สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๓ มีนาคม ๒๕๕๔

ชลน่าน ศรีแก้ว อภิปรายเรื่องร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปีนี้ โดยเน้นการปรับลดลดงบประมาณทั้งหมด 20,000 ล้านบาท ชี้เหตุผลที่รัฐบาลเสนอพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปีนี้ เช่น แก้ไขปัญหาภัยพิบัติจากน้ำท่วม สวัสดิการสังคม และชดใช้เงินคงคลัง และเรียกร้องให้ตรวจสอบการชดใช้เงินคงคลังและเร่งดำเนินการแก้ไข

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งจังหวัดน่าน ขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผม ได้อภิปรายต่อกรณีที่ประธานสภาได้บรรจุระเบียบวาระร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายเพิ่มเติม ประจําปีพุทธศักราช ๒๕๕๔ พ.ศ. .... ของคณะกรรมาธิการซึ่งเป็นร่างของ คณะกรรมาธิการวิสามัญที่สภาได้มอบอํานาจให้ ๔๕ ท่านไปพิจารณา พิจารณาเสร็จแล้ว กลับสู่การพิจารณาของสภาในวาระที่สอง และวาระที่สาม ซึ่งในวาระที่สองเป็นการพิจารณา รายมาตรา ท่านประธานที่เคารพครับผมได้ดูร่างของคณะกรรมาธิการที่เสนอต่อสภา คณะกรรมาธิการได้ไปพิจารณาและมีการปรับลด มีการแก้ไขในร่างที่สภาส่งไป จากวงเงิน เดิมทั้งหมด ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบรายจ่ายเพิ่มเติมเหลือตัวเลขที่แก้ไขมีการปรับลด ทั้งสิ้นนะครับ ๓๒ ล้านบาทเศษ ที่เหลือก็เป็นตัวเลขงบประมาณที่ทางคณะกรรมาธิการ เสนอต่อสภาเพื่อให้พิจารณาเพื่อให้ความเห็นชอบ ผมได้ตรวจสอบในการปรับลดนะครับ มีการปรับลดของส่วนที่เป็นแผนหรือวัตถุประสงค์เพื่อช่วยภัยพิบัติของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ของกรมชลประทานไป ๖๐๐,๐๐๐ บาท ของกระทรวงมหาดไทย ในกรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัยไป ๒๘ ล้านบาทเศษ ตัวเลขกลม ๆ นะครับ และ ทางกรมส่งเสริมปกครองส่วนท้องถิ่น ๑,๗๐๐ ลานบาท และการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจไป ๓ ล้านบาท อันนี้คือตัวเลขที่คณะกรรมาธิการปรับลด ในส่วนของ ผมเองสมาชิกได้สงวนคําแปรญัตติเอาไว้เพื่อที่จะมาบอกกล่าวกับท่านประธานผ่านไปยัง เพื่อนสมาชิกเพื่อจะได้เห็นว่าการจัดตั้งงบประมาณครั้งนี้สมควรจะเป็นอย่างไร จะเห็นตามกระผมหรือไม่หรือว่าเป็นไปตามคณะกรรมาธิการ ด้วยความเคารพท่านประธาน ครับ ผมปรับลดเอาไว้ถ้าคิดเป็นเงินก็เกือบ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมมีความจําเป็นที่จะต้อง ปรับลด โดยมี เหตุผลข้อเท็จจริงที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานภายในเวลาที่ผมมีอยู่ขณะนี้

ประการที่ ๑ เป็นเหตุผลที่รัฐบาลเสนอเข้ามาเพื่อให้สภาแห่งนี้รับพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปีนี้ ซึ่งผมพอจะสรุปได้อยู่ ๔ ด้าน ๓ ด้านหลัก ด้านที่ ๑ คือด้านเหตุผลความจําเป็นอย่างที่ท่านบอก เช่น จําเป็นต้องแก้ไข เรื่องปัญหาภัยพิบัติจากน้ําท่วม เรื่องของสวัสดิการสังคม เรื่องที่จะต้องคืนให้กับ องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วก็เรืองของจําเป็นต้องชดใช้เงินคงคลัง อันนั้นเป็นเหตุผลที่เป็น ความจําเป็นตามวัตถุประสงค์

