สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๙ มีนาคม ๒๕๕๔

อนุรักษ์ บุญศล หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน และชี้ให้เห็นว่าระบบทุนนิยมจะเข้ามาแทรกแซงการตลาดในระบบการศึกษา

นางอนุรักษ์ บุญศล สกลนคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย วันนี้ร่างพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน (ฉบับที่..) พ.ศ. .... เข้าสู่การพิจารณา ดีใจนะคะ ดีใจแทนนักเรียน แทนครูโรงเรียนเอกชนทั้งประเทศ แล้วก็วันนี้นั้นต้องบอกว่า ครูใหญ่ของประเทศไทย ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ นั่งอยู่ตรงนี้รับทราบปัญหา ซึ่งสมาชิก หลาย ๆ ท่านก็คงจะสะท้อนปัญหาหลาย ๆ อย่างกับโรงเรียนเอกชน เพราะว่าจํานวน ประชากรนั้นมากเหลือเกิน จํานวนโรงเรียนทั้งหมดในขณะนี้ของโรงเรียนเอกชนทั้งประเทศ ๘,๕๖๔ โรงเรียน จํานวนนักเรียนทั้งหมด ๓,๗๙๘,๒๓๖ คน จํานวนครูทั้งหมด ๑๕๕,๑๑๒ คน เกือบ ๔ ,๐๐๐,๐๐๐ คน เอาจํานวนประชากรของนักเรียนเสียก่อนค่ะท่านประธาน ผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีที่เคารพคะ เอาจํานวนประชากรนักเรียน ๔,๐๐๐,๐๐๐ คน เป็นตัวเลขกลม ๆ ก่อนนะคะ ถ้า ๔,๐๐๐,๐๐๐ คนนี้คูณครอบครัวเข้าไปแค่ ๔ คน ๑๕ ล้านคนเลยนะคะ ถ้าบวกแค่คุณย่ากับคุณยายเข้าไปอีก คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ โรงเรียนเอกชนเป็น ๓๐ ล้านคนทันที นั่นก็คือครึ่งประเทศแล้วที่จะต้องเกี่ยวข้องกับ โรงเรียนเอกชน ฉะนั้นเราจะมองโรงเรียนเอกชนเฉพาะโรงเรียนที่ใหญ่ ๆ ไม่ได้ ดิฉันขออนุญาตเอ่ยนามโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งที่ใหญ่ ๆ ที่จะเป็นพาณิชย์มากเกินไปหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่ที่เจ้ากระทรวงจะต้องดูแล นั่นก็คือโรงเรียนปัญญาภิวัตน์ เทคโนธุรกิจ ที่มีนักเรียน นักศึกษาเกือบ ๑๐,๐๐๐ คน ตรงนี้เกือบ ๑๐,๐๐๐ คนนะคะ แล้วก็ถ้ามันเป็นเหมือนการค้า ของระบบโลจิสติกส์ (Logistics) เข้ามาแล้วเป็นทุนข้ามชาติเข้ามา โรงเรียนเอกชนที่เกิดขึ้น ที่บอกว่าจัดการศึกษาช่วยรัฐอย่างจริงใจ ต้องบอกว่าจัดการศึกษาช่วยรัฐอย่างจริงใจ จะมีผลกระทบอย่างแรงเลยทีเดียวถ้าเจ้ากระทรวงไม่ดูแลให้ดีในเรื่องของการค้าตรงนี้เข้ามา มันจะเป็นระบบทุนนิยมเข้ามาด้วย แล้วก็เมื่อมีระบบทุนนิยมตัวนี้เข้ามา ท่านประธานที่เคารพคะ มันมีเรื่องของการตลาดที่แยบยลเข้ามาเกาะเกี่ยวกับการศึกษา เข้าไปด้วย เมื่อมีตลาดใหญ่แบบนี้แล้ว น่ากลัวมาเลยทีเดียวนะคะ นี่จํานวนประชากร ๔,๐๐๐,๐๐๐ คน ถ้าครอบครัวหนึ่งรวมครอบครัวเข้าไป ๑๕ ล้านคน คูณให้เห็นเลย