พิษณุ หัตถสงเคราะห์ หารือเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจําปี เพิ่มเติม ๒๕๕๔ โดยวิพากษ์วิจารณ์การใช้เงิน ๑๕,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อฟื้นฟูภัยพิบัติ และเรียกร้องให้ใช้งบกลางแก้ปัญหาให้กับประชาชน นอกจากนี้ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการเงินในอนาคต และเสนอแนะให้รัฐบาลบริหารจัดการเงินอย่างมีจริงจังและไม่คิดมองการณ์ไกล
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พิษณุ หัตถสงเคราะห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดหนองบัวลําภู พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเป็นผู้หนึ่งที่ได้ แปรญัตติตัดลดงบประมาณในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี เพิ่มเติม ๒๕๕๔ ผมตัดลดลง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานที่เคารพครับ ก็ด้วยหลักการ และเหตุผลดังต่อไปนี้นะครับ จากหลักการที่ทางคณะรัฐมนตรี ซึ่งเสนอร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าวนี้มาขออนุมัติสภา ในหลักการนั้นเขียนไว้ชัดเจนท่านประธานครับ ว่าทางรัฐบาล ต้องการที่จะใช้เงินอีก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบเพิ่มเติม โดยแบ่งเป็น ๒ ไอเท็ม (Item) ที่สําคัญ อันหนึ่งที่รัฐบาลจะต้องใช้ก็คือ เป็นค่าใช้จ่ายให้กับรัฐบาลแล้วก็รัฐวิสาหกิจ จํานวน ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็อีกงานหนึ่ง งานใหญ่ใน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ก็คือ รัฐบาลตั้งเป็น เงินชดเชยเงินคงคลัง ๘๔,๐๐๐ ล้านบาท ผมแปรญัตติปรับลดลง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ท่านประธานครับ พูดง่าย ๆ คือผมไม่เห็นด้วย กับรัฐบาลในการตั้งงบประมาณกลางปี ซึ่งผมมีเหตุผลที่สามารถที่จะนําเสนอท่านประธาน ผ่านไปยังพี่น้องประชาชนดังต่อไปนี้ ท่านประธานครับ การตั้งงบกลางปีโดยอาศัยเหตุผล รัฐบาลอ้างในเหตุผลที่เสนอสภานี้ก็คือว่า มีการเกิดอุทกภัย รัฐบาลจําเป็นเหลือเกินที่จะต้อง เข้าไปฟื้นฟูช่วยเหลือและแก้ไขปัญหา บรรเทาผลกระทบที่เกิดจากภัยพิบัติ ซึ่งนี่เป็นข้ออ้าง สําคัญในการจัดทํางบประมาณรายจ่ายกลางปีครั้งนี้ แต่ผมนําเรียนท่านประธานว่าผมเข้าไป ดูในรายละเอียด เงิน ๑๕,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณที่ทางรัฐบาลหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะไป ฟื้นฟูภัยพิบัตินั้น ผมเรียนท่านประธานว่าเกาไม่ถูกที่คันครับ เงิน ๑๕,๐๐๐ ล้านบาทนี้ เอามาใช้ก็จะละลายน้ําไปอีก ปีหน้าน้ําก็จะท่วมที่เดิมนั่นละครับท่านประธานครับ แล้วก็ ซ่อมกันไปอีก แสดงว่ารัฐบาลจะเอาปีละ ๑๕,๐๐๐ล้านบาท ๑๕,๐๐๐ ล้านบาทนี่ ซ่อมเข้าไป โดยไม่ได้ลงไปดูปัญหาที่แท้จริงว่าน้ําที่มานั้นมันเกิดจากการบริหารจัดการ ถ้าหากว่ารัฐบาลวางแผนครอบคลุมหรือว่าเตรียมแผนล่วงหน้า ไม่จําเป็นต้องใช้เงินถึงขนาด ๑๕,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อที่จะมาแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ รัฐบาลน่าจะนําเงิน ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ที่ว่าจะใช้เป็นงบกลางปีนี้เอาไปวางแผนสําหรับปีหน้าครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังครับ วางแผนนี่ทําอย่างไรที่จะไม่ให้เกิดอุทกภัยซ้ําซ้อนขึ้นมาอีก ซึ่งมัน เกิดขึ้นทุกปี เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าไม่จําเป็นที่จะต้องตั้งงบกลางปีถึง ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท แล้วถามว่า แล้วเกิดปัญหาขึ้นขณะนี้ท่าน ส.