อนุดิษฐ์ นาครทรรพ หารือเรื่องการทุจริตโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ และการกระทำที่ไม่เหมาะสมของรัฐบาล โดยเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีแสดงความรับผิดชอบและดำเนินการตามกฎหมาย ในการปราบปรามชุมนุมของประชาชน และกล่าวหาว่ารัฐบาลปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมอย่างโหดเหี้ยมทารุณ และละเมิดกฎหมายและหลักสากล
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ เอาเป็นว่าเรื่องนี้ก็ทราบกันดีอยู่แล้วทั่วทั้งประเทศว่ามันมีการทุจริต ผมเพียงแต่อยากจะโชว์ภาพนิดเดียวเท่านั้นครับ เป็นการระลึกถึงการทุจริตเรื่องนี้ สักเล็กน้อย
ภาพที่เห็น ตู้นํ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ซื้อบ้านแบบน็อกดาวน์ (Knockdown) นั้นได้ ๑ หลัง นี่แหละครับคือราคาที่มันมหาโหด หรือตู้เดียวกันนี่แหละครับ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าท่านซื้อตู้นํ้าธรรมดาเสียบปลั๊กเสียเงินค่าไฟไม่กี่สตางค์ก็ซื้อได้ เท่าที่ผมบวกให้ท่านเห็นครับ ๑๐ เครื่อง ที่ผมต้องเท้าความเรื่องนี้นะครับ จริง ๆ เป็น ประเด็นรองของผม ประเด็นหลักที่ผมจะพูดนั้นจะเป็นเรื่องของการสลายการชุมนุม เมื่อเดือนเมษายน แต่ที่ต้องเท้าความเพราะว่าโครงการนี้ท่านก็รู้ครับ ใครก็รู้ว่าใคร พรรคไหนเป็นคนรับผิดชอบ รัฐมนตรีท่านไหนเป็นคนรับผิดชอบครับ แต่ว่าเมื่อทําไปทํามา ทําไมมันถึงย้อนกลับไปถึงพี่น้องประชาชน ซึ่งมันจะเป็นประเด็นเหมือนกับที่ผมจะอภิปราย ต่อไปนี้ว่า ตอนท้ายทําไมการสั่งปราบประชาชนจนมีผู้บาดเจ็บและมีผู้เสียชีวิตมากมาย ทําไมสุดท้ายจึงมีการโยนไปให้ผู้ชุมนุมที่เป็ นฝ่ำยโดนกระทําต้องรับผิดชอบแทน ด้วยข้อหาที่พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศเขางงกันครับ
นอกเหนือจากที่มีการทุจริตคอร์รัปชันแล้ว นายอภิสิทธิ์ยังขาดนิติธรรม เลือกปฏิบัติ ไม่มีความเสมอภาค สิ่งเหล่านี้ทําให้พี่น้องประชาชนจํานวนมากที่ได้รับ ผลกระทบจากการทํางานของท่าน ได้รับความเดือดร้อนจากท่าน เกิดความไม่พอใจ ในการทํางานของท่าน แต่อย่างไรก็ดีสิ่งที่เป็นเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน ท่านรอครับ เดี๋ยวจะมีคนออกมาอภิปรายให้คนไทยทั้งประเทศทราบว่าวันนี้เขาไม่สามารถไว้วางใจ ให้ท่านทํางานต่อไปได้แม้แต่วันเดียวครับ และด้วยเหตุผลที่มันมีเรื่องที่สกปรกแบบนี้เกิดขึ้น มันจึงทําให้พี่น้องประชาชนจํานวนมากเขาออกมาเรียกร้องให้ท่านแสดงความรับผิดชอบ ทางการเมืองด้วยการยุบสภา แล้วก็คืนอํานาจให้กับประชาชน พี่น้องประชาชนเหล่านี้ เขาเชื่อว่าที่มาของรัฐบาลของท่านนั้นมาโดยมิชอบครับ เขาคิดว่าท่านทุจริตเงินงบประมาณ ของแผ่นดินครับ ทั้งที่มันมาจากภาษีอากรของพี่น้องประชาชนแล้วก็มาจาก เงินงบประมาณแผ่นดินที่ท่านไปกู้มาครับ จนวันนี้เขาให้สมญานามรัฐบาล ของท่านอภิสิทธิ์แล้วครับว่าเป็นรัฐบาลกู้มาโกง สิ่งเหล่านี้คือเหตุผลสําคัญที่ทําให้ พี่น้องประชาชนจํานวนมากเขาออกมาใช้สิทธิของเขาตามรัฐธรรมนูญ ออกมาชุมนุม เรียกร้องให้ท่านได้คืนอํานาจให้กับประชาชนเท่านั้นเองครับ ที่เป็ นข้อเรียกร้องของ ผู้ชุมนุมครับ แต่มันมีความใจแคบที่เกิดขึ้น ความอํามหิตที่เกิดขึ้น ทําให้ท่านได้ใช้ อํานาจรัฐโดยไม่คํานึงถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ ท่านกลับกระทําการอันเป็นปฏิปักษ์กับรัฐธรรมนูญ ท่านได้กระทํา การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงด้วยการสั่งให้ทหารใช้อาวุธเข้าปราบปราม พี่น้องประชาชน มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจํานวนมาก ไม่ว่าผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต จะประสบเหตุจากสิ่งใดก็ตาม จะโดนใครทําร้ายก็ตาม รัฐบาลโดยนายอภิสิทธิ์ ท่านปฏิเสธหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของชาวไทยทุกคนไม่ให้ถูกล่วงละเมิด ไม่ได้ครับ แต่วันนี้รัฐบาลกลับใช้กองทัพและเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําการล่วงละเมิดสิทธิ และเสรีภาพของประชาชนเสียเอง มีการกระทําที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกในสังคม อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนครับ มีการกลั่นแกล้งใส่ร้ายป้ำยสีผู้ชุมนุม ใส่ร้ายป้ำยสี ประชาชนที่เขามาชุมนุมด้วยความสงบ วันนี้กลายไปเป็นผู้ต้องหาในคดีการก่อการร้าย
ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านก็เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยเหมือนกับผม ท่านรู้เหมือนที่ผมรู้แหละครับว่าพี่น้องประชาชนที่เขามาชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย ของเขานั้นก็เป็นเพื่อนร่วมชาติ เป็นพี่น้องร่วมชาติ เขาควรจะได้รับการปฏิบัติเยี่ยงคนไทย ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เขาควรจะได้รับ การปฏิบัติเยี่ยงคนไทยตามรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันกับที่ใช้บังคับผู้ชุมนุมกลุ่มอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มพันธมิตรหรือว่าม็อบของกลุ่มคนเสื้อหลากสี แต่เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น มีการปฏิบัติกับกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างโหดเหี้ยมทารุณ รัฐบาล ไม่ได้ปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมตามที่ท่านแถลงไว้แม้แต่น้อย ท่านหลอกลวงพี่น้องประชาชน ทั้งประเทศตลอดเวลา ด้วยการแถลงข่าวผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจให้สัมภาษณ์ สื่อมวลชนว่าท่านได้ปฏิบัติต่อพี่น้องร่วมชาติเป็นอย่างดี ท่านบอกว่าท่านทําตามกฎหมาย แต่สิ่งที่ผมจะชี้ต่อไปนี้ครับท่านประธาน ท่านประธานจะได้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ รัฐบาลที่มี นายอภิสิทธิ์เป็นคนสั่งการนี้ได้กระทําการอันเป็นการละเมิดกฎหมายต่อกลุ่มผู้ชุมนุม อย่างชัดเจนหลายครั้งครับ ผมได้เรียนให้ฟังในประเด็นเฉพาะวันที่ ๑๐ เมษายน มีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าสลายการชุมนุมโดยไม่ได้ปฏิบัติตามหลักสากล ๗ ประการ มีการใช้อาวุธสงครามสังหารพี่น้องร่วมชาติที่เขามาชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ รวมถึง มีผู้บริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวข้องก็เสียชีวิตไปด้วย การอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อาวุธสงคราม ยิงขึ้นฟ้ำ ทั้ง ๆ ที่ท่านก็รู้อยู่แล้วครับว่ากระสุนที่ตกลงมาสู่พื้นนั้นอาจทําอันตรายให้แก่ ผู้บริสุทธิ์บาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้ การใช้อากาศยานบินเข้ามาในเขตห้ามบินซึ่งถือว่าเป็น การละเมิดด้านความปลอดภัยด้านการบิน มีการกําหนดเขตห้ามบินเป็นรัศมี ๑ ไมล์ทะเล จากพระตําหนักจิตรลดารโหฐาน มีการโยนแก๊สนํ้าตาลงมาจากอากาศยาน มีการสั่งให้ ทหารใช้อาวุธเข้าสลายการชุมนุมในเวลากลางคืน และสุดท้ายครับ มีการโยนความผิด ให้กับแกนนําและกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยคดีการก่อการร้าย มีการสร้างตัวละครที่ชื่อว่าอ้ายโม่ง หรือว่ากองกําลังที่ไม่ทราบฝ่ายขึ้นมา ท้ายที่สุดก็สร้างหลักฐานที่เชื่อมโยงว่าอ้ายโม่ง ที่รัฐบาลไม่เคยจับได้แม้แต่คนเดียวมีความสัมพันธ์กับแกนนํา เพื่อนําไปสู่การกล่าวหา แล้วก็สร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาล หลังจากที่มีผู้เสียชีวิตเป็ นจํานวนมาก จากการสลายการชุมนุม ทั้ง ๆ ที่มีคนเสียชีวิตก่อนที่จะมีอ้ายโม่งปรากฏกายออกมา
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะขออนุญาตนําเสนอข้อเท็จจริง อย่างที่ผมกราบเรียนไปแล้วครับเฉพาะวันที่ ๑๐ ให้ท่านประธานทราบ เพราะว่ากรณีนี้ ในวันที่ ๑๐ มันชัดเจนเหลือเกิน แม้แต่ผู้ที่เขาไม่มีความรู้ในเรื่องนี้เขาก็สามารถเข้าใจ ได้ทันทีว่าการสั่งให้ทหารสลายการชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้ำลีลาศไม่ได้เป็นไปตามกฎหมาย ผมจะเล่าเหตุการณ์ตามข้อเท็จจริงแล้วก็จะกล่าวสรุปให้ท่านประธานทราบว่านายอภิสิทธิ์ และผู้เกี่ยวข้องนั้นละเมิดกฎหมายอย่างไรครับ ในวันที่ ๑๐ เมษายน นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพได้ร่วมกันออกคําสั่งให้กองกําลังทหารจํานวนมากเข้าสลายการชุมนุม ของพี่น้องประชาชนที่เดินทางมาชุมนุมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรียุบสภา ณ บริเวณ สะพานผ่านฟ้ำลีลาศโดยอ้างว่าต้องการขอคืนพื้นที่จากผู้ชุมนุม ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ มีการขอให้ผู้ชุมนุมนั้นคืนพื้นที่การชุมนุมที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์เพื่อให้มาชุมนุม ที่สะพานผ่านฟ้ำลีลาศเพียงที่เดียว แต่การปฏิบัติการในวันที่ ๑๐ นั้นกลับเข้าสลาย การชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้ำลีลาศโดยไม่ได้มีการแจ้งเตือนต่อแกนนําผู้ชุมนุมแต่อย่างใด การกระทําที่ไม่ได้มีความจริงใจต่อพี่น้องร่วมชาติไม่ได้มีเพียงเท่านั้นครับ นายอภิสิทธิ์ ได้สั่งการออกโทรทัศน์ให้คนไทยทั่วประเทศได้รับทราบว่าจะได้สั่งให้กําลังทหารดําเนินการ ยึดพื้นที่สะพานผ่านฟ้ำลีลาศให้เสร็จก่อนหกโมงเย็น โดยจะปฏิบัติการเข้าสลายการชุมนุมตามหลักการสากล ๗ ประการก็คือ ประการที่ ๑ จะมีการชี้แจง ชี้แจงไม่ได้ก็จะแสดงกําลัง แสดงกําลังไม่ได้ก็จะผลักดันด้วยโล่และกระบอง จากนั้นจะใช้นํ้าฉีด ใช้เครื่องขยายเสียง ไปจนกระทั่งใช้แก๊สนํ้าตา และขั้นสุดท้ายก็คือ การใช้กระสุนยาง ซึ่งแต่ละขั้นตอนนั้นจะต้องชี้แจงทําความเข้าใจให้กับกลุ่มผู้ชุมนุม ได้รับทราบตลอดเวลาว่าเจ้าหน้าที่มีความจําเป็นที่จะต้องเพิ่มมาตรการในแต่ละระดับ ให้ผู้ชุมนุมได้ทราบทั้งหมด ๗ ประการนี้ครับ
แต่วันนั้นการปฏิบัติที่แท้สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นตามที่รัฐบาลแล้วก็ ศอฉ. ประกาศให้กับพี่น้องประชาชนได้รับทราบ เพราะเมื่อเริ่มมีการสลายการชุมนุมในเวลา ประมาณบ่ายโมงของวันที่ ๑๐ ณ บริเวณแยกมิสกวัน หน้ากองทัพภาคที่ ๑ มีกองกําลัง ทหารเข้าสลายการชุมนุม การประกอบอาวุธนอกจากจะมีปืนลูกซองที่ใช้ยิงกระสุนยาง มีระเบิดแก๊สนํ้าตา มีอาวุธและอุปกรณ์สลายการชุมนุมอื่น ๆ แล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีฟังนะครับ พบว่ามีการนําอาวุธสงครามมากมายหลายชนิด ตอนกลางวันบ่ายโมงมาใช้กันอย่างเปิดเผย ไม่ว่าจะเป็นปืนเอ็ม ๑๖ ปืนทาโวร์ (Tavor) ที่มีอํานาจทําลายรุนแรงเหมือนกับเอ็ม ๑๖ แล้วก็ไล่ไปจนถึงอาวุธสงครามต่าง ๆ ที่มีใช้อยู่ในกองทัพได้ถูกระดมออกมาใช้กัน อย่างไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย การปฏิบัติเกิดขึ้นหลังจากเปิดประตูรั้วกองทัพภาคที่ ๑ ทหารตั้งแถวเรียงหน้ากระดาน แล้วก็ถล่มผู้ชุมนุมด้วยแก๊สนํ้าตาและกระสุนยาง ไม่มีการเจรจาเพื่อขอคืนพื้นที่จากผู้ชุมนุมแต่อย่างใด ซึ่งการกระทําดังกล่าวนั้นถือว่าเป็น การสลายการชุมนุมที่ไม่ได้เป็นไปตามขั้นตอนและวิธีปฏิบัติตามหลักสากล อีกทั้งการใช้ อาวุธสงครามอย่างเปิดเผยนั้น ศอฉ. มาชี้แจงว่าอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ยิงปืนดังกล่าวนั้น ขึ้นฟ้ำได้เพื่อข่มขวัญผู้ชุมนุม แต่อย่างไรก็ดีการกระทําตั้งแต่เช้ามาจนถึงหกโมงเย็น ทหารก็ยังไม่สามารถสลายการชุมนุมให้แล้วเสร็จตามเป้ำหมายได้ แต่ผลของการใช้อาวุธ นานาชนิดที่ระดมยิงกันในวันนั้นในช่วงนั้นมันทําให้มีผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต เป็นจํานวนมาก
ท่านประธานที่เคารพ ผมจะขออนุญาตหยุดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไว้ที่ หกโมงเย็น เพื่อที่จะชี้ว่าการกระทําของนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ ที่ร่วมกันออกคําสั่งให้ทหาร ใช้อาวุธในการปราบปรามประชาชนนั้นเป็นการกระทําที่เกินสมควรแก่เหตุ เป็นการกระทํา ที่ไม่สุจริต ลุแก่อํานาจ เนื่องจากพี่น้องประชาชนที่มาร่วมชุมนุมแล้วก็ตัวนายกรัฐมนตรี คือนายอภิสิทธิ์เองนั้นเป็นผู้ขัดแย้งทางการเมือง เนื่องจากพี่น้องประชาชนนั้นเขามา เรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์คืนอํานาจให้เขาด้วยการยุบสภา แต่นายอภิสิทธิ์กลับใช้กฎหมาย เป็นเครื่องมือในการสลายการชุมนุมด้วยการประกาศพระราชกําหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นมา แล้วก็ออกข้อกําหนดไม่ให้ชุมนุมเกิน ๕ คน ดังนั้นการชุมนุม ที่เกิดขึ้นที่เกิน ๕ คนจึงกลายไปเป็นการชุมนุมที่ฝ่าฝืนข้อกําหนด แล้วก็กลายไปเป็น การชุมนุมที่ผิดกฎหมาย ซึ่งนายอภิสิทธิ์ก็ได้ใช้เหตุผลดังกล่าวนี้เป็นเหตุผลและข้ออ้าง ในการให้ทหารเข้าไปสลายการชุมนุม ดังนั้นการสลายการชุมนุมครั้งนี้จึงถือว่าเป็น