๆ ก็น่าวิตก ว่าเขาสร้าง อย่างโรงเรียนอัสสัมชัญ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน โรงเรียนเซนต์คาเบรียล เป็นร้อย ๆ ปีครับท่านประธาน โรงเรียนเหล่านี้นี่เป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียง การตั้ง คณะกรรมการการถ่ายโอนจะเป็นอย่างไร ไม่ยุ่งเหยิงหรือครับ ทรัพย์นอกจากตัวอาคาร สถานที่โรงเรียนแล้ว เขามีทรัพย์ข้างนอกอีกครับท่านประธาน ที่เขาใส่ชื่อไว้เป็นส่วนรวม สมมุติว่าเขาจะไปซื้อที่ดินเตรียมไว้เพื่อขยายโรงเรียน ๑ ๒ ๓ ต้องมีอยู่ในนี้หรือเปล่า ดึงมาหรือเปล่า และหนี้ที่เขาเกิดขึ้นจะหักถ่ายโอนอย่างไร นี่ต้องคิดเป็นระบบนะครับ ครูบาอาจารย์จะเอาอย่างไร ถ้าท่านจะทําให้แข็งแรงท่านต้องดูทั้งระบบว่าครูเหล่านี้ จะมีมาตรฐานเดียวกับครูอัตราจ้างของรัฐหรือเปล่า ไม่ใช่บอกว่าเงินเดือนพยายามปรับ ให้เขาสูงขึ้น แต่ท่านก็ไปบอกว่าโรงเรียนต้องรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องเติมก็คือ เอาเงินจากกองทุนไปเติมในส่วนที่ขาดได้หรือเปล่า จะขยายไปได้หรือเปล่า หรือจะกู้ แค่กู้ ถ้ากู้อย่างเดียวก็แสดงว่าเขาเป็นหนี้ เพราะเขาต้องเอาเงินส่วน ๔๐ เปอร์เซ็นต์มาเติม ที่เป็นตัวกําไรเขาก็กําไรน้อยลง เพราะโดนหัก ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก่อนหน้านี้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ถูกหักไปอีกประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขพวกนี้เป็นตัวเลขเชิงคณิตศาสตร์ แต่เป็นตัวเลข ที่จะต้องวิเคราะห์เป็นเศรษฐศาสตร์ได้ ถึงผลประกอบการของเขา ถ้าเขาทําไม่ได้ ท่านประธานครับ ถ้าเกิดกฎหมายฉบับนี้ออกมาไปทําให้เขากระทบ วันนี้มีเพื่อนที่เป็น เจ้าของโรงเรียนกําลังเลิกธุรกิจกิจการนี้ลงอีกเยอะมากพอสมควร มีการแพลน (Plan) งาน ที่จะขยายก็ลดลง โรงเรียนบางโรงเรียนมีงานที่จะต้องทําในเรื่องของการเป็นเลิศในทาง วิชาการ ในเรื่องของวิทยาศาสตร์ ในเรื่องของเคมี ในเรื่องของฟิสิกส์ ในเรื่องของคณิตศาสตร์ ในเรื่องของภาษาต่าง ๆ ที่จะต้องเพิ่มมากขึ้นเขาเริ่มชะลอแล้ว ถ้าตอบไม่ได้ผมว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ต้องไปนับหนึ่งใหม่ เพราะเป็นการแก้ไขปี ๒๕๕๐ ซึ่งมันมีปัญหาครับท่านประธาน ท่านรัฐมนตรีอย่าเพิ่งส่ายหน้าครับ ผมคิดว่ากระบวนการดังกล่าวที่ท่านวาดฝันไว้ว่า ๑๕ ปี เรียนฟรีนี่มันไม่ฟรี และตรงนี้ยิ่งเพิ่มเงื่อนไขมายิ่งหนักกว่าเก่า ท่านต้องไปเปลี่ยนนะครับ ท่านประธานฝากท่านรัฐมนตรีนะครับ เรียนไม่ฟรีนะครับ แล้วก็ในส่วนของการเรียน โดยเฉพาะเอกชนเขามีการเก็บเงินนี้ต้องไม่รวม เพราะรัฐบาลบอกว่าเรียนฟรี ๑๕ ปี ต้องแยกด้วย ถ้าไม่แยกไม่ได้ เพราะผมถือว่าท่านอธิบายความในเรื่องของนโยบายผิดพลาด ทําให้ประชาชนสับสนและเข้าใจผิด และผมเป็นห่วงภายใต้กฎหมายฉบับนี้ที่ผมได้กราบเรียน มานี้ ผมเห็นว่าถ้าจะดําเนินการภายใต้การแก้ไขในลักษณะอย่างนี้ ต้องพิจารณาให้รอบคอบ แล้วก็พิจารณาในเรื่องของกฎหมายอย่างเดียวไม่พอนะครับ ต้องพิจารณาสู่การปฏิบัติ เป็นหมวด ๆ เป็นข้อ ๆ ดังนั้นในการจัดคณะกรรมาธิการชุดนี้ ผมแนะนํานิดหนึ่งครับว่า ต้องแยกการพิจารณาส่วนหนึ่งกับคณะกรรมาธิการที่ลงสู่การปฏิบัติ วิธีการต่าง ๆ ให้ข้อเท็จจริง โดยเฉพาะในเรื่องของครูซึ่งอาจจะมีปัญหา เพราะตอนนี้ครูของเอกชนก็ขาด อยู่แล้ว ครูรัฐก็ขาด แต่ครูรัฐขาดเพราะว่าไม่เพิ่มอัตรา ไม่เอาอัตราเพิ่มให้เขา นักการภารโรง ต่าง ๆ ขาดหมด แต่เปรียบเทียบกันแล้ว