อนันต์ ผลอํานวย หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน โดยอธิบายว่าโรงเรียนเอกชนมีการก่อตั้งมายาวนานและมีอยู่หลายรูปแบบ และเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสนใจและเร่งออกกฎหมายเพื่อแก้ไขความไม่เท่าเทียมกันระหว่างโรงเรียนเอกชนและโรงเรียนของรัฐ และกลัวว่าถ้าเกิดโรงเรียนเอกชนถูกเทคโอเวอร์โดยโรงเรียนข้ามชาติจะไม่สามารถรักษาอาชีพและความเป็นอยู่ได้
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอนันต์ ผลอํานวย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกําแพงเพชร พรรคเพื่อไทย ขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะผู้เสนอร่างทุกท่าน กฎหมายโรงเรียน เอกชนฉบับนี้เป็นความหวังและเป็นการรอคอยของบรรดาโรงเรียนเอกชนในประเทศ มายาวนาน ท่านทั้งหลายก็คงทราบนะครับว่า โรงเรียนเอกชนไม่ได้เพิ่งมีเกิดท่านทั้งหลาย ก็คงทราบนะครับว่าโรงเรียนเอกชนไม่ได้เพิ่งมีเกิดในปี ๒ ปี หรือ ๕ ปี ๑๐ ปีนี้ โรงเรียน เอกชนเกิดขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๙๕ ชื่อว่าโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนในสมัยรัชกาลที่ ๔ ถัดมาก็จะมีโรงเรียนหลวงเกิดขึ้นในวัง เป็นโรงเรียนที่ประชาชนทั่วไปเรียนไม่ได้ คือโรงเรียนมหาดเล็ก หรือต่อไปก็เปลี่ยนมาเป็นโรงเรียนสวนกุหลาบ ถัดมาใน พ.ศ. ๒๔๒๗ โรงเรียนหลวงที่ให้ประชาชนทั่วไปได้เรียนคือไม่ว่าโรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร หรือว่า อีกหลายโรงเรียน และท้ายที่สุดมาถึงรัชกาลที่ ๕ ก็มีโรงเรียนเอกชนขึ้นครั้งแรกที่เป็น ของเอกชนคือ โรงเรียนบํารุงวิทย์ แล้วก็เริ่มมีกฎหมาย พระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ ในรัชกาลที่ ๕ แล้วก็มีกฎหมายการศึกษาภาคบังคับ บังคับให้เด็กไทยทุกคนต้องไปเรียน ตั้งแต่อายุ ๗ ปีจนถึง ๑๕ ปีบริบูรณ์ เพราะฉะนั้นก็แปลว่าโรงเรียนเอกชนเป็นโรงเรียน ที่มีการก่อตั้งมายาวนาน หลายคนพอได้ยินชื่อว่าเอกชน ก็มองว่าเป็นธุรกิจหรือเป็นการ หารายได้ของภาคเอกชนทั่วไป แต่จริง ๆ แล้วโรงเรียนเอกชนที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย มีอยู่หลายรูปแบบ ตั้งแต่เป็นการศึกษาที่อยู่ในระบบ ก็คือไปเช้ากลับเย็น โรงเรียน อนุบาล โรงเรียนประถม โรงเรียนมัธยม โรงเรียนอาชีวะ และโรงเรียนที่อยู่การศึกษา นอกระบบ หรือการศึกษาคล้าย ๆ การศึกษาตามอัธยาศัย โรงเรียนเหล่านี้เป็นโรงเรียนที่มีอยู่ ในประเทศไทย ไม่ได้ว่ามี ๕ โรงเรียน ๑๐ โรงเรียน เกือบ ๔,๐๐๐ โรงเรียน ๓,๙๐๐ กว่าโรงเรียน ถ้าไปรวมกับโรงเรียนที่อยู่ในการศึกษานอกระบบนี่เป็นหมื่นโรงเรียน แต่คนทั่วไปมักจะ มองไปที่โรงเรียนเอกชนที่เป็นโรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนใหญ่โตมโหฬาร ไปดูโรงเรียน