สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๓ มีนาคม ๒๕๕๔

ละออง ติยะไพรัช หารือเรื่องการจัดงบประมาณที่ไม่รอบคอบ ไม่เหมาะสม ไม่ช่วยแก้ปัญหาสำคัญของประเทศ เช่น น้ำท่วม น้ำแล้ง และเรียกร้องให้รัฐบาลใช้ความสามารถให้เต็มที่ในการจัดการน้ำและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง

นางสาวละออง ติยะไพรัช เชียงราย

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน ละออง ติยะไพรัช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ดิฉันได้ตัดลดงบประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ในส่วนของ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ จาก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ดิฉันคิด ตอนนี้ปรับลดลงมาประมาณ ๙,๙๐๐ ล้านบาท แต่ว่าดิฉันก็ขอให้เป็นตัวเลขกลม ๆ นะคะว่า ในส่วนงบประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๑๕,๐๐๐ ล้านบาทที่ดิฉันตัดงบลงมานี่ ดิฉันไม่อยากให้รัฐบาลนําเงิน จํานวนนี้ไปใช้เลยในการบริหารจัดการงบประมาณ เพราะเหตุผลส่วนหนึ่งก็คือ การบริหาร จัดการในเรื่องของอุทกภัยหรือปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ดิฉันว่างบประมาณในส่วนงบกลาง ของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีน่าจะบรรเทาในการที่จะใช้งบประมาณนี้ได้ ในส่วนความคิด ของดิฉันนะคะ

อันที่ ๒ ในเรื่องการจัดทํางบประมาณนี่ เป็นการจัดงบประมาณที่ไม่มี ความรอบคอบ ไม่มีการได้วิเคราะห์ว่าสิ่งที่รัฐบาลจะใช้จ่ายเงินไปนี่จะได้ประโยชน์ กับพี่น้องประชาชนมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจากที่ดิฉันได้ดูจากเอกสารงบประมาณ แล้วก็แผ่นซีดี ตรงนี้นะคะ ที่สมาชิกหลายท่านพูดก็คือ งบกระจุกไม่กระจาย ก็คือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง และดิฉันอยากจะให้ทางรัฐบาลที่แจกซีดีให้พวกเราดูนี่ลองกลับเข้าไปดูอีกทีว่าการจัด งบประมาณของท่านมีความเป็นธรรมไหมกับพี่น้องประชาชน และถึงแม้นจะกระจุก ดิฉันก็ยังไม่ว่าอะไรในการกระจุก ถ้ากระจุกและทําให้เกิดประโยชน์จริง ๆ ดิฉันก็เห็นด้วย แต่ว่าสิ่งที่กระจุกนี่มันไม่ได้แก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุของการเกิดอุทกภัยหรือปัญหาที่เกิดขึ้น ของประเทศไทยเราเลยดิฉันอยากจะยกตัวอย่างนะคะว่า ในพื้นที่ในจังหวัดเชียงรายเอง ได้งบประมาณส่วนของอุทกภัยประมาณ ๑๒๕ ล้านบาท ถือว่าก็เยอะมากพอสมควร แต่เมื่อ เราเข้าไปดูข้างใน ดิฉันขอพูดรวม ๆ นะคะ มาตราอื่นดิฉันคงไม่พูด ปรากฏว่าดิฉันเข้าไปดู ข้างในปุ๊บ ปัญหาที่จะเกิดขึ้นมาก็คือว่า การที่เอางบไปทําเขื่อนป้องกันตลิ่งพังในตําบลเดียว ประมาณ ๒๗ ล้านบาท เป็นระยะทางประมาณ ๑๐ กว่ากิโลเมตร ซึ่งตรงนี้ดิฉันก็ดีใจ ที่งบประมาณเข้าไปในพื้นที่ แต่ปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือว่า ในส่วนของแม่น้ํานี่ แม่น้ํา แม่คําที่ท่านจะเอางบไปลงมันมี ๒ ฝั่ง ฝั่งหนึ่งได้งบประมาณที่ทําคันดินสูงประมาณ ๒.๕ เมตร แต่อีกฝั่งหนึ่งไม่ได้งบประมาณเลย อะไรจะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน เมื่อน้ําหลากเข้ามาปุ๊บพื้นที่อีกด้านหนึ่งก็คือได้รับการป้องกัน อีกด้านหนึ่งก็คือน้ําก็จะท่วม อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา แต่ดิฉันไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะอะไรคะ ดิฉันได้ปรึกษาหารือ ท่านประธานตลอดเวลาตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ว่าทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เอางบให้ตําบลแม่คํา อันนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ทําเขื่อนป้องกันตลิ่งพังประมาณ ๑๑ กิโลเมตร ก็เป็นเงินหลายสิบล้านบาทอยู่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ก็คือปัญหาของพี่น้องทางอีกฟากหนึ่งคือ ตําบลศรีค้ํา น้ําท่วมทุกปี ดิฉันได้ปรึกษาหารือทางกระทรวงก็บอกว่าได้ดูแลจัดการปัญหานี้แล้ว แต่ว่าเข้าไปดูก็คือ ยังไม่ได้มีการจัดการปัญหานี้เลย แต่ตรงนี้ปุ๊บนี่ดิฉันก็มาย้อนคิดถึงว่า ทางหน่วยงานที่ทํางาน หรือหน่วยงานราชการ หรือว่าผู้ที่จัดสรรงบประมาณ เราไม่ได้ใช้ความสามารถให้เต็มที่ใน การที่ทํางานใช้เงินที่เป็นชิ้นหนึ่งชิ้นใด เพราะว่าที่ท่านทํานี่เหมือนสักว่าทํางบประมาณ แต่ ไม่ได้ดูว่าสิ่งที่เราทําไปแล้วมันป้องกันได้จริงไหม ท่านเชื่อเถอะค่ะว่า น้ําท่วมครั้งนี้ ฝนตกมา ครั้งนี้ก็ไม่หนีว่า ตลิ่งที่ท่านทําก็ต้องพังอีก เพราะท่านไม่ได้แก้ปัญหาในต้นเหตุว่าปัญหาของ น้ํา น้ําท่วมคืออะไร ปัญหาของน้ําแล้งเราจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ซึ่งเราพูดกันจนไม่รู้จะพูด อย่างไรว่า ท่านต้องใช้ความสามารถที่ท่านมีอยู่นี้ให้เต็มที่ ว่าการบริหารจัดการน้ําหรือการ แก้ไขปัญหาน้ําท่วมน้ําแล้งหรืออุทกภัยที่เกิดขึ้น ปัญหาสาเหตุมันแก้ได้ มันต้องแก้ได้อยู่แล้ว แต่ท่านไม่ได้ใช้ความสามารถให้เต็มที่ จนเพื่อน ๆ หลายคนว่าจะแสวงหาผลประโยชน์กัน หรือเปล่า อันนี้เป็นสิ่งที่ถ้าพี่น้องประชาชนมาเห็นเหมือนกับที่ ส.