แล้วถ้าบวกย่ากับยายเข้าไปเท่านั้นเป็น ๓๐ ล้านคน ประเทศไทยเดี๋ยวนี้แค่ ๖๗ ล้านคนเท่านั้น ฉะนั้นเกือบจะทุกคนเกี่ยวข้องกับโรงเรียนเอกชนทั้งหมด แต่ดิฉันอ่านดูแล้ว ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ภายใต้รัฐธรรมนูญนี้ที่จะแก้ไขกันนี้ ได้ประโยชน์น้อยมาก ประโยชน์จะเกิดกับเจ้าของโรงเรียน ซึ่งมันก็เป็นผลสะท้อนกันต่อ ๆ ไปนะคะ ว่าเมื่อเกิดกับ เจ้าของโรงเรียนดีแล้ว อาจจะส่งผล อาจจะแค่นั้นนะคะ อาจจะส่งผลดีต่อครู ต่อนักเรียน เพราะว่าจะได้เปลี่ยนชื่อจากโรงเรียนเป็นวิทยาลัย แต่ทําไมไม่ไปมองที่จํานวนประชากร ก็คือนักเรียนและครู เอาครูก่อน โรงเรียนเอกชนจัดการศึกษาช่วยรัฐนี่ประเสริฐอยู่แล้ว ยิ่งไปดูโรงเรียนการศึกษาสงเคราะห์ ก็คือโรงเรียนมูลนิธิต่าง ๆ แล้วก็เป็นโรงเรียนสงเคราะห์ต่าง ๆ โรงเรียนเหล่านี้ ท่านประธานก็ทราบใช่ไหมคะ ท่านรัฐมนตรีก็ทราบว่าจะต้องโอนทรัพย์สิน มรดกทุกชิ้นโรงเรียนมูลนิธิเป็นของหลวง แล้วก็จะได้เท่ากับอุดหนุนรายหัวเท่ากับโรงเรียน ของรัฐ แต่จะต้องมอบสมบัตินั้นเป็นสมบัติของหลวงทุกชิ้น แต่ว่ารัฐไม่ได้จ่ายเงินเดือนให้ เป็นการจัดการที่จะต้องจ่ายเงินในโรงเรียน ในระบบของโรงเรียนเหมือนเดิม รัฐไม่ได้จ่ายให้ เห็นไหมคะ ตรงนี้นั้นก็ทําให้เกิดมองไปว่าการดูแลของภาครัฐภายใต้รัฐธรรมนูญเดียวกันนี้ เท่าเทียมกันหรือไม่ เพราะว่าการอุดหนุนรายหัวนั้นได้เท่านั้นก็จริง แต่ว่าจะต้องจัดการทุกอย่าง แล้วทีนี้ภาครัฐไม่ได้มีการดูแลในเรื่องของทุนที่ใหญ่ ๆ มหาศาล แล้วจะไปเบียดคนที่มี จิตวิญญาณของความเป็นครู อย่างไรจิตวิญญาณของความเป็นครูก็สู้ระบบทุนนิยมที่เข้าไป แทรกแซงการตลาดอย่างแยบยลในระบบการศึกษาไม่ได้อยู่แล้ว อันนี้ก็ฝากให้ครูใหญ่ ระดับประเทศ ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ดูแลให้ด้วย ทีนี้เรื่องของคุณครู ๑๕๕,๑๑๒ คนนี้ เป็นเรื่องที่ครูโรงเรียนเอกชนเหมือนทาสไหม ต้องถามว่าอย่างนั้น เป็นทาสทางการศึกษาหรือไม่ ต้องบอกว่าอย่างนั้น เพราะว่าสวัสดิการนี้มาจากเงินที่ครูโรงเรียนเอกชนเสียไปเอง ๓ เปอร์เซ็นต์ เจ้าของโรงเรียนเสีย ๓ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๖ เปอร์เซ็นต์ ดิฉันจะคํานวณคร่าว ๆ ให้ดูนะคะ ๑๕๐,๐๐๐ กว่าคน ครูโรงเรียนเอกชนนี้จะต้องเสียเงิน ๓ เปอร์เซ็นต์เข้ากองทุนสงเคราะห์ เดือนละ ๔๖,๕๓๓,๖๐๐ บาท เห็นไหมคะ ทีนี้เจ้าของโรงเรียนผู้รับใบอนุญาต เสีย ๓ เปอร์เซ็นต์ เดือนหนึ่งจะประมาณ ๙๒,๐๖๗,๒๐๐ บาท เป็นตัวเลขกลม ๆ ว่า ๖๒ ล้านบาทก็แล้วกันต่อเดือน แล้วทีนี้ปีหนึ่งเงิน ๖ เปอร์เซ็นต์ที่เสียเองของคุณครู ผู้น่าสงสารกับเจ้าของโรงเรียนที่แทบจะต่อลมหายใจกันไม่ถึงชนเดือน