การกระทําที่ผิดกฎหมายตั้งแต่ต้น และจะไม่ได้รับการคุ้มครองตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน อย่างไรก็ดีแม้ว่าท่านจะ ยืนยัน เดี๋ยวท่านคงชี้แจงในลักษณะดังกล่าวแน่นอนว่าท่านมีสิทธิในการใช้กําลังทหาร เข้าสลายการชุมนุม แต่ท่านไม่มีอํานาจในการสั่งสลายการชุมนุมที่ละเมิดต่อกฎหมาย หรือกระทําการละเมิดหลักการพื้นฐานในการใช้กําลังและอาวุธ กฎการใช้กําลังนั้นระบุไว้ อย่างชัดเจนว่าให้เจ้าหน้าที่หลีกเลี่ยงการทําร้ายผู้ชุมนุมให้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ดังนั้นปฏิบัติการในการสลายการชุมนุมที่เขาเป็นพี่น้องร่วมชาติเหมือนท่าน เขาถึงออกแบบ อุปกรณ์ทั้งหลายสําหรับการสลายการชุมนุมไม่ให้ถึงแก่ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นแก๊สนํ้าตา ไม่ว่าจะเป็นกระสุนยางครับ แม้แต่การจะให้ยิงกระสุนยาง ท่านนายกรัฐมนตรีทราบไหมครับ ให้เขายิงเฉพาะที่ตํ่ากว่าลําตัวครับ เขาไม่ได้ให้ยิงที่หัวจนมีผู้ชุมนุมที่โดนยิงจนเสียดวงตา ไปข้างหนึ่งอย่างที่เกิดขึ้นในวันที่ ๑๐ ครับ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าไม่มีการสลายการชุมนุม ที่เป็นไปตามกฎหมายที่ใดในโลกนี้ ในจักรวาลนี้ก็ได้ จะอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธสงคราม เข้าปฏิบัติการกับพี่น้องร่วมชาติเหมือนเขาเป็นอาชญากรที่ต้องจับตายครับ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างการละเมิดกฎหมายที่ให้ เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธสงครามเข้าสลายการชุมนุมในช่วงบ่ายของวันที่ ๑๐ จนทําให้ผู้ชุมนุม เป็นอันตรายจนถึงแก่ชีวิต นั่นก็คือกรณีการเสียชีวิตของนายเกรียงไกร คําน้อย ครับ นายเกรียงไกร คําน้อย เป็นคนไทยคนหนึ่งที่เขาประกอบสัมมาชีพ แม้ว่าเขาจะเป็นเพียง คนขับรถสามล้อรับจ้างจากจังหวัดร้อยเอ็ด แต่นายเกรียงไกร คําน้อย นั้นเป็นผู้หนึ่งที่มี ความรักในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ก่อนมาขับสามล้อ นายเกรียงไกรก็ได้เข้าเป็นทหารรับใช้ชาติ โดยการรับใช้เป็นพลทหารอยู่ที่กองทัพเรือ หลังจาก ปลดประจําการก็มาทํางานในกรุงเทพมหานคร ในวันที่ ๑๐ วันที่เกิดเหตุ นางสาวสายโสภา ซึ่งเป็นคู่หมั้นเล่าให้ฟังว่านายเกรียงไกรเมื่อรู้ว่ามีกองกําลังกําลังเข้ามาผลักดันพี่น้อง ของเขา เขาหยุดรถ เขากลับมาที่บ้าน เขาสวมเสื้อคอกลมสีแดงที่เขามีอยู่ตัวเดียว นั่นแหละครับออกไปช่วยเหลือพี่น้องของเขาด้วยความเชื่อของเขาครับ ก่อนออกไป ว่าที่ภรรยาเขายังใส่รองเท้าให้ นายเกรียงไกรเหมือนจะรู้ครับ ยังบอกกับว่าที่ภรรยาว่า อาจจะสวมใส่ให้เป็นครั้งสุดท้าย แล้วก็เป็นจริงครับ ท่านประธานครับ นายเกรียงไกรนั้น ออกไปไม่นานก็โดนยิงที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ เป็นจุดแรกที่มีการปะทะ เขาถูกนําส่ง โรงพยาบาลวชิรพยาบาล แล้วเขาก็เสียชีวิตในวันที่ ๑๑ เช้าวันใหม่ ๐๓.๐๐ นาฬิกาเศษ หลักฐานที่ยืนยันว่าเขาเป็นผู้ชุมนุมที่โดนอาวุธยิงก็คือผลการชันสูตรพลิกศพครับ ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือภาพของอดีตพลทหารเกรียงไกร คําน้อย ที่ไปรับใช้ชาติ ๒ ปีในกองทัพเรือ มีความรักในระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานครับ มรณบัตร ของนายเกรียงไกร คําน้อย ระบุไว้ สาเหตุการเสียชีวิตของเขาก็คือเลือดออก ในช่องท้องจากบาดแผลที่ถูกยิงครับ ไม่ใช่มีอ้ายโม่งครับ ไม่ได้เป็ นการปฏิบัติ ตอนกลางคืนครับ พยานทุกคนที่ให้การกรณีนี้มีการฟ้ องร้องไปแล้วนั้นให้การตรงกันครับ เขาถูกยิงที่สะพานมัฆวานรังสรรค์เวลากลางวันแสก ๆ ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือความจริงที่ขมขื่นของชายคนหนึ่ง แล้วก็ยังมีอีกหลายชีวิตที่เสียไปจากการปฏิบัติ การสลายการชุมนุมที่ละเมิดกฎหมายที่นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพเป็นคนสั่งครับ
