สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓

สุเทพ เทือกสุบรรณ อธิบายเรื่องทรัพย์สินของเขา และอ้างว่าไม่ทราบว่าจตุพร พรหมพันธุ์ โง่หรือแกล้งโง่ เนื่องจากจตุพรพรรณนาว่าหนี้สินของสุเทพเท่ากับ 57 ล้านบาท แต่สุเทพอ้างว่าหนี้สินของเขาคือ 65 ล้านบาท และเรียกร้องให้ตรวจสอบบัญชีหนี้สินของตนเอง และอธิบายเหตุผลที่เขาลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ขอกราบเรียนท่านประธานเพื่ออธิบายข้อเท็จจริงในเรื่องที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้อภิปรายเมื่อสักครู่ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็เห็นใจในความพยายามของนายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นอย่างยิ่งที่พยายามจะยกเรื่องมาอภิปรายผมในวันนี้ ที่ต้องเห็นใจคือ อย่างนี้ครับท่านประธาน คือกรณีที่ท่านพยายามจะยกขึ้นมาเป็นประเด็นเพื่อที่จะ อภิปรายผม ผมตอบยากจริง ๆ ที่ตอบยากคือผมไม่เข้าใจว่าท่านบวกเลขผิดโดยตั้งใจที่จะ เล่นงานผม ท่านโง่จริง ๆ หรือว่าท่านแกล้งโง่ ผมไม่ทราบ ท่านประธานครับ นี่คือบัญชี แสดงทรัพย์สินของกระผมเล่มนี้ครับ ผมได้แสดงต่อ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๐ ก่อนที่จะไปรับตําแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในนี้ก็เขียน ภาษาไทยชัดเจนแบ่งแยกเป็นหมวดเป็นหมู่เอาไว้ ในส่วนที่เป็นทรัพย์สินเขาก็มีว่า ข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ ข้อ ๔ เงินให้กู้ยืม คําว่าเงินให้กู้ยืมนี่หมายความว่าเงินที่ให้คนอื่นยืม ๑๕ ล้านบาท บริษัท สุราษฎร์ โกลเด้น แลนด์ จํากัด แล้วก็มีหลักฐานการกู้ยืมอยู่ข้างในชัดเจน ลงไปจนถึงกลุ่มสุดท้ายเขาเขียนว่าหนี้สิน แล้วก็บอกว่าเงินเบิกเกินบัญชี เงินกู้ยืม ธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) ๑๐ ล้านบาท เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินอื่น ๗๙,๘๗๘,๐๘๐ บาท รายละเอียดอยู่ข้างหลัง ที่ผมบอกว่าไม่ทราบว่าคุณจตุพรเป็นคนโง่ หรือแกล้งโง่ก็คือว่าแกเอา ๒ ยอดนี้มาบวกกันแล้วก็บอกว่าผมมีหนี้จํานวนนี้อยู่ แล้วก็พยายามที่จะอธิบายกับท่านประธานกับท่านสมาชิกว่าพอผมพ้นตําแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมหนี้เหล่านี้ก็หายไป แต่ที่ผมสันนิษฐานว่าแกแกล้ง ก็คือว่าแกก็ไปขมวดครับว่าหนี้ที่ผมเป็นหนี้สถาบันการเงินอยู่ ๓-๔ แห่งคือบริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ศรีมิตร จํากัด (มหาชน) บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ไอทีเอฟ จํากัด (มหาชน) บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิต จํากัด (มหาชน) คุณจตุพรก็เอาไปโยง เป็นประเด็นว่าบริษัทพวกนี้ในที่สุดถูก ปรส. ขายสัญญาสินทรัพย์ทั้งหลายให้กับกองทุน ซึ่งคุณจตุพรก็ไปกล่าวหาเขาว่าเป็นกองทุนที่จดทะเบียนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอันนั้นผมก็ไม่สามารถไปรับผิดชอบแทนคุณจตุพรได้ แล้วก็หาว่าผมไม่ได้ล้มบนฟูก แต่ว่าปล้นบนฟูกตามสํานวนที่พยายามจะพูด คนก็เข้าใจยากครับ ผมจะสรุปให้ฟัง อย่างนี้ครับว่ายอดหนี้สินเฉพาะของบริษัทเงินทุน ๓ รายการนี้เป็นอย่างนี้ครับ เป็นหนี้ กับบริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ศรีมิตร จํากัด (มหาชน) ๓๐ ล้านบาท เป็นหนี้บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ไอทีเอฟ จํากัด (มหาชน) ๑๕ ล้านบาท เป็นหนี้บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ นครหลวงเครดิต จํากัด (มหาชน) ๒๐,๔๑๒,๐๐๐ บาท รวมแล้วก็คือเป็นหนี้ ๖๕ ล้านบาท ๓ รายการนี้ครับ ทีนี้ท่านประธานครับ ในปี ๒๕๔๐ มันเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงิน สถาบันการเงินเหล่านี้เขามีปัญหาแล้วในที่สุด ปรส. คือองค์การเพื่อการปฏิรูประบบ สถาบันการเงินก็ได้เอาไปประมูลขาย คนที่ประมูลซื้อบริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ศรีมิตร จํากัด (มหาชน) และบริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ ไอทีเอฟ จํากัด (มหาชน) ไปได้นั้นก็คือบริษัท กองทุนรวมบางกอก แคปปิตอล ผมเป็น ลูกหนี้ครับ มีสัญญาเงินกู้ มีหลักทรัพย์คํ้าประกัน แต่ว่าเจ้าหนี้เปลี่ยนไปเป็นบริษัท กองทุนรวมบางกอก แคปปิตอล เขาก็เรียกผมไปเจรจาครับให้ผมชําระหนี้เขา โดยอ้างว่า เขาซื้อสัญญากู้ของผมมาแล้ว ในการเจรจาก็ตกลงกันครับ ในสมัยนั้นท่านประธาน ก็คงทราบได้ว่าบรรดาลูกหนี้ทั้งหลายก็ต้องไปตกลงกับเขาว่ามีหนี้อยู่เท่านี้จะใช้หนี้เท่าไร เท่าไร เท่าไร ก็ปรากฏว่าในยอดหนี้ ๒ บริษัทคือบริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ศรีมิตร จํากัด (มหาชน) กับบริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ไอทีเอฟ จํากัด (มหาชน) จํานวน ๔๕ ล้านบาทนี่ครับ บริษัท กองทุนรวมบางกอก แคปปิตอลเขาบอกว่าให้ผมชําระเขา ๒๔,๕๐๐,๐๐๐ บาทเท่านั้นครับ แต่ว่าจะต้องชําระภายในวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๓ คือพวกนี้ได้สัญญาไปแล้วก็อยากจะ ได้เงินคืนเร็ว ๆ แล้วก็ตกลงกัน ผมก็ตกลงครับ โดยตกลงว่าจะต้องจ่ายหนี้ให้เขา ๒๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท แล้วก็บวกค่าธรรมเนียมอีก ๒๔๕,๐๐๐ บาท นัดชําระเป็น ๒ งวด งวดแรก วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๓ เป็นเงิน ๒,๔๕๐,๐๐๐ บาท งวดที่สอง ในวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๓ เป็นเงิน ๒๒,๐๕๐,๐๐๐ บาท ผมทําอย่างไรครับท่านประธาน ผมก็ไปเจรจากับธนาคารไทยพาณิชย์ จํากัด (มหาชน) ขอกู้เงินเขา ๒๕ ล้านบาท เพื่อนําไปใช้หนี้ ๒๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท เอาหลักทรัพย์เดิมที่ผมเคยจํานองไว้กับ ๒ บริษัท หลักทรัพย์นี้ก็ไปจํานองกับธนาคารไทยพาณิชย์ จํากัด (มหาชน) แล้วก็เอาไปใช้หนี้บริษัท กองทุนรวมบางกอก