ส. พิษณุ แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาแก้ไขปัญหา ให้พี่น้องประชาชน ผมนําเรียนท่านประธานว่า งบประมาณประจําปี ๒๕๕๔ ซึ่งท่านมิ่งขวัญ เองก็อภิปรายได้ชัดเจน ท่านสรุปไว้อย่างชัดเจนเลยว่าเรามีเงินครับท่านประธานครับ แล้วก็ ได้เตรียมเงินไว้แล้วในกรณีที่เป็นเงินสํารองเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็น ปี ๒๕๕๔ เตรียมไว้ ๔๗,๖๐๐ ล้านบาทครับ อย่ามาบอกสภาแห่งนี้ว่าไม่มีสตางค์แล้วก็ทําไม่ได้ แล้วมาขอ งบกลางปี ไม่ได้ครับท่านประธานครับ ท่านมีเงินอยู่แล้ว ผมถามว่าอุทกภัยเกิดขึ้นเดือนไหน เดือนสิงหาคม เดือนกันยายน เดือนตุลาคม มีอยู่ ๓ เดือนครับท่านประธาน แล้วนับจาก เดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคม เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ นี่ ๕ เดือน เข้าไปแล้วครับ รัฐบาลทําอะไรกันอยู่ ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในส่วนนี้ มันน่าจะได้แก้มาตั้งแต่เมื่อ ๕ เดือนที่แล้ว ไม่ใช่เดี๋ยวนี้ แล้วจะต้องไปรอผ่านใครอีก รอผ่านวุฒิสภาอีก ถ้าวุฒิสภาไม่เห็นชอบก็ต้องมาตั้งกรรมาธิการร่วมกันอีก ดีไม่ดีอีก ๒ เดือนยังไม่ได้ใช้เงินเลยครับท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ผมแนะนําว่าเงิน ๑๕,๐๐๐ ล้านบาทตรงนี้ถอยออกไปเถอะครับ แล้วก็ใช้งบกลางแก้ปัญหาให้กับ พี่น้องประชาชนได้ตรง รวดเร็ว ครอบคลุม แล้วก็เป็นธรรมด้วย
ท่านประธานครับ เดี๋ยวมาดูคราวนี้เงินที่ตั้งไว้อีกนะครับ ๘๔,๐๐๐ ล้านบาท ที่กะว่าจะเอาไปชดใช้หนี้คงคลัง ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับ ผมไม่สบายใจที่ รัฐบาลเองขณะนี้กําลังผิดในเรื่องของการเงิน การคลัง เพราะรัฐบาลคาดการณ์ว่า ๓-๔ เดือน ที่ผ่านมานี้ ตั้งแต่เดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคม เดือนมกราคม ๔ เดือน ที่ผ่านมานี่ ปรากฏว่าจะด้วยโชคดีหรือว่าจะด้วยช่วงก่อนหน้านั้นคนอั้นไม่ได้ใช้เงินเยอะ ก็ดูเปรียบเสมือนหนึ่งว่ารัฐบาลนี้เก็บภาษีขึ้นมาเกินเป้า ถ้าลงไปดูรายละเอียด ซึ่งทาง สํานักงบประมาณมาชี้แจงพวกผมวิปฝ่ายค้าน เขาบอกว่า ๔ เดือนที่ผ่านมาเขาเก็บเงินได้ เพิ่มขึ้นมาประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์จากประมาณการ ๑๐ เปอร์เซ็นต์จากประมาณการ เพราะฉะนั้นรัฐบาลก็เลยประมาณการต่อไปอีกว่าถ้าอย่างนั้นถ้าดู ๔ เดือนแรก หรือว่า ไตรมาสแรกเก็บได้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เกินมา ก็คาดหวังว่าพอสิ้นปีน่าจะได้ทบกันแล้วประมาณ แสนกว่าล้านบาท นี่คือการคาดเดาจากภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นปี ซึ่งรัฐบาลเอง วางแผนงบประมาณงบประมาณรายจ่ายกลางปีมาจากที่มาของเงินที่คาดว่า ผมใช้คําว่า คาดว่า คิดว่า เข้าใจว่าและหวังว่า รัฐบาลจะเก็บเงินภาษีได้มากกว่าเป้า แต่ท่านประธาน ที่เคารพครับ ปีนี้กับปีที่แล้วไม่เหมือนกันครับ ปีนี้ไม่หมูครับ เปิดปีขึ้นมาก็เอาแล้วครับ เกิดปัญหาวิกฤติในตะวันออกกลาง ซึ่งเมื่อเช้าพี่น้อง ส.ส. พรรคเราก็ได้ถามกระทู้สดไป แล้วท่านประธานทราบไหมครับว่า เกิดปัญหาขึ้นตะวันออกกลางแล้วมันจะไม่ลามไปทั่วโลกหรือครับ และมันจะไม่ส่งผล เรื่องของของราคาน้ํามัน ที่ขณะนี้ถ้าไปดูในตารางครับเดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคม น้ํามันกําลังขึ้นมาครับ และขึ้นมาในแนวสูงด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาล คาดการณ์ไว้ว่าจะเก็บภาษีได้เกินเป้า แล้วสิ้นปีจะมีเงินเกินจากที่วางไว้เก็บภาษีได้ ๑,๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ถ้าขาดไม่ถึงละครับท่านประธาน