สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจกรณีของตนเอง พร้อมอธิบายถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาความแตกแยกต่าง ๆ และการตัดสินใจที่จะให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับรถไฟฟ้ามหานคร สีม่วง การบริจาคและเงินใช้จ่ายของพรรคประชาธิปัตย์ การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และแผนปรองดอง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการร่วมมือของทุกฝ่ายในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำโครงสร้างของสังคม และการฟื้นฟูประเทศ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อย่างที่กราบเรียนท่านประธานไปนะครับว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจกรณีของผมส่วนใหญ่นั้นเป็นการอภิปรายต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ผมคิดว่าสิ่งที่กระผมได้กราบเรียนต่อท่านประธานที่ประชุมผ่านไปยัง พี่น้องประชาชนในช่วงสาย ๆ ของวันนี้มีความสมบูรณ์อยู่พอสมควร แล้วก็อยากจะสรุปสั้น ๆ เพื่อจะยืนยันว่ารัฐบาลและตัวกระผมเองนั้นมีความจริงใจในการที่จะหาแนวทางแก้ไข ปัญหาความแตกแยกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ต้น แล้วก็มีความเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า ปัญหาต่าง ๆ ก็จะคลี่คลายได้ในทางสันติ แต่อุปสรรคที่สําคัญที่สุดปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อเกิดกรณีการชุมนุมซึ่งเกินเลยขอบเขตของรัฐธรรมนูญ แล้วก็สร้างความเดือดร้อน ความเสียหายให้แก่คนจํานวนไม่น้อย ประกอบกับการที่มีกองกําลังติดอาวุธก่อการร้าย ก่อวินาศกรรม การตัดสินใจในแต่ละช่วงแต่ละขณะจึงมีความยากลําบากเป็นพิเศษ แต่การตัดสินใจแต่ละครั้งก็ขอยืนยันอย่างที่ผมและท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ ได้กราบเรียนที่ประชุมไปแล้ว คือความพยายามที่จะให้เกิดความเสียหายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อชีวิตและต่อทรัพย์สินให้น้อยที่สุด และถ้ามีกรณีใดซึ่งจะต้องเลือกอย่างที่เห็นชัดเจน ในเหตุการณ์วันที่ ๑๙ ระหว่างทรัพย์สินกับชีวิตนั้นเราถือว่าเรื่องของชีวิตมีความสําคัญกว่า ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องที่กระผมกราบเรียนไปแล้วว่ายังมีหลายเรื่องซึ่งจะเป็นปมที่จะต้อง มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ นอกเหนือจากเรื่องนี้ที่อภิปรายผมแล้วดูจะมีเรื่องที่พาดพิงมาถึงกระผมอยู่เป็นบางเรื่อง อย่างที่กระผมได้กราบเรียนว่าท่านผู้อภิปรายสรุปอภิปรายเมื่อช่วงบ่าย แล้วก็แตะเอาไว้ ประมาณ ๓-๔ เรื่อง

เรื่องแรก คือกรณีที่โยงเรื่องของรถไฟฟ้ำสายสีม่วงซึ่งบังเอิญเป็นเรื่องที่มี การนําเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรี ส่วนเรื่องอื่น ๆ ที่มีเพื่อนสมาชิกโยงมาถึงกระผมนั้น ความจริงท่านรัฐมนตรีที่รับผิดชอบโดยตรงก็ได้ชี้แจงไปโดยสมบูรณ์แล้ว เฉพาะกรณี รถไฟฟ้ำสายสีม่วงนั้นก็ขอกราบเรียนว่าสิ่งที่เป็นการเสนอคณะรัฐมนตรีในวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๒ นั้นเป็นเรื่องที่เป็นการรายงานความคืบหน้าของโครงการ นั่นคือเหตุผลว่า ทําไมจึงมีมติของคณะรัฐมนตรีเพื่อรับทราบ กับประเด็นที่ ๒ ก็คือขอปรับกรอบวงเงิน ค่างานโยธาของสัญญาที่ ๖ คืองานระบบรางลดลงไปจาก ๔,๐๗๗ ล้านบาท เป็ น ๓,๖๓๘ ล้านบาท แต่ที่สอบถามว่าคณะรัฐมนตรีเมื่อมีการพิจารณาเรื่องนี้ ปล่อยปละละเลยไม่สนใจในเรื่องต่าง ๆ หรือไม่ครับ ก็กราบเรียนสั้น ๆ ว่าไม่ใช่ มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องกรอบวงเงินต่าง ๆ ก็มีการอภิปรายในสภานี้ก็หลายครั้ง เพราะฉะนั้นถ้าดูมติคณะรัฐมนตรีในข้อ ๒ จะเห็นได้ชัดว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติกําชับ ลงไปว่าให้กระทรวงคมนาคมรับไปตรวจสอบ ติดตาม กํากับ ดูแล การดําเนินการต่าง ๆ ให้ถูกต้อง และอยู่ในกรอบวงเงินตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ ดังนั้นมติคณะรัฐมนตรีในวันนั้นเป็นอย่างไร การดําเนินการในขณะนี้คณะรัฐมนตรีชุดนี้ ก็มีมติให้ดําเนินการไปตามนั้น โดยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็จะเป็น ผู้ไปกํากับดูแลตามอํานาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการรถไฟฟ้ำมหานคร ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับ แต่ละเรื่องว่าการตัดสินใจในเรื่องไหน อย่างไรนั้นเป็นอํานาจในระดับไหนของผู้บริหาร ของคณะกรรมการ หรือของรัฐมนตรีที่จะเข้าไปกํากับดูแล ยับยั้ง อันนี้ก็กราบเรียน ให้ทราบ แล้วก็ขอเรียนชี้แจงเป็นหลักการโดยทั่วไปว่าผมเองให้ความสําคัญกับทุกเรื่อง ที่มีการนําเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรี แล้วก็จะพยายามดูแลรับฟังปัญหาหรือข้อมูลที่มี การพูดถึงเรื่องนั้น ๆ ไม่ว่าจะจากฝ่ายใดก็ตาม แล้วก็จะมีการซักถามเอาใจใส่เพื่อรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวมให้ดีที่สุด แล้วก็ทํางาน ด้วยความเข้าใจที่ดีกับรัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ ที่ได้มีการนําเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี นอกจากนั้นเรื่องที่ได้มีการอภิปรายผมผ่านจริง ๆ นะครับ ประโยคสองประโยค ผมจับความได้ก็ขอชี้แจงสั้น ๆ ประโยคสองประโยคเหมือนกันเช่นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ การใช้อํานาจของผมในเรื่องของการแต่งตั้งรักษาการผู้บัญชาการสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ก็ขอยํ้าว่าการดําเนินการทุกครั้งเป็นไปตามข้อกฎหมาย แล้วก็เคยมีผู้ไปร้องเรียนเรื่องนี้ต่อ กกต. ครับว่าผมใช้อํานาจเข้าไปแทรกแซงไม่ถูกต้อง ๔ ประเด็น ซึ่ง กกต. ก็ได้วินิจฉัย ยกคําร้องทั้ง ๔ ประเด็น เป็นการยืนยันว่าการใช้อํานาจต่าง ๆ ของผมนั้นชอบด้วย กฎหมายแล้ว

มีเรื่องที่พาดพิงไปถึงสิ่งที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจตั้งแต่ปีที่แล้วก็คือกรณี ที่นําไปสู่คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ก็กราบเรียนสั้น ๆ อีกครั้งครับว่ากรณีเงินบริจาค ๒๕๘ ล้านบาท เกิดขึ้นในขณะที่ผมเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งขณะนั้น งานที่เกี่ยวข้องกับทางด้านนี้กระผมไม่ได้รับมอบหมายให้ดูแล แต่ถ้าความรับผิดชอบ ตามกฎหมายเป็นเรื่องของคณะกรรมการบริหารพรรคก็เป็นเรื่องที่การดําเนินการ ตามกระบวนการตามรัฐธรรมนูญจะต้องเดินต่อไป และผมก็ไม่มีปัญหาในการที่จะ รับผิดชอบตามกฎหมาย ตามกระบวนการที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว

ส่วนกรณีการใช้จ่ายเงิน ๒๙ ล้านบาทก็เช่นเดียวกันครับ เกิดขึ้นในช่วง ที่กระผมเป็นรองหัวหน้าพรรค ไม่ได้มีความรับผิดชอบโดยตรงในส่วนของการใช้จ่ายเงิน ในตรงนี้ แต่ที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องก็เพราะว่าหลังจากที่มีการเลือกตั้งเสร็จสิ้นครับ มีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหารพรรค ผมมาดํารงตําแหน่งหัวหน้าพรรคมีหน้าที่ ในการเซ็นรับรองบัญชีค่าใช้จ่ายการเลือกตั้ง แล้วตอนสิ้นปีก็ต้องรับรองงบดุล บัญชี ค่าใช้จ่ายการเลือกตั้งนั้นกระผมก็ได้มีการดําเนินการตามเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ที่พรรคในฐานะที่ผมเข้ามารับตําแหน่งหัวหน้าพรรค แล้วก็เซ็นส่งให้ กกต. กกต. ก็มีการตรวจสอบ มีการทักท้วงในบางประเด็นแต่ไม่ใช่ประเด็นที่มีการร้องเรียน ในขณะนี้ ก็มีการปรับแก้แล้วเราก็เอาบัญชีฉบับที่ กกต. ได้รับรองนั่นละครับไปผนวกเป็น งบดุลในช่วงสิ้นปี กระผมก็เซ็นไปครับ นี่คือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับที่มีการหยิบยกในเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับเงินบริจาคหรือการใช้จ่ายเงิน ๒๙ ล้านบาทของพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี ๒๕๔๘

ท่านประธานที่เคารพครับ นั่นคือที่ผมรวบรวมได้ทั้งหมดนะครับ ที่เป็น การอภิปรายเพิ่มเติมเกี่ยวข้องกับผมนอกเหนือจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมขอใช้เวลา อีกเพียงสั้น ๆ เท่านั้นที่อยากจะกราบเรียนว่าวันนี้รัฐบาลได้เปิดโอกาสให้มีการอภิปราย ไม่ไว้วางใจทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็ นรายบุคคลในสมัยประชุมวิสามัญ ความจริงญัตตินี้เคยมีความคิดที่จะยื่นในสมัยสามัญ แต่ว่าพรรคฝ่ายค้านตัดสินใจไม่ยื่น ผมเข้าใจว่าอันนั้นก็เป็นยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวซึ่งไปสัมพันธ์กับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่นอกสภา วันนี้ก็กลับเข้ามาสู่กระบวนการตรงนี้ พวกกระผมก็เคารพสิทธิของสมาชิกฝ่ายค้าน ที่จะต้องทําหน้าที่ตรวจสอบในฐานะปวงชนชาวไทย เป็นการยืนยันว่าผมและรัฐบาลชุดนี้ ต้องการเห็นกระบวนการรัฐสภาทําหน้าที่อย่างดีที่สุด การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเรื่อง ปกติครับที่จะมีการปะทะคารมหรือเกิดความรู้สึกระหว่างพรรครัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้าน กับประชาชนที่สนับสนุนพรรครัฐบาล พรรคฝ่ำยค้านที่ติดตามชมอยู่ทางโทรทัศน์ ทางวิทยุ ผมถือว่าเป็ นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่ผมต้องยํ้าเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด และเป็นสิ่งเดียวที่ผมห่วงใยและเป็นเรื่องที่ไม่สบายใจกับการอภิปรายก็คือผมไม่ต้องการ ให้พี่น้องประชาชนมีความรู้สึกเสื่อมศรัทธาในระบบสภาของเรา และไม่ต้องการให้พี่น้อง ประชาชนนั้นมีความรู้สึกที่แตกแยกมากยิ่งขึ้น วันนี้ถือว่าแต่ละฝ่ำยได้ใช้เหตุใช้ผล ในการที่จะมาหักล้างเป็นการตรวจสอบ เป็นการชี้แจงข้อมูล แต่หลังจากวันนี้ไปพรุ่งนี้ ก็มีการลงมติ ไม่ว่าผลการลงมติจะเป็นอย่างไร พวกท่านและพวกผมก็ยังจะคงเป็น นักการเมืองในระบบนี้ สิ่งที่ผมปรารถนาจะเห็นก็คือว่าเราช่วยกันประคับประคองให้ระบบรัฐสภาของเรานั้น ทําหน้าที่ได้อย่างเป็นที่พึ่งที่หวังของพี่น้องประชาชน ผมไม่อยากให้มีการสร้างความเข้าใจผิด หรือความเกลียดชัง ผมต้องยํ้าอีกครั้งว่าท่านจะอภิปราย หรือมีมุมมอง หรือมีข้อเสนอ อย่างไร ผมก็ต้องยืนยันว่ารัฐบาลนี้ไม่มองคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างทางการเมือง เป็นศัตรู ไม่มีความประสงค์ที่จะไปกวาดล้างใครหรอกครับ เพราะในระบอบประชาธิปไตย มันจะเป็นระบอบประชาธิปไตยได้คนที่เห็นแตกต่างกันต้องมีที่ยืนบนเวทีการเมือง เพียงแต่ว่าสิ่งที่รัฐบาลจําเป็นจะต้องทําในการรักษากฎหมาย ในการรักษาบ้านเมือง ก็คือว่าการต่อสู้ทางการเมืองนั้นพึงใช้วิธีการที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นวิถีทาง ที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง นั่นหมายถึง ต้องไม่มีการใช้ความรุนแรง ต้องไม่มีการใช้การกระทําที่ผิดกฎหมาย ผมถึงยํ้าครับ สิ่งที่ผม ได้นําเสนอไปแล้วก็ยืนยันว่าในบ้านเมืองของเราต้องเผชิญกับปัญหากองกําลังติดอาวุธ การก่อการร้ายซึ่งมาเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางการเมือง แต่ก็อยากจะเรียกร้องว่า ทุกฝ่ายต้องสนับสนุนให้รัฐบาลนั้นบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ถ้าไม่ตรงไปตรงมา ก็ต้องมีกระบวนการในการตรวจสอบ แต่ความคิดเห็นที่แตกต่างทางการเมืองถ้าแยกตัว ออกมาจากกระบวนการนี้ได้ทั้งหมดบ้านเมืองเราจะเดินไปข้างหน้าได้ นั่นคือความหมาย ของการฟื้นฟู การปรองดองที่แท้จริง

ผมยังขอยืนยันกับท่านประธานสภาว่ารัฐบาลมีความตั้งใจจริงในการที่จะ เดินหน้าในเรื่องของแผนปรองดอง และแผนปรองดองซึ่งมีทั้งหมด ๕ ข้อ บางเรื่องก็คงจะ ได้ข้อยุติในระยะเวลาที่ไม่นานจนเกินไป เช่น การมีคณะกรรมการมาตรวจสอบเหตุการณ์ เช่น การมีคณะกรรมการมาดูแลประเด็นที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญหรือประเด็น ในทางการเมืองอื่น บางเรื่องก็ใช้เวลาอยู่บ้าง อาจจะต้องมีการปรับทั้งกฎ กติกา หรือแนวทาง การปฏิบัติ เช่นเรื่องของสื่อสารมวลชน บางเรื่องผมมั่นใจครับว่าถ้าพวกเราทุกคน ร่วมแรงร่วมใจกัน เช่นกรณีของการปกป้ องสถาบันพระมหากษัตริย์ มันไม่น่าจะยาก ขอให้ ร่วมมือกันจริงจังในการที่จะไม่ให้มีการล่วงละเมิดด้วยวิธีการใดก็ตาม และความร่วมมือ จากทุกฝ่ายคือหัวใจของความสําเร็จตรงนี้ แต่เรื่องที่สําคัญที่สุดและใช้เวลานานที่สุด มันหนีไม่พ้นกรอบแผนปรองดองในเรื่องของการฟื้นฟูประเทศ ปฏิรูปประเทศ ในเรื่อง ปัญหาความเหลื่อมลํ้าโครงสร้างของสังคม ซึ่งผมยังมีความมั่นใจอย่างหนึ่งว่าถ้าเป็น นักการเมืองที่มาจากวิถีทางของการเลือกตั้ง วิถีทางของประชาธิปไตยแล้ว เป้ำหมายสูงสุด ก็คือการเข้ามาทําตรงนี้ครับ ช่วยคนที่ด้อยโอกาส ช่วยคนที่เสียเปรียบที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ จะด้วยการปฏิบัติหน้าที่ จะด้วยกฎระเบียบกฎหมาย โครงสร้างทางเศรษฐกิจ หรือเรื่องอื่นใด แก้ตรงนี้ให้เป็นจริงสําหรับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ผมตั้งใจทําโครงการนี้เป็นโครงการใหญ่ เป็นแผนใหญ่ จะมีทั้งการสํารวจความคิดเห็น จะมีทั้งการจัดเวทีในการระดมความคิดเห็น ต่าง ๆ เพื่อนําไปสู่การแก้ปัญหาอย่างมีส่วนร่วมด้วย เพราะต้องการให้คนทั้งประเทศ มาเป็นเจ้าของโครงการของการปฏิรูปประเทศไทยอย่างแท้จริง ผมขอความร่วมมือจาก เพื่อนสมาชิก ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนทุกคนทุกกลุ่มไม่ว่าท่านมีความคิดเห็น ทางการเมืองอย่างไรเพื่อทําสิ่งนี้ งานนี้ไม่มีทางเสร็จในอายุของรัฐบาลชุดนี้ แล้วก็ ไม่มีใครรู้ว่าหลังการเลือกตั้งครั้งหน้าใครจะมาเป็นรัฐบาล แต่ผมอยากให้งานนี้เป็นงาน ที่ไม่ว่าใครเข้ามาเป็นรัฐบาล ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลจะร่วมมือกันทํางานเพื่อพี่น้องประชาชน

ผมจึงอยากจะกราบเรียนสั้น ๆ เพียงเท่านี้ครับ เพื่อที่จะบอกว่ากระบวนการ ๒ วันที่ผ่านมาผมถือว่าเป็นกระบวนการและเป็นสิทธิอันชอบธรรมของสมาชิกรัฐสภา อะไรที่กระทบกระทั่งกันบ้างพวกเรานักการเมืองในสภาแห่งนี้เข้าใจ แต่บางครั้ง พี่น้องประชาชนก็อาจจะไม่เข้าใจหรือไม่สบายใจ แต่อยากให้พวกเราเดินหน้าประเทศไทย รัฐบาลนี้พร้อมที่จะรับการตรวจสอบตามวิถีทางของรัฐสภา และยืนยันในการที่จะเปิดพื้นที่ ให้กับทุกฝ่ายไม่ว่าความคิดเห็นทางการเมืองจะเป็นอย่างไร ขอกราบขอบพระคุณครับ