แคปปิตอล ผมมีหลักฐานการกู้เงินจากธนาคารไทยพาณิชย์ จํากัด (มหาชน) คือหนังสือสัญญากู้เงิน ลงวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๓ แล้วหลักฐานการชําระหนี้ ก็มีชัดเจน จ่ายด้วยเช็คของธนาคารไทยพาณิชย์ จํากัด (มหาชน) ที่เขาออกให้ผมนั่นเอง แล้วก็จ่ายตรงไปที่บริษัท กองทุนรวมบางกอก แคปปิตอลเพื่อไถ่ถอนหลักทรัพย์ของผม มาจํานองไว้กับธนาคารไทยพาณิชย์ จํากัด (มหาชน) ไม่ใช่เรื่องยากเย็นซับซ้อนอะไรเลย คนมีปัญญาคนไหนก็เข้าใจเรื่องอย่างนี้ได้ทั้งนั้น ผมได้แนบหลักฐานเหล่านี้แสดงไว้ ในบัญชีทรัพย์สินของผมโดยถูกต้องทุกอย่างอยู่ที่หนังสือเล่มนี้ครับ ท่านประธานครับ เป็นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินหลังจากที่ผมพ้นจากตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม ไม่มีอะไรพิสดารซับซ้อนเลยครับ อยู่ครบถ้วนทุกอย่าง รวมทั้ง ใบเสร็จรับเงินของบริษัท กองทุนรวมบางกอก แคปปิตอลด้วย ส่วนหนี้อีกยอดหนึ่ง ซึ่งผมเป็นกับบริษัท เงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิต จํากัด (มหาชน) เขาก็ถูกประมูลซื้อ โดยบริษัท กองทุนรวมโกลบัลไทย คนละกองทุนครับ กองทุนนี้ผมเป็ นหนี้บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิต จํากัด (มหาชน) อยู่ ที่จริงผมกู้เขา ๒๒ ล้านบาท แต่ว่าผ่อนเขาไปบ้างก็เหลือ ๒๐,๔๑๒,๐๐๐ บาท พอถึงวันที่ไปเจรจากับบริษัท กองทุนรวมโกลบัลไทยเขาก็บอกผมว่าถ้าเอาเงินมาใช้เขา ๑๕ ล้านบาทภายในวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๓ ถือว่าเรียบร้อย ผมก็ใช้วิธีเดิมครับเอาหลักทรัพย์ที่ผมคํ้าประกันอยู่กับ บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิต จํากัด (มหาชน) ไปกู้เงินธนาคารไทยพาณิชย์ จํากัด (มหาชน) คราวนี้ผมกู้ที่รัชโยธินคือที่สํานักงานใหญ่ มีสัญญาเงินกู้ครบถ้วน แล้วเอาไปใช้หนี้กัน คนมีปัญญาดูบัญชีอย่างนี้เข้าใจครับ แล้วก็เป็นหลักฐานที่เปิดเผย อยู่ที่ ป.ป.ช. ผมถึงบอกว่าผมก็รู้สึกเห็นใจที่ท่านก็พยายามนะครับ แต่ว่าก็ด้วยภูมิปัญญา ที่มีอยู่เท่านี้ก็เข้าใจได้เท่านั้น

ส่วนที่ท่านตั้งข้อหาว่าเงินที่ผมให้เขากู้ยืมไป ๑๕ ล้านบาทนั้น แล้วท่าน เอาไปบวกรวมกับหนี้ผมกลายเป็น ๘๐ กว่าล้านบาท ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าเรียนเลข ที่โรงเรียนอะไรก็ไม่รู้ ผมเรียนยืนยันว่าเป็นเงินที่ผมให้บริษัท สุราษฎร์ โกลเด้น แลนด์ จํากัด เขากู้ไป เป็นญาติ ๆ กัน เขากู้ไปทําจัดสรร ทําห้องแถว พอถึงเวลาเขาก็เอาห้องแถว ๕ ห้องมาใช้คืนผม เงินให้กู้ยืมในบัญชีที่ผมแสดงก็หมดไป แต่ว่าได้ห้องแถวเพิ่มขึ้นมา ๕ ห้องเท่านั้นเองครับ นี่คือสิ่งที่ผมกราบเรียนเรื่องบัญชีหนี้สินที่คุณจตุพรบอกว่ามีพิรุธ ท่านประธานสภาและสมาชิกก็กรุณารับฟังก็แล้วกันว่าพิรุธที่เขาว่าเป็นอย่างไร

ท่านประธานครับ ส่วนที่เขาบอกว่าเมื่อก่อนผมมีที่ดิน ๕๓ แปลง แล้วก็ แสดงบัญชีมูลค่าที่ดินเอาไว้ ๘๕ ล้านบาท พอตอนออกจากตําแหน่งที่ดินงอกเป็น ๗๑ แปลง แต่มูลค่าที่ดินเหลือเพียง ๘๒ ล้านบาท อันนี้ถ้าคนเป็ นผู้แทนราษฎร ในรุ่นเดียวกับผมก็จะเข้าใจได้เลยครับ สมัยก่อนเวลาเราคิดคํานวณมูลค่าที่ดินที่จะยื่น ในบัญชีทรัพย์สินเสนอต่อ ป.ป.ช. นั้นเราก็คํานวณตามราคาตลาดที่คนซื้อขายกัน แต่พอมาถึงปี ๒๕๔๔ ฝ่ายธุรการ ป.ป.ช. เขาบอกว่าการที่จะคํานวณราคาที่ดินนั้นต้องให้ กรมที่ดินเป็ นผู้กําหนดราคาประเมิน แล้วก็เป็ นรายแปลง ที่ดินทุกแปลงของผม ทั้ง ๗๑ แปลงนี้จึงถูกคํานวณราคาใหม่โดยเจ้าหน้าที่ของกรมที่ดินเขารับรองมาแต่ละแปลง แล้วพอบวกกันแล้วมันก็ได้ ๘๒ ล้านบาท ผมก็ไม่ทราบว่าเป็นความผิดของผมตรงไหน นี่ก็คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานและสมาชิก ก็ไม่เป็นปัญหาครับ ถ้าสงสัย เอกสารเหล่านี้จะมาขอดูจากผมได้ใหม่ หรือจะไปขอที่ ป.ป.ช. ดูก็สุดแล้วแต่ท่าน จะดําเนินการไป ผมจึงไม่เห็นเลยว่าทั้งหมดนี้เป็นประเด็นที่จะต้องมาอภิปรายไม่ไว้วางใจ อะไรกัน

ข้ อกล่าวหาข้ อที่ ๒ พยายามจะกล่าวหาว่าผมทําการบุกรุก ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ ไปบุกรุกที่ดินที่เกาะสมุย แล้วก็บรรยายยาวเหยียด อย่างที่ว่าครับ ผมกราบเรียนสั้น ๆ กับท่านประธานครับ ลูกชายผมเขาชอบเกาะสมุย ไปเรียนหนังสือกลับมาก็ต้องไปนอนที่เกาะสมุย ที่จริงไม่ใช่ลูกชายคนเดียวหรอกครับ ลูกสาวด้วยก็ชอบไปที่เกาะสมุย วันนี้ลูกสาวผมก็ยังเป็นวิศวกรรับจ้างบริษัทเขาทํางาน ก่อสร้างโรงแรมที่เกาะสมุยก็อยากจะทํางานอยู่ที่นั่นเพราะว่าชอบ เขาไปก็รู้จักเพื่อนฝูง มากมายแล้วก็ไปซื้อที่ดินแปลงนี้อยู่บนภูเขา ใช่ครับ ที่เกาะสมุยเหมือนกับที่เกาะภูเก็ต เหมือนกับที่เกาะอื่น ๆ เกาะพะงัน ที่ไหนต่าง ๆ พื้นที่ราบมีน้อย พี่น้องประชาชนทั้งหลาย ที่เป็นชาวบ้านเขาก็จะประกอบอาชีพทําไร่บนเขา แล้วก็ปลูกมะพร้าว ปลูกสวนยาง ปลูกทุเรียน ปลูกสวนผลไม้ต่าง ๆ ในปีที่ลูกชายผมไปซื้อที่เข้าใจว่าเป็นปี ๒๕๔๔ ที่จริง ซื้อมาหลายแปลงเป็นสวนซึ่งมีเอกสารสิทธิ ทั้งหมดผมเข้าใจว่ามีประมาณ ๗ แปลง ที่ที่คุณจตุพรเอามาพูดนี่เป็นเพียง ๑ ใน ๗ แปลงนั้น ด้วยสาเหตุที่หวังว่าจะพูดอะไร ที่ทําให้คนสงสัยผมได้ก็เลยหยิบเอาแปลงนั้นมา ผมไม่ต้องแสดงรูปหรอกครับเพราะว่า คุณจตุพรได้กรุณาเอารูปมาแสดงให้เห็นแล้ว ท่านประธานก็จะเห็นต้นมะพร้าว จะเห็น อะไรซึ่งเป็นลักษณะของการใช้ประโยชน์ที่ดินเหล่านั้นอยู่แล้ว ท่านประธานครับ ลูกชายผมก็ซื้อที่ดินมาโดยถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่างทุกประการ แล้วก่อนซื้อเขาก็ได้ ไปปรึกษาผู้คนที่เขารู้จักที่นั่นว่าที่ดินมีเอกสารสิทธิอย่างนี้ซื้อได้ไหม อย่างไร เขาก็ไปซื้อที่ดินมาครับ เจ้าของที่ดินก็ใช่ครับ ถูกต้อง ห้างหุ้นส่วนจํากัด เรืองปัญญา คอนสตรัคชั่น ที่จริงถ้าพูดแค่นี้ก็ไม่เป็นปัญหาครับ บังเอิญนายจตุพรและพรรคพวก เขาผูกปีโกรธเคืองอยู่กับพันธมิตร เจ้าของห้างหุ้นส่วนจํากัด เรืองปัญญา นี่เป็นพันธมิตร แล้วเข้าใจว่าเป็นพันธมิตรที่มาตั้งเต็นท์หุงหาอาหารปักษ์ใต้เลี้ยงคนที่มาชุมนุมอยู่ ก็บ่มเพาะเป็นความแค้น เขาก็เลยพลอยเดือดร้อนกับการอภิปรายของผมในคราวนี้ไปด้วย ก็ต้องขอโทษด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ นายจตุพรก็บอกว่าตอนที่ห้างหุ้นส่วนจํากัด เรืองปัญญา คอนสตรัคชั่น เอา ส.