สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ มกราคม ๒๕๕๔

ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ระบุว่า การบังคับให้ประชาชนไปถ่ายบัตรประชาชนในประเทศไทยจะนำไปสู่ปัญหาที่ยิ่งกว่าเดิม เช่น ความโกลาหล การขาดแคลนสถานที่ในการถ่ายบัตร และความยากลำบากในการตรวจสอบบัตรประชาชนในอนาคต

นายชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยนาท พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ความจริงแล้วต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ถึงบรรยากาศในการประชุมด้วย กระผมขออนุญาตนะครับ จริง ๆ แล้วบรรยากาศ ในการประชุมในห้องกรรมาธิการก็ต้องบอกว่าส่วนใหญ่พวกเราค่อนข้างจะเห็นกับเสียง กรรมาธิการเสียงข้างน้อย แต่ว่าผลออกมาก็คือว่าพวกเราก็ต้องมาทําหน้าที่ในฐานะที่เป็น ผู้ขอแปรญัตติ ดังที่ท่านประธานได้เห็นว่าพวกเราได้แสดงทัศนะและเหตุผลต่าง ๆ ประกอบ ในการที่ขอแปรญัตติ ต้องขออนุญาตอย่างนี้ครับ คือการที่บอกว่าให้ไปทําบัตรได้โดยที่ เมื่อครบอายุหรือจะไม่ทําก็ได้แล้วไม่มีความผิดนั่นก็คือ ท่านนิพนธ์ บุญญามณี ก็ได้กล่าว ไปแล้ว ท่านประธานครับ มันจะไม่มีสภาพของการบังคับ ท้ายที่สุดประเทศไทยเราก็คือ จะมีคนอยู่กลุ่มหนึ่งคือไม่มีบัตรประชาชน แล้วก็จะเป็นผู้ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ผิด กฎหมายใด ๆ เลยท่านจะเอาอะไรไปบังคับเขาว่าเขานั้นเป็นผู้กระทําผิด เพราะสภาพของ การกระทําผิดนั้นเราบอกเราไม่มีความผิดแล้ว ไม่มีทั้งโทษปรับ โทษจํา ไม่มีการลงโทษ ไม่มี ระยะเวลาว่าเมื่อไรควรมาทํา เพราะว่าระยะเวลาของการทําเราบอกไว้แล้ว ที่กรรมาธิการ เสียงข้างมากบอกว่าภายใน ๑ ปี แรกเกิดถึง ๑ ปี นั่นคือระยะเวลาของการบังคับให้ทํา แต่ได้เปิดไว้ว่าแม้ไม่ทําก็ไม่เป็นความผิด ท้ายที่สุดก็คือเปิดตลอดชีวิต ก็คือไม่มีสภาพ การบังคับของการมีบัตรประชาชน ท้ายที่สุดเราก็จะตรวจรับไม่ได้ว่าคนไหนคือคนไทยที่มี บัตรประชาชนหรือไม่ การตรวจสอบก็จะยากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันผมคิดว่าในอนาคต อาจจะมีการสวมสิทธิ สวมบัตรมากขึ้นสําหรับผู้ที่จะใช้สิทธิของคนที่อยากจะมีบัตร เพราะว่า คนที่เขาไม่ถ่ายบัตรเราก็ไม่ทราบหน้าตา ท้ายที่สุดการสวมบัตร สวมสิทธิก็จะมากขึ้น เพราะว่าคนส่วนหนึ่งที่เขาขายสิทธิ ขายบัตรไป เขาไม่ได้ถ่ายรูปเอาไว้แล้วเขาก็ไม่ต้องถือบัตรเขาก็สามารถเป็นคนไทยอยู่ได้ เพราะว่า เกิดมาแล้วไม่จําเป็นต้องมีบัตรประชาชน