อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องการอภิปรายและถ่ายทอดสดในสถานีโทรทัศน์ โดยชี้แจงว่ารัฐบาลไม่ได้สกัดกั้นการอภิปราย และให้โอกาสประชาชนได้รับทราบกระบวนการนิติบัญญัติ และอภิปรายเกี่ยวกับการบริหารรัฐบาลในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำว่าไม่มีการใช้อำนาจรัฐเพื่อปราบปรามหรือสลายการชุมนุม แต่จะใช้แนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมและไม่กระทบกระเทือนสิทธิของกลุ่มบุคคลอื่น และกล่าวอธิบายว่าความพยายามของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหานั้นไม่ได้มีเจตนาในการกวาดล้างพรรคการเมืองหรือคู่แข่งขันทางการเมือง แต่เป็นการพยายามแก้ไขปัญหาและรักษาสมานฉันท์
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เข้าใจว่าจะมีเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายอีกหลายท่าน เพราะฉะนั้นผมคงไม่ใช้เวลาในการชี้แจงประเด็นการอภิปรายทั้งหมดที่ได้กล่าวมา แต่ว่า คงจะใช้เวลาในช่วงที่เหมาะสมในการชี้แจงในรายละเอียดต่อไป เพียงแต่คิดว่าน่าจะ เป็นประโยชน์ที่ในชั้นนี้ผมจะได้มีการชี้แจงข้อเท็จจริงเบื้องต้นบางประการ รวมถึง นโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมไปถึงประเด็นที่เพื่อนสมาชิกที่ได้ อภิปรายไปแล้ว ๒ ท่าน ขอประทานโทษที่เอ่ยนามก็คือคุณไชยากับคุณสุนัยได้อภิปรายไป กราบเรียนเพื่อความมั่นใจก่อนนะครับ
ประเด็นแรก เมื่อสักครู่มีการทักท้วงกันมากเรื่องปัญหาของช่อง ๑๑ ขอเรียนว่าแนวนโยบายของรัฐบาลก็ชัดเจนว่าให้มีการถ่ายทอดการอภิปราย ส่วนปัญหา ที่เกิดขึ้นความจริงแล้วมีคนที่แจ้งผมเข้ามาส่วนใหญ่ก็บอกว่าสามารถที่จะรับชมได้ ที่ไม่ได้จะมี ๒ กรณี
กรณีที่ ๑ ก็คือเรื่องของจานดาวเทียมซึ่งมีการแจ้งล่วงหน้าก่อนหน้านี้ ไม่ใช่เฉพาะในวันนี้ว่ามีการปรับเปลี่ยนในเรื่องของการใช้ดาวเทียม
กรณีที่ ๒ ก็คือกรณีของเคเบิลนะครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่สถานีเคเบิลแต่ละท้องถิ่น เขาเป็นผู้ดําเนินการ ซึ่งนโยบายของเราก็ชัดเจนครับว่าต้องการที่จะให้มีการอภิปราย แล้วก็มีการถ่ายทอด ไม่มีความพยายามใด ๆ ทั้งสิ้นจากรัฐบาลในการที่จะไปสกัดกั้น ให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบกระบวนการนี้
คุณสุนัยและคุณไชยา ผมเชื่อนะครับ ด้วยความที่เราเคยทํางานร่วมกันมาก่อน ทราบดีครับว่าผมมีจุดยืนชัดเจนมาแต่ไหนแต่ไรในเรื่องของการที่จะเปิ ดโอกาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือกระบวนการนิติบัญญัติในการตรวจสอบได้อย่างเต็มที่
