สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ มกราคม ๒๕๕๔

ธนา ชีรวินิจ หารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการมีบัตรประชาชน โดยตั้งคำถามว่าทำไมถึงต้องมีค่าปรับในการขอมีบัตรหรือเปลี่ยนบัตรใหม่ และส่งเสริมให้ผู้ปกครองและเด็กได้รับการดูแลอย่างเข้าถึงข้อมูล

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการ ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ความคิดเห็นของเพื่อน สมาชิกที่ได้กรุณาสงวนความเห็นและได้แปรญัตติไว้ทั้งหมด ทางคณะกรรมาธิการก็ได้ พิจารณากันอย่างรอบคอบ แล้วเรื่องนี้อยากจะเรียนเลยนะครับว่า ทุกความเห็นได้สะท้อน ถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง ซึ่งในประเด็นแรกที่ผมอยากจะกราบเรียน ก็คือว่า สิ่งที่ท่านสมาชิก ท่านนิพนธ์ บุญญามณี ท่านสมบูรณ์ ได้ลุกขึ้นซักถามว่า ถ้าถึง กําหนดแล้วเขาไม่ไปทําบัตร อายุ ๑ ปี จะเป็นการสร้างภาระให้กับผู้ปกครองแล้วก็ครอบครัว กรรมาธิการก็ได้พิจารณาว่าไม่ควรจะไปสร้างภาระ เพราะว่าในขณะที่เด็กเกิด เด็กอายุยัง น้อยอยู่ความพร้อมของผู้ปกครองก็อาจจะยังไม่มี เพราะฉะนั้นก็เลยให้ตัดโทษฐานทาง ความผิดในการที่ไม่ไปทําบัตรในกรณีที่บัญญัติไว้ตามมาตรา ๖ ไว้ออก ซึ่งกระผมขออนุญาต กราบเรียนจะได้เป็นการประหยัดเวลาสภาเลยนะครับ เมื่อมีการซักถามในประเด็นนี้แล้ว ขออนุญาตชี้แจงไปเลย พอถึงมาตรา ๑๑ จะได้ไม่ต้องมาพูดกันเรื่องนี้อีก ผมกราบเรียน อย่างนี้ครับว่าในมาตรา ๑๑ ได้เขียนไว้ว่า เมื่อพ้นกําหนดระยะเวลาการขอมีบัตรตามมาตรา ๖ ผู้ซึ่งต้องมีบัตรตามมาตรา ๕ ซึ่งมีอายุตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไป หรือบุคคลซึ่งมีหน้าที่ยืนคําขอ มีบัตรแทนตามมาตรา ๖ ฉ แล้วแต่กรณี ยังไม่ยื่นขอมีบัตร ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อย บาท กรรมาธิการได้ตัดทิ้งออกทั้งวรรคเลยนะครับ ซึ่งต่อไปก็จะไม่ต้องรับโทษ ส่วนมาตรา ๑๑ วรรคสองนั้นที่ระบุว่า เมื่อพ้นกําหนดระยะเวลาการขอมีบัตรใหม่ตามมาตรา ๖ ตรี วรรคหนึ่ง หรือการขอมีบัตรใหม่หรือขอเปลี่ยนบัตรตามมาตรา ๖ จัตวา วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) ผู้ถือบัตรซึ่งมีอายุตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไปไม่ยื่นขอมีบัตรใหม่ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่ง ร้อยบาท เดิมปรับไว้ ๕๐๐ บาท เราก็ได้พิจารณาประเด็นนี้ครับว่า การที่เราเป็นคนไทยเมื่อ มีอายุถึง ๑๕ ปีแล้วสมควรที่จะไปทําบัตรประชาชน เพราะว่าในการที่จะตรวจสอบสิทธิต่าง ๆ ในการที่ทางรัฐจะเข้ามาดูแล ในเรื่องทุก ๆ เรื่องนั้น การที่มีบัตรประชาชนจะทําให้ทาง ราชการสามารถเข้าถึงข้อมูลในการที่จะทํางานเพื่อเกิดประโยชน์กับส่วนรวมและตัวผู้ถือบัตร ได้เองได้ดีกว่า เพราะฉะนั้นก็เลยให้บัญญัติไว้ว่าอย่างไรก็ตามเมื่อถึงกําหนดอายุ ๑๕ ปีแล้ว ต้องมาทําบัตร ถ้าไม่ทําบัตรก็ให้ปรับ ๑๐๐ บาทจากเดิมที่เขียนไว้ ๕๐๐ บาท ส่วนวรรคท้าย ที่เขียนว่า ในกรณีตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง หากผู้ซึ่งต้องมีบัตรหรือผู้ถือบัตรซึ่งมีอายุไม่ถึงสิบห้าปีได้ยื่นคําขอด้วยตนเองแล้ว ให้บุคคล ซึ่งมีหน้าที่ยื่นคําขอแทนตามมาตรา ๖ ฉ ไม่ต้องรับโทษ ในส่วนนี้เราก็ตัดทิ้งนะครับ เพราะว่าจะเป็นปัญหาในทางปฏิบัติสําหรับผู้ที่จะต้องทําบัตร ทีนี้ในประเด็นที่ผมอยากจะ กราบเรียนก็คือว่าทําไมเราถึงต้องกําหนดว่าจะต้องมีค่าปรับในกรณีการขอมีบัตรหรือเปลี่ยน บัตรใหม่ อันนี้เป็นข้อมูลนะครับว่า ในบางช่วง บางเวลา บางสถานการณ์นี้เราก็มีคนแห่ กันไปเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุลโดยไม่มีความจําเป็น ไม่ใช่ว่าบัตรหาย แต่ว่าอยู่ ๆ ก็ อยากจะเปลี่ยนชื่อ อยากจะเปลี่ยนนามสกุลด้วยความเชื่อต่าง ๆ ซึ่งตัวเลขในปัจจุบันนี้ ขึ้นสูงมากเลยนะครับท่านประธาน หลายแสนคน ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะเกิดปัญหาทาง งบประมาณของรัฐบาล จึงได้กําหนดไว้ว่าในกรณีอย่างนี้อาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการทําบัตร ส่วนที่ท่านสมาชิกซักถามว่าอายุ ๑ ขวบแล้วต้องไปทําบัตรนี้จะเป็นการสร้างภาระกับเขา หรือไม่ เพราะฉะนั้นตอบประเด็นแรกก็คือว่าไม่เป็นการสร้างภาระ แต่ในขณะเดียวกัน เราส่งเสริมให้ผู้ปกครองและเด็กได้รับการดูแลอย่างเข้าถึงข้อมูล ถ้าผู้ปกครองของเด็กคนใด สนใจพาเด็กไปทําบัตร สิทธิประโยชน์ก็จะเกิดกับตัวเด็กเอง และตัวผู้ปกครองเอง เพราะเวลาที่เด็กไปเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลต่าง ๆ แน่นอนครับ ข้อมูลในการ รักษาพยาบาลที่ทางโรงพยาบาลทําให้กับเด็กก็จะเก็บอยู่ในฐานข้อมูลของโรงพยาบาล ซึ่งจะปรากฏชัดครับว่าเด็กคนนี้ฉีดวัคซีนเมื่อไร ฉีดวัคซีนอะไร เด็กคนนี้รักษาพยาบาล ด้วยโรคอะไรบ้าง เด็กคนนี้แพ้โรค แพ้อะไรต่าง ๆ จะมีข้อมูลเก็บไว้ การที่เด็กมีบัตร บัตรซึ่งก็หมายถึงประตูเชื่อมที่จะเข้าสู่ฐานข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข วันใดวันหนึ่ง ถ้าเราไม่มีบัตร ผู้ปกครองบางทีจําไม่ได้ครับว่าเด็กไปรักษาพยาบาลอะไรมาบ้างแล้ว วันนี้ ทางกระทรวงมหาดไทยชี้แจงครับว่าเป็นปัญหาอย่างหนึ่งสําหรับเด็กเกิดใหม่ในประเทศไทย เด็กไปฉีดวัคซีนซ้ําซ้อน เกิดใหม่ก็ไปฉีดวัคซีน พอโตขึ้นมาหน่อย ๒ ขวบ ๓ ขวบ จําไม่ได้ว่า เคยฉีดให้หรือยังก็ไปฉีดซ้ําซ้อนอีก ซึ่งในอนาคตเราก็ไม่ทราบว่าจะเกิดปัญหาทางสุขภาพ หรือไม่ เพราะฉะนั้นอันนี้คือผลประโยชน์สําหรับผู้ที่ต้องการมีบัตร แล้วเขาจะได้ ผลประโยชน์ในส่วนนี้ทันทีกับตัวเขาเองว่าจะได้มีข้อมูลที่จัดเก็บไว้ สามารถที่จะตรวจสอบได้ ตลอดเวลาว่าเด็กคนนี้มีปัญหา มีการรักษาพยาบาลเป็นมาอย่างไรในเวลาที่มีความจําเป็น ก็สามารถที่จะใช้บัตรตัวนี้เข้าถึงข้อมูลของกระทรวงต่าง ๆ ได้ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะ กราบเรียนว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งโดยที่เราไม่ได้ผลักภาระให้กับผู้ปกครองหรือเด็ก เลยนะครับ ขอบคุณครับ