อีกกรณีหนึ่ง คือการอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธสงครามยิงขึ้นฟ้ำ ท่านประธานที่เคารพครับ ไม่มีการปฏิบัติการใด ๆ ในโลกนี้ที่เป็นอันตรายแล้วก็เสี่ยงต่อ ชีวิตของผู้บริสุทธิ์เท่ากับการที่นายอภิสิทธิ์สั่งให้มีการสลายการชุมนุมแล้วก็ไปอนุญาตให้ เจ้าหน้าที่ยิงปืนขึ้นฟ้ำโดยอ้างว่าเพื่อข่มขวัญผู้ชุมนุม หรือเอาระเบิดแก๊สนํ้าตาโยนลงมา จากเฮลิคอปเตอร์เพื่อใส่ผู้ชุมนุม ใครจะสั่งการผมไม่ทราบครับ แต่คนสั่งการดังกล่าวนั้น ไม่ทราบว่าเอาสมองส่วนไหนใช้ในการตัดสินที่จะให้เขาทําเช่นนั้น ท่านรู้หรือไม่ครับว่าการทิ้งสิ่งของที่มีนํ้าหนักลงจากอากาศยานหรือการยิงปืนขึ้นฟ้ำ มันสามารถทําให้ผู้บริสุทธิ์แล้วก็ผู้ที่เคราะห์ร้ายนั้นบาดเจ็บและอาจจะถึงเสียชีวิตได้ ผมยกตัวอย่างอย่างนี้ครับท่านประธานครับ ในกรณีของการยิงปืนเอ็ม ๑๖ การยิงปืน เอ็ม ๑๖ นั้นจะใช้กระสุนขนาด ๕.๕๖ มิลลิเมตรครับ เมื่อยิงขึ้นฟ้ำไปความเร็วต้นที่ออก ของกระสุนปืนดังกล่าวนี้ที่ทําจากทองเหลืองจะมีความเร็ว ๓,๐๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อถูกยิงไปแล้วคํานวณตามหลักฟิสิกส์ ขออนุญาตท่านประธานไม่ได้เอามาคํานวณ ให้ท่านเห็นละครับ แต่มีการคํานวณเรื่องดังกล่าวเพราะมันเป็นเรื่องอันตรายถึงชีวิตครับ กระสุนปืนที่ถูกยิงมันไปไกลได้ถึง ๔ กิโลเมตร ขึ้นกับการที่ทหารดังกล่าวนั้นจะใช้มุมยิง ขนาดไหน และที่สําคัญความเร็วที่ช้าที่สุดที่มันตกลงพื้นจากการคํานวณ ๑๐๐ เมตร ต่อวินาที คํานวณแล้วก็คือ ๔๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ท่านประธานครับ ง่าย ๆ ครับ ท่านขับรถนี่แหละ ๑๒๐ กิโลเมตรเอาหัวออกนอกรถแล้วให้ใครโยนก้อนหินใส่ ท่านตายไหมครับ เพราะฉะนั้นเรื่องดังกล่าวนี้ที่ผมต้องมากราบเรียนมันเคยมีความจริงครับ เป็นข้อเท็จจริงว่ามันมีกระสุนที่ตกลงมาจากฟ้ำแล้วมันก็ทําอันตรายแก่ผู้เคราะห์ร้าย ถึงแก่ชีวิตครับ ตอนนี้ในประเทศทั้งหลายการยิงปืนขึ้นฟ้ำในพิธีการต่าง ๆ อะไรเขาไม่มี การอนุญาตให้กระทําแล้วครับ ในประเทศไทยนั้นมีกรณีที่มีผู้บาดเจ็บ ที่จังหวัดเพชรบุรี ก็เคยมีการยิงปืนขึ้นฟ้ำในส่วนของงานบวชแล้วกระสุนปริศนาดังกล่าวนั้นก็ไปทําร้าย เด็กนักเรียนที่กําลังว่ายนํ้าอยู่ในโรงเรียนห่างจากจุดที่มีการเฉลิมฉลองงานบวช ๑ กิโลเมตร เด็กก็เสียชีวิตไป วันนั้นท่านลองคิดดูครับ ท่านยิงขึ้นไปกี่พันกี่หมื่นนัด มีการตรวจพบ หัวกระสุนเยอะแยะเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นบริเวณวัดสุทัศน์เทพวราราม ดิ โอลด์ สยาม พลาซ่า (The Old Siam Plaza) โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย สวนรมณีนาถ เหล่านี้ครับ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่าหัวกระสุนนั้นมันมีอันตรายครับ แล้วถ้าท่านจะจําได้ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนั้นนักข่าวสถานีทีวีช่องหนึ่ง ได้แสดงให้เห็นถึงอํานาจการทําลายของกระสุนที่ถูกยิงขึ้นฟ้ำแล้วตกลงบริเวณ หน้าศาลากลางของกรุงเทพมหานคร นั่นแหละครับคือสิ่งที่ท่านจะต้องพิจารณาในข้อนี้ เพราะฉะนั้นเราจึงได้ยินมาโดยตลอดว่ามีผู้บาดเจ็บแล้วก็ผู้เสียชีวิตจากกระสุนปริศนาที่หล่น ลงมาจากฟ้ำจํานวนหนึ่งที่หาที่มาของคนยิงไม่ได้ คนเหล่านี้ที่เสียชีวิตจากการตรวจสอบ พบว่าอยู่นอกบริเวณชุมนุมก็มีครับ แล้วก็มีคนที่บาดเจ็บจากที่อยู่รอบ ๆ บริเวณการชุมนุม ผลการชันสูตรหรือรอยบาดแผลของผู้บาดเจ็บก็ยืนยันว่าเป็นผลมาจากกระสุนปืน ที่อาจมีอํานาจการทะลุทะลวงต่างจากผู้ชุมนุมที่ถูกสังหารในที่ชุมนุม แต่กระสุนปริศนา เหล่านี้ก็มีอํานาจทําลายล้างที่อาจทําให้ผู้ที่โดนเข้าไปนั้นบาดเจ็บแล้วก็เสียชีวิตได้เช่นกัน แล้วจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏก็มีผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตที่ผลการตรวจบาดแผล และผลการชันสูตรเชื่อว่าโดนกระสุนตกใส่เป็นจํานวนมากครับ และนี่ก็คือการสั่งการ ที่ท่านจะรู้หรือไม่รู้ผมไม่ทราบครับ แต่มันนําไปสู่การฆาตกรรมที่รัฐบาลไม่สามารถปฏิเสธ ความรับผิดชอบได้เลยครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ อีกเรื่องหนึ่งครับ เรื่องนี้กราบเรียนนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ ว่าท่านรู้หรือไม่ว่ามันมีการปฏิบัติที่ถือว่าเป็นสิ่งที่ชาวไทยทุกคนเขาอภัย ให้ท่านไม่ได้ เป็นเรื่องของการละเมิดความปลอดภัยด้านการบิน เป็นอีกกรณีหนึ่งที่ต้อง กล่าวถึง ในเอกสารที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับการบินของประเทศไทยได้ระบุเขตห้ามบิน