เป็น ๑,๑๐๔ ล้านบาทต่อปี ทีนี้เงินกองทุนสงเคราะห์นี้เอามาจัดสวัสดิการให้คุณครู ได้สวัสดิการเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ ๑๐๐,๐๐๐ บาทต่อปี ถ้าสมมุติว่าครอบครัวนั้นมีคนหนึ่ง สามี ภรรยา ใครคนใดคนหนึ่ง เป็นข้าราชการ จะต้องเอาสิทธิของตัวเองก่อน จะไปเอาสิทธิของข้าราชการไม่ได้ ถ้าเบิกหมด ๑๐๐,๐๐๐ บาท จะไปใช้สิทธิสามีไม่ได้ คุณจะต้องจ่ายเงินสด ตรงนี้สร้างความเจ็บปวด ให้กับครูโรงเรียนเอกชนมานักต่อนักแล้ว นี่หรือคะเรือจ้าง เรือจ้างชั้นสอง เหมือนรถ ปรับอากาศชั้นสองนั้นค่ะ คนไม่ค่อยใช้บริการ เพราะว่าถือว่ามือไม่ถึง อะไรประมาณนี้หรือไม่ อันนี้ต้องฝากเป็นข้อคิดอย่างดีทีเดียวให้กับครูใหญ่ระดับชาติของเรา ที่วันนี้มาสะท้อนปัญหา ให้ฟังนะคะ ทีนี้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท เบิกได้เฉพาะตัวเองเท่านั้น บางคนสามีเป็น อบต. ตัวเองเป็นครูโรงเรียนเอกชน แล้วก็มีลูกอีก ๒-๓ คน เวลาลูกเจ็บป่วยมา สามีเจ็บป่วย ก็ไม่สามารถที่จะเบิกได้ เห็นไหมคะ เบิกได้เฉพาะตนเองเท่านั้น แต่เมื่อก่อนนั้น ยังไม่ถึง สัก ๗ ปีให้หลัง โรงเรียนเอกชนได้สวัสดิการตัวนี้มา ๒๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น ครูได้เบิก ค่ารักษาพยาบาล ๒๐,๐๐๐ บาท แต่ว่าได้ทั้งครอบครัว เขามีความรู้สึกว่าเขาได้ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับครอบครัวเขาเองแล้ว สวัสดิการครูโรงเรียนเอกชน ฝากด้วยว่า จะต้องจัดการให้ดี ตอนนี้ครูโรงเรียนเอกชนฝากมาบอกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาท ให้สามีและลูก ให้ภรรยาและลูก ได้หรือไม่ อันนี้ร้องขอมา เพราะว่ามันเป็นเงินเขาเอง รัฐไม่ได้ช่วยสักสตางค์แดงเดียว ต้องบอกว่าอย่างนั้นนะคะ เงิน ๖ เปอร์เซ็นต์ ปีหนึ่ง ๑,๑๐๔ ล้านบาท ครูแสนกว่าคน ใครก็ทราบค่ะ รัฐไม่ได้ช่วยอะไรเขาเลย บางครั้งเขาบอกว่าเบิกค่ารักษาพยาบาล เบิกค่าเทอมบุตร เบิกค่านั้น เบิกค่านี้ นึกว่าเดี๋ยวนี้ไปเป็นครูโรงเรียนเอกชนก็ได้ เพราะว่ารัฐช่วย จริง ๆ ไม่ใช่ มาจากเงินสงเคราะห์ตัวนี้ กว่าที่รัฐจะอุดหนุน ก็คือโน่นละค่ะ ตอนที่ได้ ๑๐ ปีไป แล้วลาออกจากโรงเรียนเอกชน รัฐจะอุดหนุนมาอีก ๖ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๑๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องถึง ๑๐ ปี อยู่หงําเหงือกอย่างนั้นละค่ะ เคี้ยวตะบันหมากไปก่อนนะคะถึงจะได้ให้รัฐ ช่วยเหลือนะคะ อันนี้ร้องขอเลยค่ะ นี่คือครูโรงเรียนเอกชน ทีนี้มันมีที่ว่าครูช่วยสอนด้วย ที่ไม่จบปริญญาตรี บางครั้งโรงเรียนเอกชนนี่เหมือนมหาวิทยาลัยชั้นหนึ่งที่ฝึกหัดครูยอดเยี่ยม