ค. ๑ ไปออกเป็น น.ส. ๓ เนื้อที่เพิ่มขึ้น แล้วก็เมื่อขายให้ นายแทน ปี ๒๕๔๔ นายแทนเข้าไปทําประโยชน์ ทําประโยชน์เสร็จก็ไปขอออกโฉนดเนื้อที่ เพิ่มขึ้น ผมเรียนกับท่านประธานครับ เป็นอย่างนี้กันทั้งประเทศไทย คนที่ได้สิทธิ ครอบครองที่ดินที่เขาเรียกว่า ส.ค. ๑ บางทีไปแจ้งไว้ ๑๐ ไร่ พอไปสํารวจรังวัดทํา น.ส. ๓ ก็กลายเป็น ๑๕ ไร่ ๑๗ ไร่ นี่เป็นเรื่องปกติ แต่เวลาจะทําโฉนดเขาพิถีพิถันมากกว่านั้น มีช่างรังวัดออกไปสํารวจกันจริง ๆ มีวิธีการคํานวณเนื้อที่ชัดเจน ก็มีเนื้อที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไรครับ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตประจําวันของพี่น้องประชาชน คนต่างจังหวัดทุกจังหวัดเหมือนกัน อันนี้เป็นปกติ ผมก็ไม่ลงไปในรายละเอียดว่าจะต้อง อธิบายเพิ่มเติมอย่างไร แต่จุดที่คุณจตุพรพยายามจะเอามาโยงก็คือว่าผมได้ไปวางแผน ไว้ล่วงหน้าเล็งเห็นผลว่าจะต้องมีปัญหาถูกข้อกล่าวหาเรื่องการบุกรุกที่ภูเขาตรงนี้ เพราะฉะนั้นตอนที่ไปเป็นประธานคณะกรรมการคดีพิเศษก็เลยไปออกมติเอาไว้ใหม่ว่า ต่อไปนี้คดีที่เกี่ยวกับการบุกรุกที่ราชพัสดุไม่ต้องเอามาเป็นคดีพิเศษ คือพยายามโยง ให้คนที่เขาไม่ทราบเรื่องราวข้อเท็จจริงเข้าใจผิดในตัวผมด้วย ผมกราบเรียนท่านประธาน อย่างนี้ครับ ตามปกติเรื่องคดีไหนจะเป็นคดีพิเศษหรือไม่เขาเขียนไว้ในกฎหมายชัดเจน เป็นพระราชบัญญัติว่าด้วยกรมสอบสวนคดีพิเศษและวิธีการที่จะรับคดีพิเศษ ถ้าเรื่อง เข้าตามข้อกฎหมายที่เขากําหนดเอาไว้ว่าคดีอะไรบ้าง ประเภทไหนบ้างที่จะต้องเป็น คดีพิเศษ อย่างนั้นไม่ต้องเข้าที่ประชุมของคณะกรรมการ ที่นอกเหนือจากที่กฎหมาย กําหนดเอาไว้จึงให้เป็นดุลยพินิจของคณะกรรมการ คณะกรรมการก็มาประชุมกัน ผมไม่ได้ดูข้อเท็จจริงครับว่าเรื่องจริงเรื่องนี้เป็นอย่างไร แต่ว่าเมื่อคุณจตุพรเอามาอภิปราย ซึ่งผมไปเปิดหาเอกสารไม่ทันว่าในวันที่ผมเป็นประธานคณะกรรมการคดีพิเศษครั้งหนึ่ง ผมไม่รับคดีบุกรุกที่ราชพัสดุจังหวัดราชบุรีเป็นคดีพิเศษ ผมเรียนกับท่านประธาน และท่านสมาชิกผู้มีเกียรติครับว่าคณะกรรมการคดีพิเศษ ผมเข้าใจว่ามีประมาณ ๒๐ คน เห็นจะได้ มีผู้ทรงคุณวุฒิมากครับ ผมเรียนกับท่านประธานว่าบางท่านก็เป็นอดีตประธาน ศาลฎีกา เป็นอดีตอัยการสูงสุด เป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นผู้ทรงความรู้ ในสาขาต่าง ๆ ผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ แล้วแต่ละท่านนั้นมีศักดิ์ศรี มีเกียรติยศ มีเกียรติภูมิ มีคุณวุฒิ ท่านมีความเป็นอิสระในการพิจารณา ประธานไม่สามารถไปชี้นําเขาได้หรอกครับ เราปรึกษาหารือกันแล้วก็มีมติกัน แล้วก็ลงมติ จะรับหรือไม่รับในคดีไหนก็มีเหตุ มีผล ในตัวของเรื่องราวนั้นเอง ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะไปเล็งเห็นผลไว้ล่วงหน้าว่าผมจะถูกคุณจตุพร มายื่นให้ ป.