เอกชนบางโรงเรียนเท่านั้นที่บางส่วน แต่จริง ๆ โรงเรียนเอกชนเหล่านี้ถูกกระจาย ไปตามอําเภอ ตามตําบล ตามหมู่ที่บ้าน มีทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่มากมาย มหาศาล ท่านประธานทราบไหมครับว่ามีนักเรียนที่อยู่ในระบบ ๓,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน มีครูเป็นแสนคน แต่ผมก็ยังดีใจที่รัฐบาลได้ให้ความสนใจและเร่งเข้ามา เพราะไม่รู้ว่าอายุ ของสภาจะอยู่กี่วัน ถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกไปได้แล้วก็ไปทําประโยชน์ให้กับโรงเรียน ในทุกระดับได้ ไม่ได้คํานึงเฉพาะโรงเรียนนานาชาติหรือโรงเรียนเอกชนขนาดใหญ่เท่านั้น แล้วหลายคนก็ฝากผมมาว่าก็ไม่ต้องการให้โรงเรียนเอกชนในประเทศไทยกลายเป็นโรงเรียน ข้ามชาติเข้ามาครอบงําในอนาคต เหมือนกับห้างหลายห้างซึ่งขณะนี้กําลังจะทําให้ตลาด กลายเป็นบ้าน เนื่องจากว่าห้างข้ามชาติเข้ามา ถ้าโรงเรียนเอกชนมีโรงเรียนข้ามชาติเข้ามา เยอะ ๆ มากมาย ถ้ากฎหมายไม่ดีแปลว่าเรียบร้อยโรงเรียนเอกชน
ทีนี้สิ่งที่ผมจะกราบเรียนท่านประธาน โรงเรียนเอกชนทั้งประเทศ เขาไม่ต้องการอะไรมาก เขาต้องการความเท่าเทียมในเรื่องของรัฐธรรมนูญและ พระราชบัญญัติการศึกษาชาติ ต้องการความเท่าเทียมในแค่กฎหมาย ๒ ฉบับที่มีใช้ ในประเทศไทยเท่านั้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ กําหนดไว้ชัดเจนว่า เด็กไทยต้องได้เรียนฟรี ๑๒ ปีอย่างมีคุณภาพแล้วก็เท่าเทียมกัน นี่คือหลักครับ หลักที่เด็กไทยต้องได้เรียน ๑๒ ปีอย่างมีคุณภาพและเท่าเทียมกัน ดังนั้นเด็กไทยทุกคน ก็ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จะเรียนอยู่ที่ไหนก็ต้องได้ ๑๒ ปี อย่างมีคุณภาพและเท่าเทียมกัน แต่ถามว่าวันนี้โรงเรียนเอกชนทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ได้รับการเรียนเท่าเทียมกับโรงเรียนรัฐหรือไม่ ผมตอบเลยครับว่าไม่เท่าเทียม ไม่เท่าเทียมดูจากไหนครับ วันนี้ดูจากโรงเรียนเอกชนที่มีอยู่ในประเทศไทยทั้งหมด รัฐให้รายหัวเด็กนักเรียนที่อยู่ในระบบไป เอาตัวเลขกลม ๆ ว่าประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ โรงเรียนของรัฐ ก็แปลว่าให้ไปประมาณ ๗,๐๐๐ บาท โรงเรียนของรัฐได้รายหัวเด็กไป ๑๐,๐๐๐ บาท ถ้าคนที่ไม่รู้ ไม่ได้ฟัง ก็จะมองว่า เอ๊ะ มันก็ดีแล้วนี่ แต่โรงเรียนเอกชนได้รายหัวเด็กไป ๗,๐๐๐ บาท ต่อคน ต่อเด็ก ต่อหัว ทําทุกอย่างตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ อาคารสถานที่ จ้างครู ทุกอย่างเบ็ดเสร็จ แต่กลับไปดูโรงเรียนของรัฐที่เรียน ๑๒ ปีในภาคบังคับ รายหัวของเด็กนักเรียน ได้หัวละ ๑๐,๐๐๐ บาท ไม่รวมเงินเดือนครู ไม่รวมอาคารสถานที่ ท่านรัฐมนตรีก็คงจะทราบนะครับว่าบางโรงเรียนมีเด็ก ๗๐ คน มีครู ๘ คน เงินเดือน เฉพาะจ่ายเงินเดือนครูโรงเรียนนั้น