ครูอัตราจ้างของเอกชนอัตราเงินเดือนต่ํากว่าครูรัฐ เพราะฉะนั้นเมื่อครูรัฐเองอัตราเงินเดือนปรับใหม่สูง เขาก็จะดึงครูเอกชนเข้าไปบรรจุ ตรงนี้ ก็ขาดอีก แล้วเขาสร้างขึ้นมากว่าจะได้นะครับ กว่าจะอบรม กว่าจะอะไรขึ้นมา ท่านรัฐมนตรี ต้องดูทั้ง ๒ ระบบ จะทําอย่างไรถ้าเกิดจะทําให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้มันดี ก็ต้องเพิ่ม แล้วก็ สนับสนุนเงินให้สูงกว่าของทางรัฐบาล เพราะรัฐบาลนั้นมีเงินอุดหนุนอาคาร มีเงินอุดหนุน ในการสร้างต่าง ๆ มากกว่านะครับ ภายใต้ พ.ร.บ. โรงเรียนเอกชนก็อุดหนุนได้ เพราะวันที่แล้ว ยังอุดหนุนเงินให้เอกชนทางภาคใต้ที่เกิดพายุ ท่านยังเอาไปซ่อมภูมิทัศน์ไปทําอะไร ตั้งเยอะแยะ ดังนั้นถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกมาต้องเทียบเคียงให้ได้ เพราะถูกถ่ายโอนเข้าไปอยู่ ในส่วนของรัฐแล้ว รัฐเป็นคนดูแล เพราะไปถ่ายโอนทรัพย์ของเขาไป เพราะฉะนั้นทรัพย์ที่ เมื่อมีคนถ่ายโอนเข้าไปอยู่ตรงนั้น ก็ต้องดูแลทรัพย์สินเขาได้ ต้องดูแลงบประมาณให้เขาได้ ต้องปรับปรุงให้เขาได้ แล้วก็ยังเป็นการเอาเงินเขาไปใช้อีกนะครับ กฎหมายฉบับนี้เหมือนกับ ว่าไปเอาเงินที่เขามีกําไรไปช่วยเขาดูแล ดึงเขาไปใช้อีก ๖๐ เปอร์เซ็นต์ และบอกว่าให้เขา ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ยังมีกองทุนที่ตั้งขึ้นมาอีก ๓ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นผมอธิบาย ทั้งระบบนี้ฝากคณะกรรมาธิการนะครับ นอกจากการพิจารณาในตัวกฎหมายแล้ว ต้องพิจารณาในเรื่องของวิธีการปฏิบัติของกฎหมายว่าจะทําได้จริงหรือเปล่า ถ้าทําไม่ได้จริง แล้วล้ม ระบบการศึกษาของประเทศจะเสียหาย แล้วก็จะเสียหายมาก ถ้าภาคเอกชนทั้งหมด เขาบอกเขาไม่เอาแล้ว ก่อนที่จะถ่ายโอนนี่เขาเลิกกิจการ เลิกใบอนุญาต แล้วขาย กลุ่มนักเรียนต่าง ๆ เหล่านี้ หรือชะลอตัวไม่รับนักเรียนเพิ่ม มันก็จะกระจุกกลับไปที่รัฐ อีกครับ พอกลับไปที่รัฐแล้วผมถามว่าวันนี้รัฐมีโรงเรียนรับได้หมดหรือเปล่า เดี๋ยวเทอม การศึกษาครั้งนี้จะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ เพราะรัฐบาลเอง ท่านรัฐมนตรีเองบอกว่าห้ามฝากเด็ก มันก็จะมีปัญหาละครับ ผมฝากเลยว่าถ้าฝากเด็กไม่ได้ กลุ่มคนที่จะมาสนับสนุนโรงเรียน ที่ความเป็นเลิศของท่าน ท่านไปดูตัวเลขสิครับ ค่าน้ํา ค่าไฟ ค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ค่าครูจ้าง ค่าอัตราจ้างต่าง ๆ ท่านก็ไม่ได้อุดหนุนเขาเต็มที่ โรงเรียน ๔,๐๐๐ คน ค่าใช้จ่าย สาธารณูปโภคเป็นล้านบาทครับ เฉพาะอินเทอร์เน็ต (Internet) นี้เป็นแสนบาทต่อปี ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ บาท บางโรงเรียนที่เขาใช้ระบบทั้งระบบ ท่านประธานครับ มันเป็น ส่วนที่ผกผันกันหมด แล้วถ้าเราไปทําให้ระบบเขาเสียในภาคเอกชนซึ่งเป็นภาคสนับสนุน เขาเสีย ภาครัฐรับไม่ได้ ทุกอย่างจะล้มหมดครับ เพราะฉะนั้น พ.ร.บ. ฉบับนี้สําคัญนะครับ ท่านประธาน ผมเกรงว่าแทนที่จะออกแล้วเกิดประโยชน์กลับได้ประโยชน์ด้านเดียว ในส่วนของรัฐบาล แต่เสียประโยชน์กับภาคเอกชน เพราะเขาเป็นธุรกิจ เมื่อเขามุ่งหวังกําไร เขากําไรไม่ได้ เขาก็ต้องพัฒนาการแข่งขันกันอยู่แล้ว เงินเขาไม่พอ เขาอาจจะหยุดหรือเลิก ธุรกิจ ผมเป็นห่วงครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะตั้งกรรมาธิการอย่างไรก็ต้องดูให้ชัด แต่ถ้าไม่ชัดผมว่า อย่าเพิ่งไปทําดีกว่านะครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