ส.ตัวแทนของพี่น้อง ประชาชนเห็นก็คงจะต้องน้ําตาตกในละคะท่าน เรามองดูว่างบประมาณที่ท่านทําให้นี่มัน สวยหรู มันเหมือนกับการกระจายตัวของงบประมาณนี่ไปทั่วทุกจังหวัด แต่ละจังหวัดถ้าเรา มองลึกเข้าไป วันนี้ได้ฟังเพื่อน ๆ ไม่ว่าชัยภูมิ หรือว่าทั้งยะลาทั้งทุกที่ที่พูดถึง จนท่าน ประธานไม่อยากให้พูดคําว่า คําที่ซ้ําซ้อนก็คือ เรื่องงบประมาณกระจุกตัว ไม่กระจายตัว ดิฉันก็อยากเสนอให้รัฐบาลว่า งบตรงนี้อย่าเพิ่งใช้ เพราะว่าการที่ท่านทํางบประมาณนี่ท่าน ยังไม่มีการรอบคอบในการที่จะดูแล้วก็เหมือนกับให้เราไม่มีงานวิจัยที่จะทํางานชิ้นหนึ่งชิ้นใด งบประมาณลงไปประมาณตอนนี้ ๒๗ ล้านบาท ๙๐ ล้านบาท ๑๐๐ ล้านบาท ท่านบอกว่า งบประมาณที่ต่ํากว่า ๑๐ ล้านบาท ท่านจะมีรูปให้ดู ก็ปัญหาก็เกิดขึ้นล่ะคะว่าเพื่อนสมาชิกที่ เป็นคณะกรรมาธิการเขาบอกว่ามีรูปที่ซ้ํากันเยอะแยะ แสดงว่าในการทํางานนี่เราไม่ได้ใช้ ความรอบคอบหรือว่าศึกษาแผนภูมิปัญหาที่เกิดขึ้นว่าเราจะจัดการในเรื่องต่าง ๆ นี่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ นี้อย่างไร เราสักแต่ไปใช้เงิน แล้วก็แจกเงิน สิ่งตรงนี้ดิฉันรู้สึกว่าเหมือนเราเอา งบประมาณนี่ตําน้ําพริกละลายแม่น้ํา มันไม่ได้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ มีแต่เรื่องที่จะ บั่นทอนจิตใจของพี่น้องประชาชน เพราะตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ข้าวยากหมากแพง วันนี้หลายคนก็บอกผักถูก ผักที่ท้องตลาดนี่ราคาถูก แล้วก็อาหารโปรตีนนี้ก็คือพวกเนื้อสัตว์ นี้แพงขี้น เขาก็บอกว่าพวกหมูพวกไก่นี้แพงไม่เป็นอะไร เราก็กินผัก แต่ท่านไม่มีความสงสาร หรือท่านไม่มีความเมตตากับพี่น้องประชาชนที่เป็นเกษตรกรบ้างหรือคะว่า ท่านเคย เดินตลาดไหมว่า ผักกาดหรือผักกะหล่ําปลีทุกมัด ๑๐๐ มัดนี่จะได้เงินเท่าไร มันสามารถที่จะ ใช้เลี้ยงดูครอบครัวให้มีสุขภาพ อยู่ในสังคมที่มีคุณภาพได้ไหม สิ่งเหล่านี้ท่านไม่ได้คิดที่จะทํา แล้วก็มีอีกเรื่องหนึ่งในส่วนดิฉันตั้งใจที่จะพูดเหมือนกันว่า งบประมาณที่ท่านทําอีลุ่ยฉุยแฉก ตรงนี้นะคะ มันไม่เกิดประโยชน์ ถ้าท่านอยากจะทําจริง ๆ นี่ได้บุญกุศลด้วย ดิฉันมองถึง กองทุนการศึกษาเพื่อคนพิการ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีคณะกรรมการการศึกษาของคนพิการเขา มาขอที่จะออกสลากเพื่อช่วยการศึกษาของคนพิการ ๙๖ ล้านฉบับ ซึ่งเป็นเงิน ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ดิฉันก็ถามว่า ทําไมทางหน่วยงานนี้ถึงจะต้องดิ้นรนขายสลาก