สิ่งเหล่านี้คงต้องช่วยกันคิดแล้วครับท่านประธาน ว่าเราจะเอาทิศทางไหน อย่างไร ซึ่งปัญหาต่าง ๆ นั้นก็คงจะเกิดขึ้นในสังคมเราอย่างแน่นอน ในประเทศไทยเราอย่างแน่นอนในอนาคต เช่นเดียวกันครับท่านประธาน ทุกวันนี้ความ โกลาหลยังไม่พอใช่ไหมครับท่านประธาน การที่พี่น้องประชาชนไปถ่ายบัตรประชาชนตาม อําเภอต่าง ๆ ตามทะเบียนที่เรียกว่าทะเบียนราษฎรหรือทะเบียนบัตรนี่ยังไม่พอใช่ไหม ที่คน ต่างจังหวัดเขาเรียกว่าการถ่ายบัตรก็คือการไปทําบัตรประชาชน ก็คือการไปถ่ายบัตร พูดภาษาแบบชาวบ้าน ๆ ก็ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ การคิดก็คือว่า ในขณะนี้ความโกลาหลหรือคนที่มากทุกวันนี้ จนกระทั่งอําเภอแต่ละอําเภอหรือทะเบียน บ้าน สํานักงานทะเบียนราษฎรที่ไปถ่ายบัตรนี่รองรับไม่ค่อยไหว หรือบางทีรับไม่ค่อยได้ ในบางครั้ง เพราะอะไรครับท่านประธาน คนที่กฎหมายเราบังคับนี่ก็คือคนที่อายุ ๑๕ ปี ต้องไปถ่ายบัตร นั่นก็คือมีระยะเดียว ต่อไปนี้ไม่ใช่มีระยะเดียวนะท่านประธาน มี ๑๕ ระยะ เดิมคน ๑๕ ขวบแล้วไปถ่าย มีแค่คนจํานวนเดียวก็คือคนจํานวนที่อายุ ๑๕ ปี ต่อไปนี้ จะเพิ่มขึ้นเป็น ๑๕ เท่าก็คือคนตั้งแต่ ๑ ขวบ ๒ ขวบ ไปจนกระทั่ง ๑๔ ขวบ อีกจํานวน ๑๔ แถว ๑๔ จํานวนของคนจํานวนอายุ ๑๕ ปีพกบัตรไปรวมกัน ท่านลองคิดดูครับ รวมทั้งหมด ๑๕ เท่าครับ คนมหาศาลนะครับ ในขณะเดียวกันยังไม่พอ ต้องไปบวกกับคนที่ บัตรครบจํานวนที่เกณฑ์ของการมาถ่ายก็คือบัตรหมดอายุมาถ่าย ในขณะเดียวกันก็รวมกับ คนบัตรหาย สิ่งเหล่านี้ก็ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า สํานักงานทะเบียน สามารถรองรับได้หรือไม่ ผมไม่แน่ใจนะครับพี่น้องประชาชนของผมนี่จะวิ่งกันกี่เที่ยว ในขณะนี้บางบ้าน บางที่ก็วิ่งกัน ๒ เที่ยวแล้ว บางแห่งนี่วิ่ง ๒ รอบแล้ว บ้านผมเรียก ๒ รอบ ยังไม่ได้เลยบัตร ยังเป็นบัตรเหลืองบ้าง เป็นบัตรอะไรต่ออะไรอย่างที่คุณสุนทรีได้กล่าว ในอนาคตอาจจะเรียกว่ามาแล้วแบบประเภทขอถ่ายแล้วก็ไม่ได้อะไรกลับไปครับ แม้แต่ ใบเหลืองก็ยังไม่ได้ถ้าทําแบบนี้ คือวันหลังต้องมารอรับใบเหลืองใหม่ เพราะอะไร ใบเหลือง ก็ออกให้ไม่ได้ วันนี้มารับบัตรคิวก็แล้วกัน พรุ่งนี้หรือมะรืนนี้คุณมีเวลาว่างแล้วก็มาถ่ายตาม ระยะแล้วกัน แล้วต่อไปพอถ่ายเสร็จเรียบร้อยก็ยังไม่ได้บัตร เอาบัตรเหลืองไปก่อน แล้ววัน รับค่อยมาเอาอีกที เราจะให้บ้านเมืองเราเป็นอย่างนั้นหรือ นี่คือสิ่งที่ผมขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานว่าผมได้บรรยายเพื่อที่จะให้เพื่อนสมาชิกทั้งหลายและท่านประธาน และพี่น้องประชาชนได้รับทราบรับรู้ว่า นี่ถ้าเราออกกฎหมายอย่างนี้ แล้วผลมันจะออกมา เป็นอย่างนี้ ซึ่งผมเองต้องขออนุญาตกราบเรียนว่า ผมเองก็รับไม่ได้ครับในสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า ผมเองนั้นจึงได้ขออนุญาตแปรญัตติเอาไว้ ว่าคือถ้ารัฐ รัฐนี่ต้องดําเนินการให้ ถ้ารัฐไม่ดําเนินการให้ก็เป็นภาระพี่น้องประชาชน สิ่งเหล่านี้ก็คงต้องบอกว่าโทษต่าง ๆ ก็จะตกกับลูกหลานคือเด็กเล็ก แล้วท่านเป็น สภาพบังคับบอก ๑ ปีด้วย แล้วท่านบอกว่าไม่เอา พอไม่เอาพอท้ายที่สุดก็คือไม่มีสภาพ ของการบังคับกฎหมาย ท้ายที่สุดก็คือปัญหาเกิดแก่ประเทศชาติ สังคม ถ้าอย่างไรก็ตามแต่ ผมเองต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า โดยการแปรญัตตินั้นก็เรียนต่อ ท่านประธาน แล้วก็เพื่อนสมาชิกว่าเราคงต้องมีสภาพการบังคับ แต่ระยะของการบังคับนี่ เราควรเอาเท่าไร ที่ผมให้เหตุผลไว้ก็คือ ๗ ปี แรกเกิดรัฐต้องทําให้ แต่รัฐทําให้รัฐไม่สามารถ ทําได้ รัฐก็มีระบบของรัฐที่ท่านอธิบดีท่านผู้อํานวยการท่านได้กล่าวเมื่อสักครู่บอกว่า รัฐก็จะ ไปออกเป็นประกาศของกระทรวงมหาดไทยหรือหน่วยงานของท่านในการที่จะรองรับมา ในการที่จะบอกว่าขอขยายระยะเวลาของการทําบัตรออกไปเมื่อครบ ๑ ปีแล้วรัฐไม่สามารถ ทําได้ ก็ไม่เป็นไร รัฐก็ไม่มีความผิด เจ้าหน้าที่ก็ไม่มีความผิด แต่ขอเป็น ๒ ปีอย่างนี้เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามแต่พี่น้องประชาชนก็อยู่ได้ ๗ ปี ลูกหลานอยู่ได้ ๗ ปี รูปร่างหน้าตา ก็เปลี่ยนไป วันนี้จะเอา ๑ ปี ผมไม่แน่ใจนะครับว่าบัตรนี้ถ่ายแล้วอยู่ได้สักกี่ปี เห็นบอกจะเอา สัก ๑๐ ปี หรือ ๑๑ ปี ๑๕ ปี ลูกหลานภายใน ๑ ปีก็ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่า ไปดูหน้าตาไม่ใช่คนเดิมครับ เพราะว่าเปลี่ยนไปครับรูปร่างหน้าตา เพราะฉะนั้น ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่าโดยที่ท่านอธิบายมากับพวกผมนั้น ผมขออนุญาต กราบเรียนครับว่าคงไม่เป็นดังที่กล่าวได้ เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ครับว่า ผมอย่างไรก็ตามแต่ก็ขอยืนยันนะครับว่าระยะเวลารัฐต้องทําให้ ๑ ปีครับ แต่พี่น้อง ประชาชนจะทํามีระยะเวลา ๗ ปีครับ มิเช่นนั้นผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่า เราก็ไม่มีสภาพของการบังคับ แล้วขณะเดียวกันก็ต้องบอกว่าความโกลาหลของจํานวนพี่น้อง ประชาชนหรือลูกหลานที่จะไปถ่ายไปทําเยอะแยะมากมาย โดยสภาพอีกสภาพหนึ่งที่ผม