ในประเทศไทยไว้อย่างชัดเจนครับ การกําหนดเขตห้ามบินในประเทศไทยเหตุผลชัดเจนเพื่อความปลอดภัย หนึ่งในเขตห้ามบิน ที่นักบินทุกคนเขาจําใส่กบาลครับ ผมนี่ก็จําไว้แม่นยํามากและจะไม่มีวันละเมิดเด็ดขาด คือเขตห้ามบินในบริเวณเขตพระราชฐานที่เป็นที่ประทับของล้นเกล้าฯ ทั้ง ๒ พระองค์ ก็คือบริเวณที่เป็นที่ตั้งของพระตําหนักจิตรลดารโหฐานที่นักบินทุกคนจะไม่มีวันบินล่วงลํ้า เข้าไปในระยะทาง ๑ ไมล์ทะเลจากพระตําหนัก และจะต้องไม่บินลงมาตํ่ากว่าความสูง ๖,๐๐๐ ฟุต ทั้งนี้เพราะพื้นที่ดังกล่าวนั้นได้ถูกกําหนดให้เป็นเขตห้ามบินครับ ด้วยเหตุผล ด้านความปลอดภัยและเพื่อไม่ให้เสียงของอากาศยานนั้นส่งเสียงรบกวนอันเป็นการกระทํา ที่อาจจะทําให้เกิดการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทได้ วันนี้สํานักพระราชวังกําลัง ขอให้เพิ่มเพดานบินขึ้นไปจากพื้นจนถึงอันลิมิเต็ด (Unlimited) หรือไม่สามารถที่จะ บินเข้ามาในระยะความสูงจะสูงกว่า ๖,๐๐๐ ฟุต แต่การปฏิบัติการสลายการชุมนุม ในครั้งนี้นายอภิสิทธิ์ได้บังอาจสั่งการให้อากาศยานเข้ามาทําการบินในเขตห้ามบิน และใกล้เขตห้ามบินด้วยความสูงตํ่าหลายครั้งโดยไม่ได้คํานึงถึงความปลอดภัย ด้านการบินที่อาจจะนําไปสู่อุบัติเหตุที่คาดไม่ถึง ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าการบินของอากาศยาน ดังกล่าวนั้นมีความไม่ปลอดภัย แต่ที่เลวร้ายไปกว่านั้นก็คือการอนุญาตให้ทหารยิงปืนขึ้นฟ้ำ เพื่อข่มขวัญผู้ชุมนุมครับ ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากอันตรายของกระสุน ที่มันตกลงมาโดนใครก็แล้วแต่ทําให้บาดเจ็บและล้มตายได้ กระสุนที่ถูกยิงขึ้นฟ้ำหลายพัน หลายหมื่นนัดในวันนั้นเป็นการยิงที่ไม่สามารถควบคุมวิถีกระสุนได้ และแน่นอนที่สุด มันเสี่ยงต่อการที่จะพลาดไปโดนอากาศยานที่กําลังปฏิบัติการอยู่ ทั้งในแล้วก็ นอกเขตห้ามบิน มีรายงานว่ามีอากาศยานโดนยิงในระหว่างการปฏิบัติการที่รัฐบาลโทษว่า มีกลุ่มผู้ชุมนุมยิงเข้าใส่ แต่ถ้าพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ท่านอนุญาตให้ยิงขึ้น เป็นหมื่นเป็นพันนัดมันก็น่าจะโดนกระสุนจากใคร พี่น้องประชาชนตัดสินกันเอาเองครับ แต่ประเด็นของผมไม่ได้ขึ้นอยู่ว่าใครยิงครับ เพราะว่าไม่ว่าใครจะยิงก็ตามการที่ท่านละเมิด กฎการบินโดยอนุญาตให้อากาศยานเข้ามาปฏิบัติการในเขตห้ามบินหรือใกล้เคียงกับ เขตห้ามบินที่อยู่ในบริเวณที่เป็นที่ประทับของล้นเกล้าฯ ทั้ง ๒ พระองค์ ไม่ว่าจะเป็น พระตําหนักจิตรลดารโหฐานหรือโรงพยาบาลศิริราชแล้ว แล้วยังปล่อยให้อากาศยาน มีความเสี่ยงจากการถูกยิงอันอาจนําไปสู่การเกิดอุบัติเหตุของอากาศยานนั้นถือเป็น การประมาท ละเลย เลินเล่อไม่รับผิดชอบต่อการถวายความปลอดภัยต่อพระองค์ท่าน ทั้งสองครับ ซึ่งความผิดนี้ไม่มีชาวไทยคนไหนในแผ่นดินนี้ยกโทษให้ท่านอย่างแน่นอนครับ รูปนี้แสดงให้เห็นถึงเขตห้ามบิน เพราะฉะนั้นใครก็แล้วแต่ที่อยู่ในระหว่างการสลาย การชุมนุมก็จะสามารถเห็นได้เลยว่ามันครอบคลุมพื้นที่ ๑ ไมล์ทะเลไปถึงไหนนะครับ จากจุดที่เป็นพระตําหนักจิตรลดารโหฐานครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องสุดท้ายที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้ก็คือการสั่งการ ให้เข้าสลายการชุมนุมในเวลากลางคืน เมื่อสักครู่นั้นผมหยุดไว้ที่หกโมงเย็น หลังจากนี้ ผมจะต่อจากหกโมงเย็นว่าหลังจากที่นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพได้ออกคําสั่งให้ทหาร ติดอาวุธเข้าสลายการชุมนุมในช่วงบ่าย ท่านย่อมเล็งเห็นแล้วว่าอาจจะทําให้เกิดผู้บาดเจ็บ แล้วก็มีผู้เสียชีวิตจากอาวุธได้ เพราะว่าท่านไม่ได้ปฏิบัติการสลายการชุมนุมตามหลักสากล แต่อย่างใด แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ อย่างที่ผมได้ชี้ให้ท่านเห็นแล้วนะครับ มีทั้งผู้บาดเจ็บเป็นจํานวนมาก ที่เกิดขึ้น แต่แทนที่ท่านจะสั่งให้ยุติการปฏิบัติการ หลังจากที่ทหารไม่สามารถยึดพื้นที่ได้ ในห้วงเวลาหกโมงเย็นเพื่อไม่ให้พี่น้องประชาชนนั้นเสี่ยงต่อการล้มตายมากขึ้น ท่านกลับสั่งให้กําลังทหารปฏิบัติการสลายการชุมนุมต่อในเวลากลางคืน