จะมีคนถ่ายเทอยู่ตลอดเวลา เวลาสอบบรรจุรับราชการได้ เขาก็โบกมือบ๊ายบาย เพราะว่า การรับราชการเป็นความต้องการของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ เพราะว่า ๑. มั่นคง อันดับแรกนี่มั่นคงเป็นข้อที่ ๒ นะคะ ท่านประธานคะ ข้อแรกเลยที่รับราชการก็คือ สบาย อยากจะสบายทั้งชาติ ไม่ต้องทําอะไรมาก หลวงเลี้ยง ข้อที่ ๒ ถึงจะต้องการ ความมั่นคงก็เลยทําให้เห็นข้อแตกต่าง ทีนี้บางคนก็บอกว่าไม่อยากเป็นครูโรงเรียนเอกชน คุณก็ต้อง ไปสอบสิ นี่รอบนอกนะคะ ดิฉันไม่ได้บอกว่าในกรุงเทพมหานคร โรงเรียนรอบนอก แล้วก็โรงเรียนประถม เดี๋ยวนี้แซงหน้าโรงเรียนของรัฐบาล โรงเรียนอนุบาลถึงชั้นประถม ๖ นักเรียนในต่างจังหวัดพ่อแม่จะส่งไปเรียนที่โรงเรียนเอกชนมากที่สุด เพราะเชื่อมั่น ในความปลอดภัยแล้วจะได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยในการศึกษาด้วย ทีนี้ครูช่วยสอนนี่นะคะ ที่จบอนุปริญญา ดิฉันร้องขอไปว่าขอให้เขาบรรจุและได้เสีย ๓ เปอร์เซ็นต์ด้วย หรือว่าจะ อบรมอะไรอีกสักปี ๒ ปี อบรมอะไรอีกสัก ๒-๓ อย่าง เพิ่มมาว่า อบรมในเรื่องของเทคนิค การสอน อบรมในจิตวิญญาณของความเป็นครู ความรับผิดชอบตรงนี้ค่ะ ที่จบอนุปริญญา ซึ่งคนที่จบอนุปริญญาในด้านช่าง เหมือนกับเปรียบเทียบให้ฟังว่าคนที่จบวิศวะ ท่านประธานคะ เขาจะไปจบวิศวะไฟฟ้า จะไปตีกิ๊ฟ จะไปเดินสายไฟอย่างนี้ไม่ได้หรือคะ ฉะนั้นคนที่มี ความเชี่ยวชาญในทางปฏิบัติจะต้องเป็นคนที่จบอนุปริญญาเสียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นเขามีสิทธิที่จะ บรรจุเป็นครูโรงเรียนเอกชนได้ด้วย อันนี้ฝากไว้ให้กับท่านครูใหญ่ระดับชาติที่นั่งอยู่ตรงนี้ด้วยนะคะ เพราะว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาทนั้น ที่บอกว่าเป็นสวัสดิการ จริง ๆ แล้วไม่ใช่เงินของรัฐ แม้แต่สตางค์แดงเดียว แต่ว่าลําบากลําบนเหลือเกิน เบิกค่ารักษาพยาบาล โอ้โฮ สงคราม กระดาษเอ ๔ (A4) นะคะเบิกค่ารักษาพยาบาลไปตามเขตต่าง ๆ ส่งเป็นปึกขนาดนี้ค่ะ รีม (Ream) หนึ่ง ๒๐๐ บาท ๕๐๐ บาท เบิกค่ารักษาพยาบาล แล้วขอสวัสดิการให้ครู โรงเรียนเอกชนอีกอย่างหนึ่งก็คือ ๑๐๐,๐๐๐ บาทได้ทั้งครอบครัว แล้วไปได้ที่โรงพยาบาล ของเอกชนจะได้หรือไม่ เขาก็ได้เล็ก ๆ น้อย ๆ มันเป็นกําลังใจที่จะต่อชีวิตของครูโรงเรียนเอกชน เป็นแค่ครูรับจ้างสอนจึงวอนรัฐ ดั่งคลื่นซัดถาโถมโง่งมเหลือ ศิษย์ก็รัก ปากก็ร้องคล้องเอื้อเฟื้อ ขอรัฐเอื้อเมตตาบ้างหรืออย่างไร เรือจ้างเอกชนคนตกสํารวจ แม้นเจ็บปวดรวดร้าวลึก กรําศึกไม่หน่าย ส่งศิษย์ข้ามฝั่งฝันหันหลังไว น้ําตาไหลเรือจ้างชั้นสองนองน้ําตา ขอบพระคุณค่ะ