เขาบอกว่าของบประมาณอย่างไรก็ไม่ผ่านกับเด็กพิเศษนี่นะคะ และการศึกษานี่เด็กพิเศษ กับเด็กปกตินี่ได้งบประมาณที่จัดสรรเท่ากัน ซึ่งถ้าสามัญสํานึกของคนทั่วไป การศึกษา คนพิเศษกับคนธรรมดา ค่าใช้จ่ายมันจะต้องไม่เท่ากัน เด็กพิเศษจะต้องมีเรื่องอุปกรณ์ เรื่องอะไรที่จะเสริมสร้าง ที่มันจะต้องแพงกว่าเด็กปกติ คราวนี้เขาก็ไปออกสลาก ดิฉันก็ สงสัยนะคะว่า ทําไมทางหน่วยงานเขาถึงมีจิตสํานึก ถึงมีความจะต้องเหน็ดเหนื่อย ที่จะต้องไปขายสลาก ก็หนีไม่พ้นละคะ หนีไม่พ้นที่ทาง ส.ส. หน่วยงาน ครูบาอาจารย์นี่ ก็จะต้องช่วยกันซื้อสลากตรงนี้เพื่อที่จะเอาเงินมาช่วยทางเด็กพิการหรือเด็กพิเศษ ตรงนี้ ดิฉันอยากให้รัฐบาล จนบัดนี้ผมว่าไม่ต่ํากว่า ๕ ปีแล้วมันก็ยังเหมือนเดิม นี่คือตัวอย่าง อีกตัวอย่างนะครับ ถนนหนทางที่อยู่ในความดูแลของกรมทางหลวงเอย กรมทางหลวงชนบทเอย หรือ อบจ. อบต. ก็แล้วแต่ ท่านประธาน จังหวัดท่านประธานกับจังหวัดผมภูเขามันก็เยอะเหมือนกัน ผลปรากฏว่าเป็นอย่างไรท่านประธาน พอผ่านหน้าฝน น้ํากัดถนนบ้าง ลําห้วยที่อยู่ข้างถนน เซาะถนนบ้าง บางทีน้ําข้างถนน เหลือถนนอยู่ครึ่งเดียว ภาพเช่นนี้มีอยู่ทั่วไปเลยในพื้นที่ ภูเขา ไม่ใช่เพิ่งปีที่แล้วนะท่านประธานหลายปีมาแล้วด้วย แล้วผลปรากฏว่าเป็นอย่างไรครับ ท่านประธาน เพิ่งทราบจากท่านกรรมาธิการท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นรัฐมนตรี เมื่อกี้ไม่ใช่ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ปรากฏว่าเขาบอกว่าเรียงตามลําดับความเร่งด่วน เรียงตามลําดับความสําคัญ จัดลําดับตามความเสียหายที่เกิดขึ้น ในจังหวัดท่านประธาน ก็อย่างนี้ที่เห็นภาพเช่นนี้ ท่านประธานครับความสําคัญคืออะไร ผมเล่าตัวอย่างให้ตัวอย่าง หนึ่งก็ได้ ครูคนหนึ่งอายุ ๒๐ กว่าปียังไม่ถึง ๓๐ ปี ครูผู้หญิง ลูกอายุแค่ ๒ ขวบ เพิ่งสร้าง บ้านใหม่เสร็จท่านประธานครับเพิ่งได้รับการบรรจุหลังจากที่ไปเป็น เขาเรียกว่า พนักงาน ข้าราชการที่ไปช่วยสอนเสียหลายปี เพิ่งได้บรรจุประมาณปีกว่า ปรากฏว่าขี่มอเตอร์ไซค์ ไปตกหลุมใหญ่ ๆ หัวน็อค (Nock) พื้นตาย ตายท่านประธาน พ่อแม่เขามีลูกสาว อยู่คนเดียวด้วย เพิ่งสร้างบ้านให้กับพ่อแม่เขา รวมทั้งลูกที่อายุ ๒ ขวบนี่ แต่ว่าตัวเองตาย แล้วท่านประธาน อันนี้ความเสียหายมากไหมครับท่านประธาน ความเสียหายของผู้นํา ครอบครัวคนหนึ่งที่ยังมีภาระอีกเยอะแยะ ผลปรากฏว่ามอเตอร์ไซค์ไปตกหลุมที่เกิดจากฝน ที่ตกลงมาทําให้มันเกิด นี่คือความสําคัญหรือไม่ ท่านประธานครับ ผมยอมรับครับ ท่านประธานครับว่า การอภิปรายที่พูดในวันนี้มันคล้าย ๆ กับการอภิปรายในวาระที่หนึ่ง คือขั้นรับหลักการ ทําไมต้องทําเช่นนั้น ก็เพราะว่า ขั้นวาระที่หนึ่ง นี่มีคนที่ต้องการจะ อภิปรายมากมาย แต่ผลปรากฏว่าให้เวลานิดเดียว ผมก็อยากจะอภิปราย แต่มันไม่ได้ อภิปราย เพราะมันไม่มีเวลาให้ ท่านประธานครับการพิจารณางบประมาณนี้เป็นการ พิจารณาที่สําคัญที่สุดที่จะทําให้พวกเรา ส.ส. นี่ สามารถสะท้อนประเด็นปัญหาที่เกิดในพื้นที่ ต่าง ๆ ที่ตัวเองเป็นผู้แทนเขาอยู่นี่ได้ดีที่สุด แล้วก็จะถึงทางรัฐบาลรวมทั้งมีเจ้าหน้าที่ ข้าราชการระดับสูงคอยฟังอยู่มากที่สุด เขาจะต้องคอยฟังตลอดเวลา เพราะฉะนั้นมันจะเป็น การสะท้อนปัญหาได้อย่างดีที่สุดท่านประธาน เพราะฉะนั้นมันเลี่ยงไม่ได้ที่เราจําเป็น ที่จะต้องอภิปรายคล้าย ๆ กับในวาระที่ ๑ คือขั้นรับหลักการ แล้วทําไมถึงต้องมาพูดกัน ในวันนี้มาก ก็อย่างที่เรียนไปแล้วท่านประธาน ทางคณะกรรมาธิการนี่ท่านรีบเร่งมากเลย เพื่อที่จะทํางานให้เสร็จ ก็ไม่รู้เร่งอะไรขนาดนั้นปรากฏว่าผู้ที่แปรญัตติไว้ไม่สามารถเข้าไป ชี้แจงในนั้นได้เลย ถ้าเกิดว่าเข้าไปชี้แจงในนั้นได้เราก็ไม่ต้องใช้เวลาอภิปรายมากมาย เหมือนที่กําลังใช้กันในขณะนี้ แล้วก็เจตนารู้สึกผมคือผมอาจจะคิดมากไป เจตนาคือรีบ แล้วก็อยากให้รีบมันผ่านไปด้วยก็เลยเอาเข้ามาในวันนี้วันพฤหัสบดีตอนบ่าย เหมือนกับ ตีไก่ง่วงท่านประธาน เหมือนกับตีไก่ง่วง เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเป็นแบบนี้มันช่วยไม่ได้ที่เรา จะต้องพูดกันเยอะครับท่านประธาน

คราวนี้มาพูดถึงเรื่องมาตรา ๓ ก็ชื่นชมนะครับทางคณะกรรมาธิการที่กรุณา ตัดงบลงมาถึง ๓๒ ล้านบาท ผมชื่นชมจริง ๆ นะครับท่านประธาน แต่ผมจะชื่นชมมากกว่านี้ ถ้าหากว่าตัดลงไปมากกว่านี้ให้อีกมาก ๆ ที่จริงมันน่าจะตัดเป็น ๑๕,๐๐๐ ล้านบาทเลย ทําไมถึง ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธาน ๙,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่จะใช้เพื่อแผนงานฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาผลกระทบจากภัยพิบัติ ๙,๙๐๐ ล้านบาทนี่ ที่จริงเราน่าตัดออกไปเลย ถามว่าท่าน ส.