ป.ช. สอบเรื่องนี้ในวันนี้ ถ้าผมรู้ล่วงหน้าอย่างนี้ตั้งแต่ต้นก็เป็นผู้วิเศษไปแล้ว รู้ไม่ได้ครับ คิดไม่ถึง แต่ว่าผมก็ไม่รู้ว่าคุณจตุพรคิดได้อย่างไร นี่ก็สุดยอดจริง ๆ ครับ ต้องยอมรับ

ท่านประธานที่เคารพครับ ก็พยายามจะหาเรื่องอีกครับ โยงไปโน่นครับ ส.ป.ก. ๔-๐๑ ที่จังหวัดภูเก็ต คงยังนึกว่าเรื่องนี้ยังติดตลาดอยู่กระมังครับ ผมอยากจะ ขออนุญาตใช้เวลาตรงนี้กราบเรียนกับท่านประธานว่าในสมัยที่ท่านชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี สภาแห่งนี้ซึ่งได้ศึกษาเรื่องปัญหาของพี่น้องประชาชนที่เข้าไป ครอบครองทํากินอยู่ในที่ดินของรัฐประเภทต่าง ๆ ทั่วประเทศ ทั้งที่เป็นป่ำไม้บ้าง เป็นที่ราชพัสดุบ้าง ทั้งที่เป็นที่สาธารณะบ้าง ทํากินมาตั้งแต่ปู่ แต่ย่า ถึงพ่อถึงลูก ไม่มีเอกสารสิทธิผิดกฎหมายเพราะว่าเป็นผู้บุกรุกที่ทํากินของรัฐ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ก็ได้ร่วมกันคิดว่าต้องใช้วิธีการปฏิรูปที่ดินเอามาแก้ปัญหาเรื่องนี้ ได้ร่วมกันแก้ไขกฎหมาย ว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพิ่มเติมให้สํานักงานการปฏิรูปที่ดินสามารถที่จะรับเอาที่ดิน ป่าสงวนที่เสื่อมสภาพแล้ว ที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนไม่ได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันอีกแล้ว หรือแม้แต่ที่ราชพัสดุ ถ้ากระทรวงการคลังเห็นชอบด้วยให้สํานักงานปฏิรูปที่ดิน เอามาจัดสรรออกเอกสารสิทธิให้กับผู้ที่ครอบครองอยู่ทุกราย เนื้อหากฎหมาย เป็นอย่างนั้นครับ ผมก็ได้มาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วก็รับหน้าที่กํากับดูแลงานของสํานักงานการปฏิรูปที่ดิน ได้ดําเนินการตามนโยบาย ของรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย ให้สํานักงานการปฏิรูปที่ดินเอาที่ดิน ในเขตป่าสงวนที่เสื่อมสภาพแล้ว ที่เป็นไร่ เป็นนา เป็นสวน ของประชาชนเหล่านั้น มาจดทะเบียน สํารวจรังวัด ออกเอกสารสิทธิชนิดพิเศษที่เรียกว่า ส.ป.ก. ๔-๐๑ ให้กับ ผู้ที่ครอบครองทุกรายทั่วประเทศ ได้ดําเนินการไปประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ รายทั่วประเทศ แต่ว่าโชคร้ายครับ ในการไปออกเอกสารสิทธิให้กับประชาชนที่จังหวัดภูเก็ตประมาณ ๒๐,๐๐๐ ราย มีอยู่ ๘ รายกลายเป็นคนมีฐานะดี เป็นคนรวยว่าอย่างนั้นเถอะ วันนั้น ผมก็ถูกฝ่ายค้านซึ่งเป็นพรรคพวกนายเก่าของคุณจตุพรเขานี่แหละครับ รุมตีกันใหญ่เลยครับ บอกว่าผมปล้นแผ่นดิน เอาป่าสงวนไปจัดสรรให้กับคนรวย ท่านประธานนึกนะครับ ๘๐๐,๐๐๐ กว่ารายทั่วประเทศ มีอยู่ ๘ รายที่เป็นปัญหา แต่ว่ามีวิธีการในการโฆษณาชวนเชื่อดี ก็เลยกลายเป็นเหตุ แล้วก็ได้ต่อสู้กันครับ จุดอ่อนของผมก็มีอย่างเดียวคือที่สภา ช่วยกันแก้ไขกฎหมายปฏิรูปที่ดินไปเรียบร้อยแล้ว แต่ว่าไม่ไปแก้คําจํากัดความของคน ที่จะได้รับเอกสาร ส.