ถ้าอัตราเงินเดือนใหม่ที่รัฐมนตรีจะเพิ่มเข้าไปด้วย ๘ เปอร์เซ็น บวก ๕ เปอร์เซ็นต์ เผลอ ๆ โรงเรียนนั้นที่มีครู ๘ คน เงินเดือน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ดูเด็ก ๗๐-๘๐ คน แล้วไหนหลวงจะต้องไปดูในเรื่องของอาคารสถานที่ ไม่รู้อะไรจิปาถะ ให้กับโรงเรียนหลวงนี่เข้าไปเต็มสูบ แล้วเราก็เป็นที่ทราบกันดีนะครับว่าโรงเรียนเอกชนรับมา ๗,๐๐๐ บาท ทุกอย่างเบ็ดเสร็จ นี่เราขอความเท่าเทียมในเรื่องของรัฐธรรมนูญให้กับ โรงเรียนเอกชนเขาก่อน แล้วรัฐไม่ต้องไปรับภาระอะไรครับ บุคลากร คนที่เข้าไปสู่ระบบราชการ ตั้งแต่จบปริญญาตรีมา เข้าไปแล้วก็อยู่จนเกษียณแก่ง่ายตายยาก ผมว่ารัฐต้องจ่ายคนหนึ่ง ๓๕ ล้านบาทอย่างน้อย แต่โรงเรียนเอกชนนี่รัฐให้เขาไป ผมอยากให้กระทรวงศึกษาธิการ ออกจากแดนสนธยา ปี ๒๕๒๕ กฎหมายโรงเรียนเอกชนทําท่าว่าไม่เข้าท่า พอมาแก้ใหม่ อีกทีในสมัยคณะปฏิวัติ ปี ๒๕๕๐ แก้ถอยหลังเข้าคลอง จับยัดเข้าไปในกรงกันหมดเลย โรงเรียนเอกชน ท่านรัฐมนตรีไปดูก็ได้ครับ ที่อยู่ในการศึกษา ในระบบ เจ๊งไปเยอะทั้งที่เขา ช่วยรัฐมากมาย ฉะนั้นเมื่อรัฐให้ไป ๗,๐๐๐ บาท ให้เขาไปอย่างนี้เขาจะทําอย่างไรครับ นี่เรื่องของที่มาตามรัฐธรรมนูญ มันก็ไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว กฎหมายฉบับนี้ผมหวังว่า หลังจากเข้าไปสู่ในวาระที่สองในคณะกรรมาธิการ โรงเรียนเอกชน ผมเชื่อว่าเขาต้องการแค่ ความเท่าเทียมกับรัฐ และตามที่ท่านรัฐมนตรีได้แถลงนโยบาย ผมก็คิดว่ามันก็ชัดเจนครับ จุดเน้นท่าน ผมว่าวิสัยทัศน์ท่านก็ดีครับ นั่งฟัง ๑. ลดค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง น่าจะเขียนว่า ภาครัฐ ภาคเอกชนนี้ต้องใส่ภาครัฐเข้าไปด้วย ๒. เพิ่มโอกาสทางการศึกษา ผู้ปกครอง ก็ได้มีโอกาสทางการศึกษา โรงเรียนเอกชนที่อยู่ได้ทุกวันนี้ กราบเรียนท่านประธานไปถึง ท่านรัฐมนตรีว่าอยู่ได้ด้วยฝีมือและคุณภาพ เป็นการขายบริการ หลับ ๆ ตื่น ๆ เดินไปเดินมา วันศุกร์คือเสาร์น้อย วันจันทร์นี้คืออาทิตย์ ไม่มีเด็กอยู่ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คนหรอกครับ ท่านประธาน ที่มีเด็ก ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน นี่ด้วยเพราะศรัทธาเชื่อมั่นว่าเขากํากับดูแล ภาคเอกชนเขากํากับดูแลเอาใจใส่เด็ก มันไม่ได้แค่ในเวลาราชการ ๒๔ ชั่วโมงเขาให้การดูแล ถ้านโยบายที่ท่านรัฐมนตรีจะไปใช้กับข้าราชการของรัฐ ผมว่าประเทศไทยจะเจริญอีกเยอะ เดินไปเดินมา ๕๐,๐๐๐ กว่าบาท แต่เอกชนเดินไปเดินมาเขาได้หัวละ ๗,๐๐๐ บาทต่อเด็ก ท่านประธานครับ เพิ่มพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน วันนี้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมันบอกอะไรครับ ท่านรัฐมนตรีก็รู้ครับ ยกเว้นโรงเรียนที่มีโอกาสคัดเลือก โรงเรียนรัฐใหญ่ ๆ อย่างเช่น โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โรงเรียนอะไรใหญ่ ๆ เด็ก ๑๐,๐๐๐ คน คัดเหลือสัก ๓๐๐-๔๐๐ คน เมื่อไรเด็กก็เก่งครับ เด็กพวกนี้เก่งกว่าครูครับเพราะครูก็แค่จบครูมาสอนเขา เด็กพวกนี้จบไปเป็นแพทย์ ไปเป็นวิศวะ ไปไหนต่อไหน ไปหมดนะครับ โรงเรียนใหญ่ ๆ แต่ต้องคํานึงถึงโรงเรียนที่อยู่ในชนบทเด็กที่เขาขาดโอกาส วันนี้โรงเรียนเอกชนช่วยพัฒนาให้ แต่ความเท่าเทียมในรัฐธรรมนูญมีไหม ไม่มี แล้วท้ายที่สุดการมีส่วนร่วมของประชาชน นี่คือหลักของที่รัฐบาลนี้ได้ให้ไว้และประกาศทั่วไป และส่วนของโรงเรียนของรัฐ บอกเรียนฟรี ๑๕ ปี ฟรีทุกอย่าง วันนี้ผมกราบเรียนท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ เดี๋ยวนี้เด็ก ม. ๑ ไปโรงเรียนหลักสูตรมหิดลที่มี ๑๒ แห่งทั่วประเทศ เขาเรียกเป็นโรงเรียน วัน สต็อป เซอร์วิส (One Stop Service) เข้าไปถึง ถ้าไม่มี ๔๘,๐๐๐ บาท ไม่มีทาง นี่ไม่มีแป๊ะเจี๊ย ไม่มีการเรียกร้องใด ๆ นะครับ จ่ายตามระบบ เด็ก ม. ๑ เข้าไปวันนี้ ๔๘,๐๐๐ บาท โรงเรียนมหิดล ลองไปเช็ก (Check) ดูก็ได้ครับ สารพัดเรื่อง นี่ความเท่าเทียมทางรัฐธรรมนูญ ผมบอกอย่างนี้ว่า อันที่ ๒ เขาต้องการความเท่าเทียม ในลักษณะของบุคลากรของรัฐ ครูในโรงเรียนเอกชนก็ต้องมีใบประกอบวิชาชีพครูเหมือนกัน คือครูไทยคนหนึ่งเหมือนกัน ศักดิ์ศรีของความเป็นครูนั้นไม่ได้อยู่ที่ว่าเป็นครูของหลวง หรือครูของราษฎร์ แต่ด้วยอยู่ที่วิญญาณของความเป็นครู วันนี้สิทธิประโยชน์อะไรทั้งหลาย ของครูโรงเรียนเอกชน เขาบอกว่าเขาเหมือนลูกเมียหลวง คือดูแลไม่เต็มที่ ไม่ดีพอ อะไรก็ไม่ได้ เงินกองทุนสงเคราะห์ที่เขาส่งไปให้ เขาบ่นกับผมมา บอกว่าส่งเข้าไปกับสํานักงาน คณะกรรมการอะไร สช. นี่นะครับ สุดท้ายนี่ได้คนเดียว เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ได้คนเดียว พ่อแม่พี่น้องอะไรก็ไม่ได้หมด จ่ายแล้วก็เลิกกัน มันห่วยยิ่งกว่าบัตรทอง อีกครับ เดี๋ยวนี้บัตรทอง คนประกันสุขภาพถ้าไม่ได้อยู่ระบบประกันสังคม เขาพยายามจะ แยกย้ายกันออกมากลับมาสู่ระบบบัตรทองหมดแล้วครับมันดีกว่า เพราะมันเบิกได้หมดทุกอย่าง ฉะนั้นครูโรงเรียนเอกชนเหล่านี้อย่างน้อยเขาต้องได้รับสวัสดิการจากภายใต้กฎหมายฉบับนี้ เราไม่บอกว่ารัฐบาลต้องอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการศึกษาเอกชนฉบับนี้ มันต้องไป คุ้มครองสิทธิของครูด้วย ฉะนั้นเหตุที่ผมกราบเรียนมาทั้งหมดนี้ นี่คือสิ่งที่มาตาม รัฐธรรมนูญ ส่วนสิ่งที่มาตามพระราชบัญญัติการศึกษาชาติ ในพระราชบัญญัติการศึกษาชาติ เขาก็เขียนไว้ชัดเจนนะครับว่า ขอให้รัฐต้องให้การสนับสนุนด้านเงินอุดหนุนและลดหย่อน หรือการยกเว้นภาษีและสิทธิประโยชน์อย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ในทางการศึกษา แก่สถานศึกษาเอกชนตามความเหมาะสม โรงเรียนหลวงต้องเสียภาษีก็ไม่ต้องเสีย โรงเรียนเอกชนนี่เสียภาษี ร้องจ๊ากเลยครับ นี่ตามพระราชบัญญัติการศึกษาชาตินะครับ นี่ดีนะครับว่าประเทศไทยยังมีกฎหมายแม่บท ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกใน พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งเรียกว่าพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งถือว่าเป็นหลัก เป็นเส้นชัย ในอดีตมันเละยิ่ง กว่านี้อีกที่ไม่มีกฎหมายฉบับนี้ ว่าไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติอะไรของเขา ก็ว่าไป ท่านรัฐมนตรีมาโรงเรียนสีเขียวก็เขียวหมด สีขาวก็ขาวหมดทั้งประเทศ วันนี้ยังดียังมี กฎหมายฉบับนี้รองรับไว้ แต่รองรับไว้นี้ได้ใช้ไหมละครับ ก็ต้องเอาพระราชบัญญัติการศึกษาชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายแม่ต่อจากรัฐธรรมนูญออกมาบังคับใช้ แล้วก็ให้สิทธิประโยชน์กับโรงเรียน เอกชนเขาด้วย
สุดท้าย ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าวันนี้กฎหมายเอกชน ถ้าแก้ออกมาแล้ว ไม่ได้เอื้อประโยชน์กับโรงเรียนเอกชนในทุกระดับทั้งประเทศ แล้วเป็นประโยชน์กับเด็ก ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน เป็นประโยชน์กับครูหลายล้านคน และเป็นกฎหมายที่สนับสนุนมาโดย มือที่มองไม่เห็น ที่ใส่เข้ามาเพื่อประโยชน์ของอะไรทั้งหลาย มันจะเป็นความน่าเศร้าของ โรงเรียนเอกชนในประเทศไทย ผมดูร่างที่แก้มา แก้มาสะเปะสะปะ แก้มาเป็นแค่งานธุรการ แต่งานหลักและงานหัวใจของการแก้กฎหมายการศึกษาเอกชนฉบับนี้ที่เข้ามาในร่างนี้ เดี๋ยวเราก็คงได้ว่ากันในที่กรรมาธิการอีกครั้งหนึ่ง ผมกลัวอย่างเดียว ผมสะท้อนใจ ผมกลัวว่า สิ่งที่มันเกิดขึ้นกับเอกชนวันนี้ ถ้าเกิดบังเอิญเป็นโรงเรียนข้ามชาติ ต่างชาติเข้ามาเทค โอเวอร์ (Take over) โรงเรียนเอกชนในเมืองไทยมาก ๆ หรืออะไรก็แล้วแต่ เราก็ไม่ได้มองในแง่ลบนะครับ เพราะถ้าขึ้นชื่อว่าโรงเรียนนานาชาติ มันแปลว่าสารพัดชาติก็มาเรียนได้ แล้วก็น่าจะมาลงทุน ได้ด้วย เพราะฉะนั้นถ้ากฎหมายฉบับนี้ ก็ต้องให้ประโยชน์กับโรงเรียนนานาชาติ ส่วนหนึ่งที่มาสร้างความเจริญให้ประเทศไทย แต่ต้องดูแลโรงเรียนในประเทศ ให้อยู่ยงคงกะพันเอาไว้ เหมือนกับการอนุรักษ์อาชีพ ช่างทํารองเท้า ช่างตัดผม บอก คนไทยทํา ต่างชาติไม่ต้องทํา อันนี้เหมือนกัน ต้องอนุรักษ์เอาไว้ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้น ก็ขอกราบเรียนท่านประธานว่า สิ่งที่ผมนําเสนอด้วยหลักและสาระสําคัญใน ๓ ประเด็นสั้น ๆ อย่างที่ผมได้เรียนไปก็คือ โรงเรียนเอกชนเขาขอสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ขอตามพระราชบัญญัติการศึกษาชาติ ขอความเท่าเทียมในเรื่องของบุคลากรทางการศึกษา ในฐานะที่เป็นครูไทยเหมือนกัน ขอบคุณท่านประธานครับ