อยากจะกราบเรียนก็คือ ท่านประธานครับความจริงก็ใช้เวลามากพอสมควร แต่อยากจะให้ เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงถ้าไม่เปลี่ยนแปลงไม่แก้ไขปัญหามันจะเกิดมาก เพราะฉะนั้นจึงต้อง ขอเวลาท่านประธานนิดหนึ่ง เด็กเล็ก ๆ ที่ไปผมไม่แน่ใจว่าต้องไปพร้อมผู้ใหญ่นะครับ จํานวนที่ ๑๕ เท่าตัวที่จะเพิ่มขึ้นจากจํานวนที่มีอยู่คนที่ครบ ๑๕ ปีไปทําบัตรอยู่ในขณะนี้ แค่คนกลุ่มเดียวนะ ต่อไปจะเป็นคนกลุ่ม ๑ ขวบ ๒ ขวบ ๓ ขวบ ไปถึง ๑๔ ปีรวมทั้งคนที่ ครบอายุ ๑๕ ปีต้องถ่ายในปีปัจจุบันด้วย ต่อไปนี้ปีหน้า สมมุติว่าท่านจะทําปีหน้าปีนี้บัตร ออก ปีหน้านั้นก็คือปี ๒๕๕๕ ผู้ที่มีอายุครบปีหน้าก็คือปีพุทธศักราช ๒๕๕๕ อายุครบ ๑๕ ปี เป็นผู้ที่จะเป็นคนกลุ่มที่ไปถ่ายบัตร รวมกับคนที่กลุ่มบัตรหมดอายุ กลุ่มบัตรหายอะไร ก็ตามแต่ จํานวนก็คือมากมายมหาศาลอยู่แล้ว แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งก็คือคนกลุ่มอายุ ๑ ขวบ ๒ ขวบ ๓ ขวบ ๔ ขวบ ไปถึง ๑๔ ขวบ จะไปเหมารวมอีก ท่านลองคิดดูว่าจํานวนมันจะ มากมายมหาศาลขนาดไหน แล้วโดยเฉพาะลูกหลานคนที่อายุ ๑ ขวบที่พ่อแม่ต้องอุ้มไป ให้นมไป เอาน้ําเอานมไป อะไรต่ออะไรไป ท่านลองคิดว่าคนจํานวนนั้นมันจะมากเท่ากับคน จํานวนอายุ ๑๕ ขวบที่บัตรครบอายุ เพราะปัจจุบันนี้ก็คนอายุ ๑๕ ขวบมีเท่าไรคนที่อายุ ๑ ขวบก็มีเท่านั้นที่เป็นลูกหลาน ท่านลองคิดดูว่าคิวมันจะยาวขนาดไหน แล้วคิดว่าลูกหลาน อายุ ๑ ขวบที่พ่อแม่ต้องอุ้มไปกระเตงไป อะไรต่ออะไรไปก็ตามแต่ ให้นมไปก็ตามแต่ต้องไป รอคิวรอบัตร ถ่ายแล้วจะทําได้อย่างไร มันทําไม่ได้อยู่แล้ว ท่านอย่าออกกฎหมายในสภาพ ของการบังคับ รัฐไม่พร้อมจะทํา แล้วท่านก็ทําไม่ได้ พี่น้องประชาชนก็เป็นภาระ ลูกหลาน ก็เด็กขนาดนั้นทําได้อย่างไร ผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธาน ถ้าจะทําให้นี่ หมายความว่าที่ผมบอกว่ารัฐต้องดําเนินการให้เลย หมายความว่าภายใน ๑ ปีท่านก็ไปทํามา เฉย ๆ เป็นเลขบัตร ๑๓ ตัวออกมาเฉย ๆ แล้วให้รู้ว่านั่นคือเด็ก แล้วเวลาจะเอาไปใช้ก็ไปกด เอาไปใส่เฉย ๆ ท่านยังไม่ต้องถ่ายรูป แต่ภายใน ๗ ปีถ้าเขาไม่ร้องขอท่านจะไปถ่ายรูปไปถ่าย อะไรหรือไปเพิ่มรูปที่โรงเรียนที่สถานศึกษาที่อะไรก็ตามแต่ไปทําในตอนนั้น ลูกหลานก็จะ ไม่มีปัญหา ผู้ปกครองก็จะไม่มีปัญหา ค่าใช้จ่ายก็ไม่มี นี่ท่านลองคิดดูต้องออกไปทํากัน วิ่งกันแล้ววิ่งกันอีก ผมไม่แน่ใจว่าต้องใช้เงินอีกเท่าไร เพราะฉะนั้นคนที่คลอดลูกใหม่ ๆ นะท่าน คนที่มีสตางค์ก็มีนะครับ