ส. อดุลย์ ไม่เห็นด้วยหรือที่ว่า จะต้องเอาไปฟื้นฟูเอาไปซ่อมแซมไปบูรณะอะไรที่มันถูกน้ําท่วม เห็นด้วยท่านประธาน เห็นด้วย แต่ที่ว่าผมไม่อยากตัดตัวนี้ แต่ว่ามันเป็นการกระทบชิ่งไปถึงเงินอะไร เงินเบี้ยหวัด บําเหน็จบํานาญจํานวน ๑๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท เงินช่วยเหลือข้าราชการลูกจ้างและ พนักงานของรัฐจํานวนอีกเท่าไรครับท่านประธาน อีก ๒๕๘ ล้านบาท เงินสมทบ เงินชดเชย อะไร ประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท เงินสมทบลูกจ้างประจํา ที่จริงผมอยากจะตัดตัวนี้ แต่มันตัดไม่ได้ เพราะมันเป็นกฎหมายที่ห้ามตัด ทําไมถึงอยากจะตัด คือที่จริงไม่อยาก ให้มันมีเลยที่งบประมาณกลางปีนี้ เพราะผมดูว่ามันเหมือนกับเป็นทริค (Trick) ใช้คําพูดว่า อะไรดีท่านประธาน ภาษาไทย พลิกแพลง เป็นการทํางบประมาณอย่างพลิกแพลง ถามว่า ทําไมทํางบประมาณอย่างพลิกแพลง เงินเบี้ยหวัดบํานาญ เงินช่วยเหลือข้าราชการ เงินสมทบ เงินอะไรต่ออะไรพวกนี้ ที่จริงมันไม่ใช่จ่ายทีเดียว มันก็จ่ายมาเรื่อย ๆ และถามว่า ทางกรมบัญชีกลางหรือท่านประธานคณะกรรมาธิการซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังนี้รู้ไหม ผมว่าถ้าเกิดไม่รู้ก็โง่แล้ว มันคํานวณได้ท่านประธาน มันประมาณ ได้ แล้วงบประมาณปี ๒๕๕๔ นี่ของเราพิจารณาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เดือนมิถุนายน จนวาระสามไปโน่นไปกลาง ๆ เดือนสิงหาคม บางปีก็ต้นเดือนกันยายน ทําไมไม่ตั้งเข้าไป งบประมาณปี ๒๕๕๔ เลยครับท่านประธาน ก็จ่ายมันเข้าไปในนั้นเลย ก็ตั้งงบกลางไปตั้ง ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท พวกนี้ก็อยู่ในงบกลางทั้งนั้น ทําไมไม่เพิ่มในงบกลางเข้าไปอีก แต่คราวนี้เสียดายมันตัดไม่ได้ เพราะกฎหมายมันห้ามตัด นี่ผมยังไม่ได้พูดถึงการใช้ พวกตั๋วเงินพวกอะไรต่ออะไร ทําไม ผมก็สงสัยจริง ๆ ว่าทําไมจะต้องใช้วันที่ ๑๖ กันยายน เรื่องที่ว่าจะประหยัดดอกเบี้ยหรือประหยัดอะไรต่ออะไรนี้ ถามทําไมไม่ใช้ไปวันที่ ๑๕ สิงหาคมละ ทําไมไม่ใช่วันที่ ๑๕ กรกฎาคม อันนี้เป็นการวางไว้เพื่อที่จะมาทํางบกลางปี ได้ไหม ใช่ไหมท่านประธาน มาทํางบกลางปีใช่ไหม ท่านประธาน การทํางบต่าง ๆ นี้ไม่ว่า งบกลางปีหรืองบร่างพระราชบัญญัติประจําปีนี้ มันเป็นการคาดการณ์อนาคตทั้งนั้น นี่เพิ่งใช้จ่ายไปแค่ ๔ เดือน ตอนที่จะเริ่มเข้า ท่านคาดการณ์แล้วจะเก็บได้มาก จะมาใช้ งบรายจ่ายปี ๒๕๕๔ ประจําปีนี้ มันก็เป็นเงินกู้นะท่านประธาน ถ้าเกิดเก็บได้มากก็เอาไว้ ไปโปะตอนนั้น ถ้าเกิดมันมีความจําเป็นงบเผื่อกรณีฉุกเฉินและจําเป็นก็ยังมีอีกเยอะ ถ้าเกิดไม่พอละ ก็ใช้เงินคงคลังต่อไปอีกก็ได้ท่านประธาน เพราะฉะนั้นมันเป็นการพลิกแพลง งบประมาณแล้วไม่อยากจะให้ รัฐบาลไหนก็ตามจัดทําโดยไม่จําเป็น ผมเห็นว่ามันไม่จําเป็น ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