สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓

กรณ์ จาติกวณิช ยืนยันว่ารัฐบาลประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยมีหลักฐานที่แสดงถึงการบริหารจัดการที่ดี เช่น อัตราการว่างงานที่ลดลง การบริโภคภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น และการจัดสรรงบประมาณที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน แม้ว่าหนี้สาธารณะจะอยู่ในระดับสูง แต่ก็ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังจากการบริหารจัดการของทางรัฐบาลชุดปัจจุบัน

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านประธานครับ ความจริงผมเป็ น ๑ ใน ๕ รัฐมนตรีที่ทางฝ่ำยค้านได้ยื่นญัตติ ขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ แต่ก็ปรากฏว่าไม่มีท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากฝ่ายค้านท่านใดที่ได้อภิปรายกระผม แต่อย่างไรก็แล้วแต่ได้มีการอ้างถึงการบริหาร ที่ผิดพลาดของกระผมในญัตติที่ท่านได้นําเสนอ ซึ่งกระผมคงจะไม่รบกวนเวลาของสภา ในการที่จะชี้แจงในทุก ๆ ประเด็นในญัตติของท่าน เพียงแต่กระผมจะขออนุญาต ที่จะใช้เวลาเล็กน้อยในการที่จะชี้แจงข้อกล่าวหาของท่านข้อเดียวที่ท่านได้กล่าวว่า ผมดําเนินนโยบายทางการเงิน การคลังและการงบประมาณของประเทศผิดพลาด และได้มุ่งแสวงการก่อหนี้สาธารณะ จนขณะนี้หนี้สาธารณะอยู่ในระดับที่สูงกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ผมขออนุญาตเรียนสั้น ๆ ก่อนว่าญัตติของท่านนี้ผมอาจจะถือเป็นญัตติเท็จ ก็เกือบจะได้นะครับ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ผมจะขออนุญาตคิดเสียว่าข้อมูลที่คลาดเคลื่อน อย่างมีนัยสําคัญในญัตติที่ท่านได้ยื่นไว้เป็นความเข้าใจผิดของท่านเอง เนื่องมาจาก ท่านอาจจะไม่ได้ทําการบ้านมา ประเด็นสําคัญก็คือหนี้สาธารณะ ณ ปัจจุบันของประเทศ ไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ใกล้เคียงเลยด้วยซํ้าไปครับ ณ ปัจจุบันในช่วงของการบริหารจัดการของทางรัฐบาลชุดปัจจุบันหนี้สาธารณะ ของประเทศได้ขึ้นไปอยู่ในระดับที่สูงที่สุดที่ ๔๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วท่านอาจจะไม่ทราบว่า หลังจากนั้นก็ได้ปรับลดลงมาจนตัวเลข ณ สิ้นเดือนพฤษภาคมหนี้สาธารณะของประเทศเรา ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ ๔๑.๙ เปอร์เซ็นต์ สืบเนื่องมาจากอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจ ที่ทําให้ตัวหารของหนี้สาธารณะนั้นลดลง ท่านมักจะอ้างนอกจากนั้นว่าหนี้สาธารณะ หมายถึงหนี้ต่อหัวของประชากรเพื่อสร้างความกังวลให้กับพี่น้องประชาชน ผมขออนุญาต เรียนอันดับแรกว่าหนี้อย่างไรก็แล้วแต่เป็นเครื่องมือสําคัญในการบริหารเศรษฐกิจ บริษัทจะลงทุนก็ต้องกู้ยืม ชาวนาจะปลูกข้าวก็ต้องกู้ยืม ประเทศชาติเช่นเดียวกันจะลงทุน เพื่อนํามาสู่การพัฒนาก็มีความจําเป็นที่จะต้องกู้ยืม เพราะฉะนั้นในส่วนของรัฐบาลเอง