แล้วท่านบอกว่าเป็นเหตุผลสําคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ เหตุผลด้านการจัดเก็บ รายได้ ท่านบอกว่ามีรายได้โดยคาดการณ์ เมื่อสิ้นปีงบประมาณจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ จากการคาดการณ์นะครับเพราะท่านคาดการณ์ในปีงบประมาณ ๒๕๕๔ งบประมาณต้นปีที่เราพิจารณาไปคือ ๑,๖๕๐,๐๐๐ บาท คาดว่าท่านจะเก็บได้ ทั้งหมด ๑,๗๗๐,๐๐๐ ล้านบาท นั่นคือท่านคาดว่าจะได้ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็มีความจําเป็นที่จะเอา ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้มาใช้จ่าย

เหตุผลอีกเรื่องหนึ่งนะครับที่ท่านให้กับสภาแห่งนี้ แล้วผมก็ฟัง ผมเองไม่มี โอกาสได้อภิปรายในวาระที่ ๑ เนื่องจากเวลาจํากัดและให้เวลาเพื่อนสมาชิกไป ประเด็น ที่เป็นเหตุผลการชดใช้เงินคงคลังกับเป็นเหตุผลที่บอกว่าจําเป็นต้องผ่านสภาแห่งนี้ เพื่อการตรวจสอบ ผมเองกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับ ผมมีอีกซีกหนึ่ง ที่เป็นข้อเท็จจริงที่ผมคิดว่าผมจําเป็นต้องปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจําเพิ่มเติมตรงนี้ เนื่องจากว่าเหตุผลที่ท่านให้ ประการแรกสุดนะครับ เหตุผลที่ท่านให้ว่ามีความจําเป็นต้องชดใช้เงินคงคลัง และมีความ จําเป็นที่ต้องจัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เหตุผลเรื่องนี้ผมเองต้องกราบเรียน ท่านประธานว่าเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น ไม่ใช่ฐานะที่ผมเป็นฝ่ายค้านจะต้องพูดอย่างนี้ แต่มันเป็นเหตุผลที่เมื่อท่านจัดทํางบประมาณรายจ่าย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๙ ก็ดี ร่างพระราชบัญญัติเรื่องเงินคงคลัง ปี ๒๔๙๑ มาตรา ๗ ก็ดี บังคับไว้เลยครับว่าท่านต้อง คืนคลัง ต้องชดใช้คลัง ท่านไม่จัดไม่ได้ มันจะเป็นผลต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นท่านจะเอามาว่า เพื่อชดใช้เงินคงคลัง ไม่ได้ครับ ถ้าท่านไม่จัด ท่านก็ไม่ต้องใช้ ๘๔,๐๐๐ ล้านบาทที่ท่านต้อง ใช้เงินคงคลัง เป็นเงินที่ท่านจ่ายมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ นะครับ เป็นเงินคลังที่ท่านเอาเงิน ปี ๒๕๔๓ มาจ่าย เพราะฉะนั้นกฎหมายระบุว่าถ้ามีการจัดสรรงบประมาณไม่ว่าจะเป็น รายจ่ายประจําปี หรือเพิ่มเติม ครั้งถัดไปนี่ครับท่านต้องเอาเงินมาจ่ายเงินคลังนี่กฎหมาย กําหนด มันก็จําเป็นที่ท่านจ่าย รายจ่ายที่ท่านแสดงมาเราก็ไม่ว่ากัน เป็นรายจ่ายจําเป็นที่ ท่านต้องทํา ไม่ว่าจะเป็นรายจ่ายที่ผ่านกรมบัญชีกลาง ๓๔,๐๐๐ ล้านบาทเศษ จ่ายผ่าน หน่วยงานของรัฐอื่น เช่น กรมธนารักษ์ สํานักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีความจําเป็น อันนี้เราไม่ว่ากัน เพราะท่านเอาเงินคลังไปจ่ายตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แล้วก็กฎหมาย ว่าด้วยเงินคงคลัง กรณีจําเป็นเร่งด่วน จะจ่ายไปก่อนก็ได้ แต่ไม่อย่างนั้นครับ มาตรา ๑๖๙ แต่ว่าในการจัดสรรงบประมาณครั้งต่อไปต้องเอามาคืน จ่ายก่อนก็ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ท่าน เอาไปจ่ายเมื่อปี ๒๕๔๓ ก็คือผ่านสํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ ๔๔,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ไม่ว่าครับ ท่านมีเหตุผลชี้แจงว่า ๔๒,๐๐๐ ล้านบาทนี้ไปไถ่ถอนตั๋วสัญญาใช้เงิน ไม่ว่าเลย เพราะว่าท่านบอกว่าจะบริหารความเสี่ยง ก็สามารถลดภาระหนี้ได้ไปตัวเลขที่ท่านให้ผมมา ๑,๑๒๖ ล้านบาทเศษ ลดภาระหนี้ได้ เพราะเป็นการใช้หนี้ของกลุ่มที่เป็นหนี้ระยะสั้น ท่านก็ใช้ก่อนไป ลดภาระหนี้ได้ ๑,๑๐๐ ล้านบาทเศษ ก็ถือเป็นความดีครับ ไม่ว่ากัน แต่ถามว่าจําเป็นไหมครับที่ต้องมาจ่ายขณะนี้ ไม่ได้จําเป็นเลยครับ เพราะว่าเงินพวกนี้ ท่านจ่ายไปหมดแล้ว การลดภาระหนี้ท่านก็เอาเงินคลังไปจ่ายแล้วนะครับ โดยเฉพาะเรื่อง ของการไถ่ถอนตั๋วเงินคลัง ๒,๗๔๖ ล้านบาท ท่านก็เอาเงินคลังไปจ่ายเรียบร้อยตั้งแต่ ปี ๒๕๔๓ เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๔๓ เพราะท่านออกพันธบัตรรัฐบาล ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ได้ ออกได้ไปส่วนหนึ่ง ขาดอีก ๒,๗๐๐ ล้านบาท ท่านก็ต้องเอาเงินคลังไปโปะ ถามว่า ไปตั้งเงินคลังปี ๒๕๕๕ ได้ไหม ได้ครับ เพราะฉะนั้นเหตุผลท่านบอกว่า เพื่อทําให้การจัดสรร งบประมาณในปี ๒๕๕๕ มีประสิทธิภาพมากขึ้นนําเงินไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น จริง ๆ ไม่เกี่ยวครับ อาจจะช่วย แต่ไม่เกี่ยว ถ้าท่านไม่ตั้งงบกลางปี ท่านก็เอาเงินงบประมาณ ปี ๒๕๕๕ ไปจ่ายเงินคลังคืน ท่านประธานครับ ถึงแม้ท่านบอกว่าจ่ายเงินคลังไปแล้วท่าน จะทําให้สถานะเงินคงคลังดีขึ้น ตั้งงบประมาณปี ๒๕๕๕ จะไม่ต้องจ่ายเงินคงคลัง ไม่ใช่ครับ เพราะเงินคงคลัง ปี ๒๕๕๔ ท่านตั้งขาดดุลไว้ ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท อย่างไร ก็ต้องจ่าย ส่วนหนึ่งท่านเอาเงินคลังมาจ่าย ผมเชื่อว่าท่านขอยืมเงินคลังมาจ่ายแน่นอน ในกรณีจําเป็นเร่งด่วนที่จะเกิดขึ้นในปี ๒๕๕๔ นี่ เพราะฉะนั้นเหตุผลที่ท่านอ้างตรงนี้ ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานว่าผมรับไม่ได้ มันไม่มีความจําเป็น หลายท่านบอกปรับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาจจะบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะกฎหมายไม่ได้ห้าม นั่นคือสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน บอกว่าต้องให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๕,๙๐๐ ล้านบาทเศษ ท่านประธานครับ อันนี้ก็เป็นไปตาม กฎหมายอีก ถ้าท่านจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมกลางปีไม่จัดสรรให้ท้องถิ่น ท่านก็ทําผิด กฎหมาย เพราะอะไรครับ เพราะว่าท่านไปตั้งตั้งแต่ต้นปีว่าต้องจ่ายให้ท้องถิ่นไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเพิ่มของว่ารายได้ภาครัฐเข้าไปโดยไม่เพิ่มท้องถิ่นท่านก็ให้ สัดส่วนร้อยละของท้องถิ่นหายไป เพราะฉะนั้นท่านจัดเพื่อไม่ให้ท้องถิ่นเพื่อรักษาสภาพไม่ให้เกิน ไม่ให้ต่ํากว่าร้อยละ ๒๕ อันนี้ก็คือสภาพบังคับ แต่ก็น่าเสียใจครับท่านประธานครับ ท้องถิ่นก็ได้แต่รับกิจกรรม ส่วนคุณงามความดีก็เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลเพราะท่านอ้างว่าไปให้ผู้สูงอายุกับผู้พิการ ผมไม่ปฏิเสธนะครับว่าต้องให้ ไม่ปฏิเสธเลย