ผมต้องกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับว่าทหารทุกคนย่อมรู้ดีว่าการสลายการชุมนุมที่เป็นมาตรฐาน ที่เป็นการปฏิบัติต่อพี่น้องร่วมชาติ ไม่มีเหตุผลในการที่จะเข้าไปทําร้ายพี่น้องประชาชน ดังนั้นการสลายการชุมนุมที่เป็นพี่น้องร่วมชาติในเวลากลางคืนจึงไม่อยู่ในตําราเล่มไหน ๆ ของการปฏิบัติครับ ดังนั้นการสลายการชุมนุมในเวลากลางคืนนั้นจึงถือเป็นการปฏิบัติ ทางการทหารเท่านั้นครับ นั่นก็คือนายอภิสิทธิ์นอกจากจะไม่ยุติการสลายการชุมนุม ที่ไม่ทําตามกฎแล้ว ท่านยังสั่งให้ทหารไปปฏิบัติการทางทหารกับผู้ชุมนุมในเวลากลางคืน เพราะฉะนั้นไม่ว่าท่านจะเรียกการสลายการชุมนุมครั้งนี้ว่าอะไร จะใช้คําสวยหรูอย่างใด ก็แล้วแต่ การขอคืนพื้นที่ การกระชับวงล้อม แต่การประกอบกําลังเข้าสลายการชุมนุม พี่น้องร่วมชาติในเวลากลางคืนนั้นไม่ได้ต่างกันกับการที่ท่านใช้กําลังไปทําร้ายอริราชศัตรู เพราะว่าถ้าท่านเห็นว่าผู้ชุมนุมนั้นเป็นพี่น้องร่วมชาติของท่านไม่ใช่ศัตรู ท่านต้องระงับ เรื่องดังกล่าวไว้ตั้งแต่พระอาทิตย์ตกนะครับ เพื่อไม่ให้คนบาดเจ็บแล้วก็ล้มตายเพิ่มขึ้น ท่านไม่ได้ทําครับ ท่านสั่งให้ลุยต่อ แล้วในที่สุดก็มีคนบาดเจ็บล้มตายสมใจท่านเลยครับ ในวันนั้น วันที่ ๑๐ เมษามหาวิปโยค มีผู้เสียชีวิต ๒๕ คน บาดเจ็บเกือบ ๑,๐๐๐ คน แทนที่ท่านจะแสดงความรับผิดชอบ มีคนตายตั้งแต่ตอนบ่ายแล้วครับ ท่านโยนความผิด ให้บุคคลที่เรียกว่าอ้ายโม่ง แล้วก็กล่าวหาว่าอ้ายโม่งนั้นมีความสัมพันธ์กับแกนนําผู้ชุมนุม โดยท่านอ้างภาพที่มีสํานักข่าวต่างประเทศถ่ายไว้ได้ในคืนวันที่ ๑๐ จากนั้นแทนที่ท่านจะ นําเรื่องทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามปกติหลังจากมีคนตายจากการกระทํา ของเจ้าหน้าที่รัฐ ท่านละเว้นครับ ท่านไม่ดําเนินการตามกฎหมาย ท่านพยายามเบี่ยงเบน ประเด็นการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมว่าเป็นการกระทําของผู้ก่อการร้าย โดยใช้สื่อของรัฐ เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง แล้วก็ใช้อํานาจของท่านนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการคดีพิเศษนําเรื่องเกี่ยวกับผู้ชุมนุมเข้าไปเป็นคดีพิเศษ จากการกล่าวหาด้วยสาเหตุของอ้ายโม่งนี่ละครับ แต่เรื่องที่ทหารใช้อาวุธเข้าสลายการชุมนุม จนมีผู้บาดเจ็บล้มตายมากมาย ท่านไม่ได้บรรจุเข้าเป็นคดีพิเศษครับ ทั้งที่เหตุดังกล่าวนั้น มันเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของนายกรัฐมนตรี จึงถือว่าเป็นการกระทําที่มีเจตนาพิเศษ เพื่อให้ตนเองพ้นผิด โดยทําให้การกระทําของผู้ชุมนุมนี่มีมูลคดีเกี่ยวกับการก่อการร้าย เพื่อให้การสั่งการและการปฏิบัติการสลายการชุมนุมในวันที่ ๑๐ เมษายน เป็นการกระทํา ที่ชอบด้วยกฎหมายของท่าน
ก่อนที่ผมจะสรุป ผมขออนุญาตพูดเรื่องอ้ายโม่งนิดหนึ่งครับ อ้ายโม่ง หรือกองกําลังไม่ทราบฝ่ำยนี่มันเป็นตัวละครสําคัญที่ท่านอ้างถึงโดยตลอดนะครับ มีอ้ายโม่งท่านก็เชื่อมโยงเขาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ต่อมาในการสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ หลังจากนั้นนี่นะครับ ก็เพราะเหตุผลที่ท่านอ้างเรื่องการก่อการร้าย ท่านก็สั่งการ ให้ผู้บังคับหน่วยเขาใช้อาวุธได้อย่างเสรี แล้วก็ปรากฏว่ามีคนโดนสังหารเป็นจํานวนมาก ด้วยอาวุธสงคราม ผู้ชุมนุมที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายหรือผู้ชุมนุมที่เขาโดนยิงเสียชีวิต เขา ๒ มือเปล่าครับท่านนายกรัฐมนตรี ไม่มีใครมีอาวุธอยู่ในมือสักคนครับ ดังนั้นผมจึงกราบเรียนว่าผู้ที่เขาตายผู้ที่เขาเสียชีวิตเขาไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้ายครับ แต่อ้ายโม่งหรือว่ากองกําลังไม่ทราบฝ่ายที่ติดอาวุธปะปนอยู่กับผู้ชุมนุมนั้น ผมกราบเรียน ท่านนายกรัฐมนตรีครับมีจริง ๆ ครับ ผมเห็นอ้ายโม่งตั้งแต่สงกรานต์เลือดเมื่อปีที่แล้วครับ แล้วก็พี่น้องประชาชนนั้นเดี๋ยวผมแสดงภาพท่านคิดเอาเองครับว่าอ้ายโม่งที่รัฐบาล พยายามจะยัดเยียดให้อ้ายโม่งเหล่านั้นเป็นผู้ก่อการร้ายนี่นะครับ อ้ายโม่งของผมมีอยู่ ทุกหนแห่งในกองกําลังของทหารครับ ในการปฏิบัติ ในการประกอบกําลังทหาร มีชายนอกเครื่องแบบ มีกองกําลังไม่ทราบฝ่ำย มีคนที่ไม่สามารถที่จะพิสูจน์ได้ว่า