เราก็คิดเสียว่าเราได้นําเงินออมของพี่น้องประชาชนของเรามาใช้ในการลงทุนในโครงการ ต่าง ๆ ที่เราเชื่อว่าเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน แล้วสุดท้ายหนี้สาธารณะท่านพูดถูก อยู่ประเด็นหนึ่งก็คือเป็นหนี้ที่ต้องชําระด้วยภาษี แต่ข้อเท็จจริงในระบบภาษีของเราก็คือ คนรวยส่วนใหญ่ที่เสียภาษีส่วนมากของประเทศ เพราะฉะนั้นไม่ได้เป็นภาระต่อพี่น้อง ประชาชนที่ยากจนมากเท่ากับเป็นภาระของพี่น้องประชาชนที่มีรายได้สูง ในส่วนของ การอ้างว่าเราได้มีการบริหารเศรษฐกิจผิดพลาด ผมก็ไม่ทราบว่าท่านวัดความผิดพลาด หรือความสําเร็จของเศรษฐกิจอย่างไร แต่จริง ๆ แล้วไม่สลับซับซ้อนครับ มีอยู่ ๒ มิติ ที่จะต้องพิจารณา

ประเด็นแรก ก็คือเรื่องของเสถียรภาพและอัตราการขยายตัว ซึ่งผมคง ไม่พูดมาก แต่อยากที่จะเรียนว่า ณ วันที่เราเข้ามารับภาระหน้าที่ เศรษฐกิจในไตรมาสแรก ติดลบ ๗.๑ เปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นก็ปรับดีขึ้นมาเรื่อย ๆ เป็ นลบ ๔.๙ ลบ ๒.๗ และปรากฏในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วว่ามีอัตราขยายตัวที่เป็นบวก ๕.๙ เปอร์เซ็นต์ จนกระทั่งมาถึงไตรมาสแรกของปีนี้ที่มีอัตราขยายตัวสูงถึง ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ถ้าจะดูในแง่ ของการลงทุนก็เช่นเดียวกันเป็ นดัชนีที่ติดลบอย่างมากในช่วงที่เรามารับภาระ แต่ก็ปรากฏว่าได้แก้สถานการณ์ให้มาเป็ นบวกจนได้ นอกจากนั้นถ้าดูในแง่ ของเสถียรภาพด้วยตัวชี้วัดอื่น ๆ ดุลบัญชีเดินสะพัดก็เป็นบวกมาโดยตลอดในรัฐบาลนี้ ทุนสํารองระหว่างประเทศก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อัตราแลกเปลี่ยนของเราก็เข้มแข็ง เพราะฉะนั้นสะท้อนถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ดี เงินเฟ้ อไม่ได้เป็นปัญหาตลอดช่วง ระยะเวลาของการบริหารจัดการของเรา เพราะฉะนั้นไม่ว่าดูด้วยดัชนีใดก็แล้วแต่ในเรื่อง ของเสถียรภาพผมยืนยันได้ว่าไม่ล้มเหลวอย่างที่ท่านได้กล่าวอ้าง ส่วนในแง่ประโยชน์ ของประชาชนว่าเราบริหารเศรษฐกิจแล้วพี่น้องประชาชนได้ประโยชน์อย่างไร ถ้าดู ในระดับมหภาค โดยปกติก็จะวัดกันด้วยดัชนีไม่กี่ตัว อัตราการว่างงานซึ่งผมขออนุญาต เรียนว่าเราเข้ามาในช่วงวิกฤติ อัตราการว่างงานปรับขึ้นไปอยู่ระดับสูงสุดในช่วงปีที่แล้ว ที่ ๒ เปอร์เซ็นต์ของแรงงานของประเทศ และเราก็ได้บริหารเพื่อแก้ไขปัญหาการว่างงาน ทําให้อัตราการว่างงานปรับลดลงมาเหลือเพียงแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ก็คือประมาณ ๓๕๐,๐๐๐ รายที่ยังว่างงานอยู่ ในแง่ของการบริโภคก็เป็นตัวชี้วัดที่ดีถึงเงินในกระเป๋ำ ของพี่น้องประชาชน ซึ่งในช่วงที่เราเข้าบริหารจัดการก็มีการบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้น ทุก ๆ ไตรมาส เพราะฉะนั้นวัดโดยดัชนีใดก็แล้วแต่ถ้าดูในแง่ประโยชน์ของประชาชน ผมยืนยันได้ว่ารัฐบาลนี้ประสบความสําเร็จ ถ้าดูในเชิงนโยบายเพราะท่านได้พูดถึง การจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลนี้ก็ต้องขออนุญาตเรียนนะครับว่าการจัดสรรงบประมาณ เราก็ได้จัดสรรให้เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน เดิมทีก่อนที่เราจะมารับภาระ พี่น้องประชาชนลูกหลานเรียนฟรีได้ ๑๒ ปี เราก็เพิ่มงบประมาณทําให้ลูกหลานของเรา สามารถที่จะเรียนฟรีได้ถึง ๑๕ ปี รัฐบาลก่อนหน้านี้ได้เคยให้คํามั่นไว้กับ อสม. ทั่วประเทศว่าจะจัดงบประมาณให้ รัฐบาลนี้มาเราก็ทําจริงด้วยการจัดเบี้ย อสม. ให้เดือนละ ๖๐๐ บาท โครงการดี ๆ ที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ทําไว้เราก็ต่อยอดให้ กองทุนหมู่บ้าน ก็สามารถกู้ยืมเพิ่มเติมได้จากธนาคารของรัฐในสังกัดกระทรวงการคลัง ส่วนความพยายาม ในการแก้ไขปัญหาหนี้ของรัฐบาลก่อนหน้านี้ด้วยการจัดให้มีการขึ้นทะเบียนแต่ไม่ได้ ดําเนินการในการแก้ไขปัญหาต่อไป เราก็หยิบยกขึ้นมาด้วยมาตรการการแก้หนี้นอกระบบ ส่วนเรื่องของการช่วยเหลือเกษตรกรเช่นเดียวกันครับ เราได้จัดสรรเม็ดเงินงบประมาณ ไปประกันรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกร ทําให้จากเดิมโครงการจํานําสินค้าเกษตร ของรัฐบาลก่อนหน้านี้ช่วยเหลือเกษตรกรได้เพียง ๘๐๐,๐๐๐-๙๐๐,๐๐๐ รายนะครับ ณ ปัจจุบันมีเกษตรกรที่ได้ประโยชน์จากนโยบายและการใช้การจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณ ของรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์สูงถึงเกือบ ๔,๐๐๐,๐๐๐ ราย เพราะฉะนั้น การจัดสรรงบประมาณผมก็ยืนยันได้เช่นเดียวกันว่าเป็นการจัดสรรที่พี่น้องประชาชน ได้ประโยชน์ ผมกลับไปตรวจเช็กในแง่ของการกระจายเม็ดเงินงบประมาณ เช่นเดียวกัน ถ้าดูในส่วนของเม็ดเงิน พ.ร.ก. ที่กู้ยืมมานะครับ ผมได้ตรวจเช็กว่าได้รับกันทุกจังหวัด และถ้าดูตามกระทรวงก็ได้มีการกระจายไปในกระทรวงสําคัญ ๆ รวมถึงกระทรวงที่ในช่วง อาทิตย์ที่แล้วที่มีการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ท่านได้ตั้งคําถามไว้ค่อนข้างมากว่าทําไมเราจัดสรรงบประมาณให้ในสายตา ของท่านค่อนข้างน้อย อย่างเช่นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านก็คงไม่ทราบว่า ในส่วนของตัวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้นเป็นกระทรวงที่ได้รับเม็ดเงินงบประมาณ จาก พ.ร.ก. สูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุก ๆ กระทรวง เพราะฉะนั้นเมื่อดูในทุกมิติผมจึงกล้า ที่จะยืนยันได้นะครับว่าไม่มีประเด็นใดที่ท่านอภิปรายไม่ไว้วางใจทีมงานเศรษฐกิจ ของรัฐบาลได้นะครับ แล้วก็คงเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ท่านก็ได้เลือกที่จะไม่อภิปราย ในประเด็นนี้ อย่างไรก็แล้วแต่ผมและเพื่อนสมาชิกทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยการนํา ของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ตระหนักนะครับว่าประเด็นปัญหาปากท้อง ของพี่น้องประชาชนยังมีอีกมากมาย ประเด็นปัญหาเศรษฐกิจของเราก็ยังต้องมีแก้ไขกัน อีกมาก เพราะฉะนั้นเราก็ยังคงจะตั้งใจทํางานกันต่อไปครับ ขอบคุณครับ