ประเด็นที่สอง ไม่ต้องห่วงเลยนะครับเรื่องของความโกรธแค้นใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่มีครับ และผมจึงอยากจะใช้เวลาสั้น ๆ ในเบื้องต้นนี้ทําความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน กับเพื่อนสมาชิกผ่านท่านประธานว่าแนวคิดของรัฐบาลตลอดระยะเวลาของการบริหาร เหตุการณ์นั้นเป็นอย่างไร มีการเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในอดีตหลายเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ก็ดี ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ก็ดี ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๓๕ ก็ดี แม้แต่ เหตุการณ์ในช่วงวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าผมเป็น นักการเมืองซึ่งเติบโตมาด้วยวิถีทางรัฐสภาโดยตลอด ผมเข้าใจดีเลยครับว่าการใช้ อํานาจรัฐต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง และผมไม่เคยเชื่อครับว่าการใช้อํานาจ ในรูปแบบของกําลังจะสามารถไปแก้ไขปัญหา สิ่งที่เป็ นปัญหาความเดือดร้อน หรือข้อเรียกร้องของพี่น้องประชาชนได้ ถึงวันนี้ผมก็ยังเชื่ออย่างนั้นครับ และจึงเป็นสิ่งที่ ผมต้องยํ้าครั้งแล้วครั้งเล่าแม้กระทั่งในช่วงของการอภิปรายงบประมาณที่ผ่านมาว่า ผมและรัฐบาลไม่เคยมีแนวคิดและไม่เคยประกาศว่าคนเสื้อแดงหรือกลุ่ม นปช. เป็นผู้ก่อการร้ายทั้งหมด หรือเกี่ยวข้องกับขบวนการล้มเจ้าทั้งหมด ไม่มีครับ ไม่ใช่แนวคิด ของรัฐบาล ตรงกันข้ามตลอดระยะเวลา ๒ เดือนกว่า ๆ ที่ผ่านมาผมได้ยํ้าเสมอถึงจํานวนผู้ชุมนุม ส่วนใหญ่ซึ่งเป็นผู้ที่มาชุมนุมโดยมีเจตนาที่จะมาชุมนุมโดยสงบ มีข้อเรียกร้องที่มีเหตุมีผล ในเรื่องของประชาธิปไตยหรือเรื่องของความเหลื่อมลํ้าในความเป็นธรรม แม้กระทั่งหลังจาก ที่ศาลชี้ว่าการชุมนุมนั้นได้เกินเลยไปจากขอบเขตของการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญคือ รัฐธรรมนูญนั้นให้สิทธิเอาไว้ในเรื่องของการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ และที่สําคัญ ก็คือว่าถ้าเป็ นการชุมนุมในที่สาธารณะก็ต้องไม่ไปกระทบกระเทือนสิทธิของ กลุ่มบุคคลอื่น เราไม่ได้ตัดสินใจเรื่องนี้ตามอําเภอใจครับ แต่ได้ยึดถือแนวปฏิบัติที่เป็น คําวินิจฉัยของศาล ซึ่งความจริงก็เคยมีขึ้นตั้งแต่วันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๑ ครั้งหนึ่งแล้ว มาจนถึงในช่วงเดือนมีนาคม เดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม ซึ่งในรายละเอียดผมจะได้ ชี้แจงในช่วงท้ายต่อไป แม้ว่าศาลจะได้ชี้แล้วว่าการชุมนุมนั้นเกินเลยขอบเขต ของรัฐธรรมนูญ ศาลแพ่งได้พูดถึงว่าการที่จะเข้าไปดําเนินการสลายการชุมนุมทําได้ แต่มาตรการในการสลายการชุมนุมนั้นต้องทําเท่าที่จําเป็นและเหมาะสมกับสถานการณ์ สิ่งที่ผมแล้วก็รัฐบาลได้ตัดสินใจมาโดยตลอดและจะเป็นข้อแตกต่างจากเหตุการณ์ อย่างเช่นในเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ หรือแม้กระทั่งในช่วงตุลาคม ๒๕๕๑ แล้วก็แน่นอนที่สุด ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ก็คือเราไม่เคยมีเจตนาในการเข้าไปสลายการชุมนุมที่เป็นที่ชุมนุมหลัก คําพูดที่ท่านไปคิดว่าเราไปสรรหาขึ้นมานี่ โดยมีความเข้าใจว่าจะไม่พูดถึงการสลาย หรือการปราบปราม มันไม่ใช่เป็นเรื่องการคิดคําพูดครับ มันเป็นเรื่องของการวางแนวทาง การปฏิบัติการที่แตกต่างไปจากการปราบปรามหรือการสลาย ๑๐ เมษายนจะได้มี การชี้แจงในรายละเอียดต่อไปในเรื่องของการเข้าไปดําเนินการขอคืนพื้นที่ ซึ่งก็ต้อง กราบเรียนครับว่าวันนั้นภาพที่ปรากฏออกไปต่อพี่น้องประชาชนและสังคมก็ชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปปฏิบัติการตั้งแต่บ่ายโมงครึ่ง เป็นระยะเวลา ๔-๕ ชั่วโมงนั้น ไม่มีการสูญเสียชีวิตเลย แต่ว่าทันทีที่มีการยิงเอ็ม ๗๙ (M79) เข้ามาความโกลาหล เกิดขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่จะได้มีการชี้แจงในรายละเอียดต่อไป หลังจากนั้นเป็นต้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมแนวทางของรัฐบาลที่เข้าไปในเรื่องของ การกระชับวงล้อมหรือปิดล้อมการชุมนุมนั้นก็เพื่อเป็นแนวทางของการกดดันให้มีการยุติ การชุมนุมโดยไม่เข้าไปสลาย เหตุการณ์ระหว่างวันที่ ๑๔ ถึงวันที่ ๑๙ พฤษภาคม แม้มีความสูญเสียเป็นจํานวนมาก แต่ท่านจะสังเกตนะครับว่าในพื้นที่ของการชุมนุม ที่เป็นพื้นที่หลักที่เวทีราชประสงค์ที่มีเด็ก มีผู้หญิง มีคนชรา อยู่นี่ครับไม่มีการเข้าไป ปฏิบัติการใด ๆ ทั้งสิ้น อันนี้คือข้อเท็จจริงที่เป็นแนวทางที่เราดําเนินการ ส่วนกรณี วันที่ ๑๙ ที่เข้าไปดําเนินการในพื้นที่สวนลุมพินีเดี๋ยวสักครู่ก็คงมีการอภิปรายเพิ่มเติม ก็จะได้มีการชี้แจงเพิ่มเติมกันอีก แต่ว่าเหตุการณ์หลังจากที่ผู้ชุมนุมได้กล่าวยุติการชุมนุม ไปแล้วและมีการมอบตัว แล้วเกิดปัญหาการวางเพลิง เกิดปัญหาพูดง่าย ๆ คือมีการยิง แล้วก็มีปัญหาการใช้ความรุนแรงนั้น ก็เข้าใจว่าเดี๋ยวจะมีการอภิปรายก็จะได้ไปชี้แจง ในรายละเอียด แต่ประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่าทั้งหมดที่เป็นการปฏิบัติการ ซึ่งในรายละเอียดท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพก็จะเป็นผู้ชี้แจงต่อไปในเวลาที่เหมาะสม ไม่มีกรณีใดเลยครับที่เราต้องการที่จะเข้าไปสลายการชุมนุมที่เป็นจุดชุมนุมหลัก เพราะเราต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นในอดีต
ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากในประเด็นนี้แล้วผมยังไม่ได้มีโอกาส ที่จะพูด แต่ว่าจะได้กล่าวต่อไปในรายละเอียดในช่วงเวลาที่เหมาะสมว่าความพยายาม ในการใช้แนวทางการแก้ไขปัญหาทางการเมืองนับตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา ก็มีมาโดยตลอด ผมกราบเรียนว่าในช่วงที่มีการประกาศแผนปรองดอง ท่าน ส.ส. สุนัยเอง ก็ได้แสดงจุดยืนท่าทีที่ชัดเจนในการสนับสนุน ซึ่งผมก็ได้ขอบคุณท่านในวันนั้น นั่นคือ เจตนาที่เราพยายามจะทําครับ แต่ปัญหาของการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากการมีกองกําลัง ที่ติดอาวุธแล้วใช้พี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นเครื่องมือในทางการเมือง ตรงนี้ต่างหากคือ โจทย์ที่รัฐบาลผมจะต้องตอบแล้วก็ต้องพยายามแก้ไขแล้วก็เป็นโจทย์ที่เราไม่ได้พยายาม แก้ไขโดยพยายามให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด ท่านประธานครับ การดําเนินการ ในทุกกรณีผมได้มีความเอาใจใส่กับเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากว่า บอกว่าจะเป็ นเรื่องของการละเมิดสิทธิต่าง ๆ บางเรื่องที่ท่านพูดขึ้นมาก็อาจจะ มีความคลาดเคลื่อนนะครับ เช่นกรณีที่ท่านบอกมีกลุ่มบุคคลซึ่งอยู่ที่เรือนจํา กรณีเช่นนี้ จะไม่ใช่การดําเนินการตามพระราชกําหนดครับ แต่เป็นการดําเนินการตามกฎหมาย อาญาและ ป. วิ. อาญา ส่วนกรณีของผู้ที่ถูกออกหมายจับโดยศาลตามพระราชกําหนดนั้น ก็จะต้องมีการควบคุมตัวตามที่กําหนดเอาไว้ในพระราชกําหนดก็คือไม่ใช่ที่เรือนจํา สถานีตํารวจ หรือเป็นการคุมขังตามปกติ อย่างที่ท่านจะเห็นนะครับว่าในอีกด้านหนึ่ง ก็มีเสียงตําหนิรัฐบาลด้วยซํ้ากับกรณีการควบคุมตัวของแกนนําผู้ชุมนุมที่ค่ายนเรศวร เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะเป็นสิ่งที่ยืนยันนะครับ แต่ว่าผมจะยังไม่ลงในรายละเอียดในชั้นนี้ เพียงแต่จะได้ยืนยันกับท่านครับว่าแนวนโยบายของรัฐบาลที่ท่านบอกว่าเราอยากจะ คงพระราชกําหนดเพื่อที่จะไปกวาดล้างพรรคการเมืองหรือคู่แข่งขันทางการเมือง ไม่มีครับ นี่ไม่ใช่แนวทางของรัฐบาล และรัฐบาลจึงได้ แยกแยะชัดเจนว่ากรณี การก่อการร้ายก็ดําเนินการไปตามกฎหมาย กรณีของพี่น้องประชาชนที่มาชุมนุม มีความคิดเห็นต่างทางการเมืองก็ต้องใช้แผนปรองดอง อันนี้ก็ยังเป็นจุดยืนที่ยังยืนยันอยู่ ผมเพียงแต่กราบเรียนครับว่าผมชี้แจงในเบื้องต้นในชั้นนี้เพียงเท่านี้ก่อน แต่อยากจะ กราบเรียนเช่นเดียวกันครับว่าความพยายามของผม ความพยายามของรัฐบาล ในการทํางานในเรื่องของการปรองดองสมานฉันท์ อดทนอดกลั้น ต้องได้รับความร่วมมือ จากทุกฝ่าย ผมทราบครับกรณีของคุณไชยาก็ดี กรณีของคุณสุนัยก็ดี ท่านก็มีจุดยืน ที่ค่อนข้างชัดในการที่จะไม่ไปส่งเสริมสนับสนุนการกระทําบางอย่าง อย่างเช่นที่เมื่อสักครู่ ท่านพูดเองนะครับว่าท่านไม่สนับสนุนให้ใครไปเผาศาลากลางหรือใช้ความรุนแรง แต่ปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่ามีหลายท่านซึ่งได้มีส่วนสําคัญที่นําพาบ้านเมืองมาถึงจุดนี้ ที่ไม่ใช่ฝ่ำยรัฐบาล ที่มีส่วนสําคัญในการทําให้เกิดความรุนแรงมากขึ้นโดยลําดับ หลายครั้งก็ด้วยการบิดเบือนข้อเท็จจริงแล้วก็สร้างความเกลียดชังที่เกิดขึ้นเหมือนกับ ก่อนหน้านี้ที่จะเริ่มเปิดประชุมก็มีการพูดถึงปัญหาการตัดต่อคลิปเสียง ซึ่งเคยเกิดขึ้นมา เมื่อปีที่แล้วอย่างนี้เป็นต้น ผมกราบเรียนครับ ความรับผิดชอบที่ผมพูด ผมยืนยันคําพูดเดิม ความรับผิดชอบทางการเมืองกับความรับผิดชอบทางกฎหมายแตกต่างกัน และผมไม่เคย พูดครับว่าความรับผิดชอบของผมนั้นจะปล่อยให้เป็นเรื่องกระบวนการของศาล ไม่ใช่ครับ ความรับผิดชอบทางการเมืองต้องมี แต่วันนี้เมื่อท่านได้เสนอข้อมูลต่าง ๆ เสร็จสิ้นแล้ว ผมก็จะได้ชี้แจงให้เห็นว่าสภาพปัญหาที่แท้จริงที่นํามาสู่ความสูญเสียต่าง ๆ นั้นเกิดขึ้น อย่างไรและมันจะมีคําตอบครับว่าความรับผิดชอบของคนที่เป็ นหัวหน้ารัฐบาล ในสภาวการณ์เช่นนี้ควรจะทําอย่างไร ขอขอบคุณครับ