เป็นใครปะปนอยู่กับผู้ชุมนุม แล้วก็ปะปนอยู่กับทหารโดยตลอด แต่สุดท้ายครับ เดี๋ยวดู ภาพก่อนครับ นี่คือภาพปีที่แล้วนะครับ ท่านจะเห็นว่ามีกองกําลังไม่ทราบฝ่ำยครับ แต่งกายนอกเครื่องแบบปะปนอยู่กับทหาร นี่ปี ที่แล้วครับ เห็นไหมครับท่านยึดพื้นที่ได้ ท่านขับไล่พี่น้องประชาชนออกไปได้ท่านก็ออกมาแสดงตนครับ ดูกันชัด ๆ นี่อ้ายโม่งเก่าครับ เห็นไหมครับใส่กางเกงวอร์ม (Warm) เสื้อยืด แต่สะพายอาวุธสงครามครับ นี่คืออ้ายโม่ง สงกรานต์เลือดปีที่แล้วครับ กองกําลังไม่ทราบฝ่าย พี่น้องประชาชนตัดสินเอาครับว่า อยู่ที่ไหน การประกอบกําลังของทหารทุกครั้งจะมีบุคคลนอกเครื่องแบบแบบนี้เสมอครับ สิ่งเหล่านี้เป็นภาพที่ปรากฏจากการถ่ายภาพของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงครับ นี่ก็เป็น บริเวณบังเกอร์ (Bunker) ที่อยู่แถวบ่อนไก่นะครับ ก็จะเห็นว่ามีบุคคลนอกเครื่องแบบ อย่างนี้ละครับเยอะแยะไปหมด แล้วเวลามีการปฏิบัติอะไรก็แล้วแต่ก็เป็นอ้ายโม่งทุกครั้งไป นี่อ้ายโม่งใหม่นะครับ นี่เป็นการปฏิบัติการของทหารแถวบ่อนไก่นี่เองครับ เห็นไหมครับ ชัดเจนครับสิ่งที่ผมจะพูด แล้วก็มีภาพนี้โด่งดังกันทั้งประเทศครับ ท่านประธานครับ อยากให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพได้ดูครับ ภาพนี้เห็นชัดเจนนะครับเดี๋ยวจะมีคนมาให้ รายละเอียดในเรื่องดังกล่าว ขออนุญาตท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพนะครับเป็นพาดหัว เทือกโบ้ย ๖ ศพโจรยิงบนบีทีเอส (BTS) ไม่ใช่ทหาร ผู้สื่อข่าวถามว่ามีความชัดเจนเรื่อง ๖ ศพในวัดปทุมวนารามหรือไม่ว่าใครเป็นคนยิง นายสุเทพกล่าวว่าเดี๋ยวก็ชัดเจน เจ้าหน้าที่ กําลังรวบรวมหลักฐานดําเนินการอยู่ ตนจะพูดต่อเมื่อทุกอย่างได้ครบถ้วนเรียบร้อย แต่สบายใจได้ว่าในการตรวจสอบเบื้องต้นไม่ใช่เรื่องของเจ้าหน้าที่ โอ้โฮ ท่านตอบไดอะลอก (Dialog) เดิมเลยครับ เมื่อถามว่าถ้าอย่างนั้นนี่เป็นพวกไหนล่ะ เพราะใครจะขึ้นไปเดิน บนรางรถไฟฟ้ำบีทีเอสได้นอกจากเจ้าหน้าที่ นายสุเทพกล่าวว่าก็โจรผู้ร้ายอย่างไรละ เมื่อถามว่าขึ้นไปทางไหน ขึ้นไปอย่างไรนายสุเทพก็กล่าวว่าเขาอยู่ที่นั่นมาโดยตลอด ท่านประธานครับ ภาพนี้ชัดเจนครับ โจรผู้ร้ายที่นายสุเทพว่าทหารหมวกสีชมพูภาพชี้ชัด ศอฉ. เครียด ๖ ศพ ในวงเล็บนี้นะครับ ภาพทหารบนรางรถไฟฟ้ำบีทีเอสหน้าวัดปทุมวนาราม เมื่อเวลา ๑๘.๓๐ นาฬิกาของวันที่ ๑๙ พฤษภาคมก่อนจะเกิดเหตุยิง ๕ ศพในช่วงคํ่า ซึ่งสังเกตเห็นสติกเกอร์ (Sticker) สีชมพูที่หมวกเป็นสัญญาณบอกฝ่ำยของทหาร ซึ่งยืนยันได้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่จริง สูงนิดหนึ่งนะครับให้เห็นสติกเกอร์ ให้เห็นสีครับ ท่านสุเทพ จะได้เห็นชัด ๆ ครับว่านี่คือโจรผู้ร้ายครับ นี่คืออ้ายโม่งครับ นี่คือคนที่ฆ่าประชาชน หรือเปล่า ผมไม่ทราบครับ ต้องไปพิสูจน์กัน แต่อย่างไรก็ดีตรงท้ายพยานทุกปากที่อยู่ในเหตุการณ์สังหารหมู่ที่วัดปทุมวนารามยืนยันว่า ผู้เสียชีวิตทุกรายโดนยิงลงมาจากผู้ที่อยู่บนรางรถไฟฟ้ำบีทีเอสยิงเข้าใส่จนเสียชีวิตครับ เพราะฉะนั้นหลักฐานที่ผมพยายามจะอธิบายในเวลาอันจํากัดแบบนี้นี่นะครับ สําหรับ ผมเองนั้นอ้ายโม่งก็คือการเชื่อมโยงกําลังนอกเครื่องแบบของรัฐบาลที่ใช้สําหรับการตอบโต้ การปฏิบัติของกลุ่มผู้ชุมนุม แล้วก็สร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลในการที่จะไม่ต้อง รับผิดชอบทางกฎหมายหลังจากที่ท่านได้มีคําสั่งฆ่าคน เพราะฉะนั้นจากสิ่งที่ผมได้กล่าวไป ทั้งหมดนี้จึงถือได้ว่านายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ ได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ ทําให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนผู้ชุมนุม จึงเข้าข่ายเป็นการกระทําความผิด ต่อตําแหน่งราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ และการกระทําดังกล่าวนั้น เป็นการกระทําที่เกินกว่าเหตุ เกินกว่ากรณีแห่งความจําเป็น จึงไม่ได้รับความคุ้มครอง ตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ปี ๒๕๔๘ ท่านประธานครับ ผมไม่ไว้วางใจให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ดํารงตําแหน่ง นายกรัฐมนตรีบนกองเลือดนี้ได้แม้แต่วันเดียวครับ ขอบคุณครับท่านประธาน