เกิดว่าท่านรัฐมนตรี ขออภัย ที่เอ่ยนามท่านกรณ์ จาติกวณิช คาดการณ์พลาด แล้วเงินที่เอาไปจ่ายเงินคงคลัง โดยเฉพาะ เงินที่ไปจ่ายตั๋วเงินก่อนเวลา ไถ่ถอนตั๋วสัญญาใช้เงินก่อนกําหนด ๔๒,๐๐๐ ล้านบาทไถ่ถอน ตั๋วเงินคงคลังอีก ๒,๗๔๖ ล้านบาท ๒ ไอเทม นี่ก็ ๔๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมเข้าไปดู ในรายละเอียดท่านประธานครับ พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านครับ ตั๋วเงินคงคลัง เหล่านั้นรัฐบาลกู้มา ก็ช่วงในระหว่างปี ๒๕๕๐ นี่ละครับ มีตั้งแต่วันที่ ๒๗ ธันวาคมปี ๒๕๕๐ แล้วก็กู้ใหม่ ๆ หมาด ๆ ก็วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๐ ตั๋วสัญญาวันที่ ๒๗ ธันวาคมนั้น วันครบกําหนดก็คือ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๓ อันนี้ครบกําหนดแล้วครับท่านประธาน ครบกําหนด แล้วอย่างไรก็ต้องได้จ่าย แต่ตั๋วสัญญาอย่างของธนาคารโตเกียว มิซูบิชิ นี่ วันที่ กู้เงิน ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๐ วันครบกําหนดสัญญาตั๋วกู้เงินตัวนี้ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๖ แล้วมาดูดอกเบี้ยท่านประธานครับ ดอกเบี้ยที่กู้ตอนนั้นก็ได้ดอกเบี้ยที่ดีครับ ๑.๕๗ เปอร์เซ็นต์ครับ รัฐบาลก็จะอ้างว่านี่จะเป็นผลงาน เพราะว่าเอาไปใช้หนี้ก่อนปั๊บ จะประหยัดสตางค์ไป ๔๐ กว่าล้านบาท รวมเบ็ดเสร็จแล้วรัฐบาลคิดว่าจะลดภาระดอกเบี้ย ไปเฉพาะปี ๒๕๕๔ ถึงปี ๒๕๕๖ นี่ ๗๖๖ ล้านบาทนี่มาจาก แอสซัมชัน (Assumption) หรือ จากการคาดคารณ์ว่ารัฐบาลจะสามารถเก็บเงินได้เกินอีก ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทท่านประธาน ครับ แต่ถ้ามองมุมกลับกันเกิดว่าปีนี้ไม่หมูเหมือนปีที่แล้ว เกิดว่าปีนี้วิกฤติเศรษฐกิจของโลก มันลามจากลิเบียแล้วก็ลามไปทั่ว โดยเฉพาะประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งเราก็ส่งแรงงาน ไทยไปหาเงินกลับเข้ามา แค่นี้ก็เห็นแล้วครับว่าเดือน ๒ เดือนนี้คนที่อยู่ในจังหวัดเรา จังหวัด หนองบัวลําภูบ้านผมนี่ชัดเจน ไปทํางานต่างประเทศส่งเงินเข้ามาเดือนหนึ่ง ๒๐,๐๐๐ บาท ถึง ๓๐,๐๐๐ บาท ตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไปสะดุดแล้วครับท่านประธาน เงินหายออกจาก กระเป๋าไป ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาทต่อเดือนครับ แล้วที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้ว่าสิ้นปีนี้ จะเก็บเงินได้อีก ๑๒๐,๐๐๐ บาท ผมมองไม่เห็นอนาคตท่านประธาน เพราะฉะนั้น จึงเป็นที่มาที่ไปที่ผมคิดว่าเราไม่จําเป็นต้องตั้งงบประมาณกลางปีท่านประธานครับ เราบริหารจัดการในสิ่งที่เรามีอยู่ในมือนี่ละครับท่านประธาน เอาความเป็นจริงเข้าว่า เอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวงครับ อย่าไปคิดมองการณ์ไกลจนเรามองไม่เห็นว่า อนาคตมันจริงหรือไม่จริง อย่าไปยึดติดกับภาพลงลวงตา ถามว่าแล้วพี่น้องประชาชน ที่เดือดร้อนจากภัยน้ําท่วมนี่พรรคเพื่อไทยจะไม่สนับสนุนหรือผมบอกเลยว่าเราสนับสนุน แน่นอน แล้วเราก็บอกนายกรัฐมนตรีแล้วว่าเราอนุมัติงบประมาณประจําปี ๒๕๕๔ ให้ท่าน ในหมวดฉุกเฉินไป ๔๖,๕๐๐ ล้านบาท ท่านเอาเงินตรงนั้นออกมาใช้ทันทีครับ อนุมัติพรุ่งนี้ ก็ได้ครับ แก้ปัญหาให้เขาเลยครับ ไม่ต้องมาเสียเวลาผ่านสภานี่ไปแล้วไปวุฒิสภาแล้ว กลับมาแก้ไปแก้มาอีก ๒ เดือนก็ไม่เสร็จ นี่คือเหตุผลที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นเหตุผลที่สําคัญ ที่ทางรัฐบาลน่าจะเอาไปฟัง เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ขอกราบขอบคุณท่านประธาน