ป.ก. ๔-๐๑ คือคนที่เป็นเกษตรกร ไม่ได้ไปแก้ให้ครอบคลุมผู้ที่ ครอบครองทํากินอยู่ทุกราย แต่ไปยึดเอาคําจํากัดความเดิมว่าเกษตรกรที่จะได้ที่ดิน ตามกฎหมายนี้ต้องเป็นคนจน ต้องเป็นคนที่ไม่มีที่ดินทํากินมาก่อน อะไรต่าง ๆ อย่างนี้ครับ อันนั้นก็เลยกลายเป็นปัญหา และผมก็ได้แสดงความรับผิดชอบในทางการเมืองว่า เมื่อผมกําหนดนโยบายผิด เจ้าหน้าที่ทั้งหลายที่ได้ออกเอกสารสิทธิให้ประชาชนไป ทั้งประเทศก็ไม่ต้องมีความผิดที่จะต้องมารับผิดชอบ เป็นเรื่องที่ผมจะต้องรับผิดชอบ เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ เพราะว่าถ้าขืนให้เขาไปสอบสวนเจ้าหน้าที่ ที่เรียกว่า คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัด และคณะปฏิรูปที่ดินกลาง กว่าเรื่องราวจะจบ ผู้ว่าราชการจังหวัดที่เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัด ข้าราชการทั้งหลาย ไม่ต้องขึ้นเงินเดือนกัน ถูกสอบสวน มีปัญหาในชีวิตราชการมากมาย ผมก็รับครับ ท่านประธานว่าเรื่องนี้ถ้าผิด เป็นความผิดของผม เป็นความผิดของนโยบาย วันนั้นผมได้ ตัดสินใจแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ด้วยการลาออกจากตําแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมลาออกแล้ว ๖ เดือน ฝ่ายค้านมายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ อย่างนี้ครับ แต่บังเอิญโชคร้ายพรรคร่วมรัฐบาลวันนั้นเกิดถอนตัวกลางคัน ในที่สุดก็เลย ต้องเป็นเรื่องยุบสภา วันนี้คุณจตุพรก็อุตส่าห์ยกเรื่องนี้ขึ้นมาอีกเพื่อที่จะเป็นการตอกยํ้าว่าผมเป็นคนมีปัญหา เรื่องที่ดิน แล้ววันนี้ก็เอาคําเดิมมากล่าวหาผมว่าปล้นแผ่นดิน เบียดบังทรัพยากรของชาติ ผมกราบเรียนกับท่านประธานครับว่าผมไม่ได้ปล้นครับ แล้วก็ไม่มีใครปล้น คนที่ได้ เอกสารสิทธิ ส.ป.ก. ๔-๐๑ ไปนั้นเป็นคนเดิมที่เขาทํากินอยู่ในที่ดินแปลงนั้นมาก่อน ผมเห็นใจเจ้าของที่ดิน ๘ รายที่พลอยเดือดร้อนไปกับการที่ผมถูกเล่นงานในทางการเมือง ก็ถูกดําเนินคดีคือไปสู้คดีกัน ในที่สุดศาลก็พิพากษายึดเอาตามคําจํากัดความ ของเกษตรกรที่อยู่ในกฎหมายเดิม เขาก็คืนที่ดินให้ ส.ป.ก. เรื่องก็จบเท่านั้นครับ ไม่มีอะไร ที่จะลึกลับซับซ้อนไปกว่านั้น แต่ว่าวันนี้ที่เอาตรงนี้มาก็คล้าย ๆ ว่าจะเพิ่มนํ้าหนัก ในการที่จะกล่าวหาผมว่าผมสมควรจะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วไปบอกว่าลูกชายผม ได้ที่ดินที่เกาะสมุยแปลงนี้มาแล้วได้เอาไปจัดสรรจะแบ่งขายให้กับชาวต่างชาติ เอาทรัพยากรของชาติไทยไปให้ชาวต่างชาติอะไรต่ออะไร นี่ก็จินตนาการไปเยอะ เหลือเกินครับ ลูกผมยังไม่ได้จัดสรรสักแปลงเลย ที่ทั้งหมดนี้แบ่งแยกออกมาเป็น ๒ แปลง แปลงหนึ่งก็ให้กับคุณศรีสกุล