แต่วิธีการให้นี่ไม่จําเป็นต้องตั้งงบกลางปี หรืองบเพิ่มเติมก็ได้นะครับ โดยเฉพาะแผนงานกระจายอํานาจท่านประธานสังเกตไหมครับ การเขียนแผนงานลงมาค่อนข้างที่จะมีข้อสงสัยมาก จริง ๆ ผมควรจะอภิปรายในวาระที่หนึ่ง แต่ว่ามีโอกาสตรงนี้ในการปรับลดในมาตรา ๓ นี้ แผนงานส่งเสริมการกระจายอํานาจ การปกครองจํานวน ๑,๐๑๗ ล้านบาทเศษ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเขียนว่าเป็นแผนงาน สวัสดิการสังคมและความมั่นคงมนุษย์ จํานวน ๔,๙๐๐ ล้านบาทเศษเพื่อให้ผู้สูงอายุ แต่ข้างล่างบอกว่าให้ผู้พิการ ๑๖๐,๐๐๐ กว่าราย ทําไมครับ ผู้พิการกับผู้สูงอายุไม่อยู่ใน แผนงานเดียวกัน งานเดียวกันครับ สวัสดิการสังคม ผมเลยมีข้อกังขาเลขครับ ฝากผู้ที่มี หน้าที่ในการตรวจสอบติดตามว่า จริง ๆ แล้วเอาไปทําอะไร ตัวเลขผู้พิการ ๑๖๗,๐๐๐ กว่าคนนี่ใช่หรือไม่ อย่ายัดไส้นะครับ เพราะผมแอบรู้มาว่าตั้งตัวเลขลอย ๆ ไว้ อีกหน่อย ก็ใช้วิธีการ กลไก เอาตัวนี้ไปทําเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน เรื่องของการปรับแก้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านอาจจะไม่ทราบก็ได้ครับ แต่ผมบอกท่านไว้ ขอให้ท่านช่วยติดตาม เพราะมันมีนัยสําคัญในการเขียนแยกเอาไว้ตรงนี้ ทําไมไม่เขียน ๕,๙๐๐ ล้านบาทมาที่เดียวกันครับ นี่คือข้อสังเกตผม ท่านประธานที่เคารพครับ กรณีที่มี ความจําเป็นใช้จริง ๆ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ๑๕,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเองครับ แต่ว่ารัฐบาล คณะรัฐมนตรียอมที่จะเอา ๘๔ ล้านบาทไปแลกโดยคืนคลังเขาไป ๘๔,๐๐๐ ล้านบาทนี่ โดยใช้เงินแค่ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาทมาเป็นงบกลาง และป้องกันภัยพิบัติแค่ ๙,๙๐๐ ล้านบาท อย่างนี้ ๙,๙๐๐ ล้านบาทเองครับ ทําไมไม่ใช้งบกลางปีที่มีอยู่ หลายคนเขาถาม ท่านนายกรัฐมนตรีตอบอย่างนี้ครับ บอกว่า เนื่องจากมันมีความสงสัย มีความกังขาไม่ผ่าน การตรวจสอบ ถ้าผ่านสภาแล้วจะมีการตรวจสอบจะได้สบายใจ ตรวจสอบในชั้นกรรมาธิการ กรรมาธิการซูการ์โน ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน พูดเมื่อสักครู่ครับ ตรวจสอบได้ในระดับหนึ่ง เท่านั้นเอง การติดตามการใช้งบประมาณต้องเข้มครับ จะเอาตรายางสภามาประทับปุ๊บ บอกว่าตรวจสอบไม่ได้ ผมไม่เห็นด้วยครับ อย่างที่ผมฝากข้อสังเกตเอาไว้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ เรื่องที่ผมได้ นําเรียนท่านประธานเป็นสิ่งที่ โดยข้อเท็จจริงแล้วอยากจะปรับ ทั้งหมดนะครับ ไม่ต้องตั้งก็ได้โดยใช้กลไกการบริหารจัดการ ถ้าจ่ายไม่พอ ท่านก็ไปเอา เงินคลังมาจ่ายได้ ก็ไปตั้งที่งบ การคลังเพิ่มในปีต่อไป แต่ว่าด้วยข้อบังคับ ด้วยบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง ผมก็จําเป็นต้องอาศัยกลไกวิธีการอย่างนี้ จริง ๆ ไม่อยากเห็นด้วย ไปตั้งงบกลางปี แต่เห็นด้วยว่าจําเป็นต้องช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ยิ่งตั้งงบกลางปีนะครับ ยิ่งช้าแล้วไม่ครอบคลุม ท่านให้เขาได้แค่ ๒,๗๐๐ ล้านบาท ทั้งที่เขาขอมา ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท มันไม่ทั่วถึงละครับท่านประธาน ขอบคุณครับ