พร้อมพันธุ์ อีกแปลงหนึ่งเขาตั้งใจจะมอบให้กับเพื่อนเขา แต่ว่ายังตกลงกันไม่ได้ว่าคนนอกจะไปรับโอนเมื่อไรก็ใส่ชื่อเขาไว้ซึ่งเป็นเจ้าของเดิม ลูกผมไม่ค่อยมีสติปัญญาแบบคุณจตุพร เขาเรียนจบปริญญาตรีมาจากมหาวิทยาลัย เมลเบิร์นที่ประเทศออสเตรเลีย แล้วก็เรียนจบปริญญาโทที่นิด้า แล้วเขาเข้าใจว่าที่ดินนี้ ซึ่งเขาเป็นเจ้าของเมื่อแบ่งแยกแล้วเขายังใส่ไว้ในชื่อเขาเหมือนเดิมได้ไม่ผิดปกติอย่างใด ผมคิดว่าคนที่มีที่ดินเวลาจะแบ่งแยกที่ดินเป็นหลาย ๆ แปลงก็ยังใส่ชื่อตัวเองไว้ได้ ไม่ได้เป็นอย่างที่คุณจตุพรว่าว่าทีแบ่งให้คุณศรีสกุลแบ่งให้เขาไปตั้ง ๔ ไร่ แล้วทีแบ่ง ยกให้ตัวเองเอาไว้ ๑ ไร่ มันตลกครับ ผมคิดว่าถ้าจะอภิปรายอย่างนี้มันเสียเวลา คนเขาครับ แต่ว่าผมเรียนยืนยันท่านประธาน แล้วก็ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ทั้งหมด ที่เกิดขึ้นการซื้อที่ดินตอนที่ลูกผมไปซื้อมาก็ดี การที่ไปออกเป็นโฉนดที่ดินก็ดี เป็นสิ่งที่ ได้กระทําเมื่อตอนที่ผมเป็ นฝ่ำยค้าน ผมเป็ นฝ่ำยค้านอยู่หลายปี ตั้งแต่ออกจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมาแล้ว แล้วก็อย่าได้ไปสงสัยว่าจะมีเจ้าหน้าที่ มาเข้าด้วยช่วยเหลือผมนะครับ เพราะว่าตอนที่พวกท่านเป็นรัฐบาลไม่มีใจที่จะมาเอื้อเฟื้อ ผมหรอกครับ ถ้าเอาผมตายไปได้ทําไปแล้ว แล้วเรื่องนี้ก็เป็นจริงครับ ในวันที่คุณยงยุทธ ติยะไพรัช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยกกําลัง ไปบุกเกาะสมุยมาแล้ว ไปค้นหาที่ดินของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ มาแล้วทุกแปลง บังเอิญหาไม่เจอในสารบบ ไปเจอสุเทพเหมือนกัน นามสกุลอื่นเล่นงานเขาเกือบตาย มีรายงานอยู่นี่ครับลงวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ท่านประธานที่เคารพครับ ตอนที่คุณเฉลิม มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ส่งไปอีก ไปตรวจที่ดินแปลงนี้ของผมมาแล้ว เอามาอภิปรายแล้ว มีบันทึกอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรตอนสู้กับผม มีบันทึก ในสภาผู้แทนราษฎรตอนคุณวิรัตน์ กัลยาศิริ อภิปรายรัฐมนตรีเฉลิม ผมไม่นึกว่าวันนี้ คุณจตุพรจะไปรื้อเรื่องนี้มาอภิปรายอีก ผมเรียนอย่างนี้ครับ ผมไม่ใช่คนดื้อด้านอะไรครับ ถ้าเห็นว่าในการซื้อการขาย ในการทํานิติกรรมซึ่งทําถูกต้อง แล้วถ้าท่านเห็นว่ายังผิด ตรงไหนท่านไปเอาใครมาเถอะครับ สอบสวนอย่างไร จะดําเนินคดีอย่างไร ผมยินดีทั้งนั้น จะเอาคืนไปทั้งแปลงเลยก็ได้ไม่เป็นปัญหาอะไร ผมเป็นคนเชื่อกฎหมายอยู่แล้วครับ ไม่มีกระด้างกระเดื่องอะไร เพราะฉะนั้นก็ให้ท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิกได้สบายใจ แล้วก็ขอความเห็นใจให้กับลูกผมด้วยนะครับ ที่จริงเขาไม่ควรจะต้องมีปัญหา แต่บังเอิญ เพราะเป็นลูกผม เป็นคนที่เป็นเป้ำหมายของคุณจตุพรและพรรคพวกเขา เพราะฉะนั้น ก็ขอกราบเรียนท่านประธานทราบไว้แค่นี้ครับ ขอบคุณครับ