สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓

ไชยา พรหมา หารือเรื่องการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินโดยนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และอภิปรายถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนและความไม่เท่าเทียมกันในสังคม โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากการประกาศใช้ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ไชยา พรหมา เรียกร้องให้รัฐบาลเคารพสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และต้องการความสมานฉันท์และความปรองดองในชาติ

นายไชยา พรหมา หนองบัวลําภู

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายไชยา พรหมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองบัวลําภู พรรคเพื่อไทย กระผมได้รอคอยเวลานี้ในการที่จะทําหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อทําการตรวจสอบ การทํางานของรัฐบาลที่มีความบกพร่องในหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งการทํา หน้าที่ของกระผมและเพื่อนสมาชิกฝ่ำยค้านยืนอยู่บนพื้นฐานที่ทําหน้าที่ของ ฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ได้มีความเคียดแค้นเป็นการส่วนตัวต่อผู้ที่ถูกอภิปรายแต่ประการใด

ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะ ผู้นําประเทศ ได้บริหารราชการแผ่นดินโดยใช้อํานาจรัฐที่ไม่คํานึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่คํานึงถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม มีการเลือกปฏิบัติ ไม่ให้มีความเสมอภาคในสังคมนี้ ถือเป็นการกระทําที่เป็นปรปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ การกระทํา จํากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองไว้โดยเกินความจําเป็น มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง โดยการสั่งให้ทหารใช้อาวุธสงครามในการปราบปราม ประชาชนจนเกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมาก นํามาซึ่งปัญหาการไปสู่ ความแตกแยกของคนในชาติอย่างรุนแรง หากให้บริหารราชการแผ่นดินอีกต่อไป จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างร้ายแรงจนยากที่จะแก้ไขได้ ผมจึงไม่อาจ ที่จะให้ความไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาไม่นานนี้อยู่ในความทรงจําของพี่น้องประชาชน คนไทยทั้งประเทศ ที่เกิดความเสียหาย เกิดการจลาจล เกิดการล้มตายของผู้คนจํานวนมาก สิ่งเหล่านี้มันได้เกิดขึ้นและเป็นผลพวงของฝ่ายที่ต้องการอยากจะให้ประเทศนี้มีปัญหา อุปสรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งอํานาจที่มาจากประชาชน จุดเริ่มต้นของปัญหานี้มันเริ่มมา ตั้งแต่การยึดอํานาจเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ มีการต่อต้านของประชาชน ที่เรียกว่า กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ที่เขาเห็นว่า การยึดอํานาจการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญนั้นเป็นสิ่งที่ ไม่ถูกต้องในวิถีทางประชาธิปไตย การแสดงออกของประชาชนได้ขยายวงกว้าง ไปทั่วประเทศตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบัน ท่านประธานที่เคารพครับ การแสดงออกดังกล่าวนี้ เป็นสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองไว้ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ในลําดับต้น ๆ ที่นานาอารยประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเขาให้สิทธิและเสรีภาพกับประชาชน ในการแสดงออก ในการที่จะต่อต้าน ที่จะไม่เห็นด้วย ตลอดจนการเสนอแนะความคิด ของตนเองทางการเมือง เขาให้สิทธิดังกล่าวนี้กับประชาชน เป็นเครื่องมือให้กับประชาชน ที่อํานาจรัฐและผู้ปกครองนั้นจะต้องไม่ปิดกั้นสิทธิและเสรีภาพนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งดังกล่าวนี้ เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญในการแสดงออกของประชาชน ถือว่าเป็นการเมือง ภาคประชาชนส่วนหนึ่งที่สามารถจะกระทําได้ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุการณ์ ที่ผ่านมานั้นเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจที่รัฐบาลเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอันตรายสําหรับรัฐบาล และประเทศ โดยเฉพาะมุมมองที่เห็นคนกลุ่มนี้ที่เรียกตนเองว่ากลุ่มคนเสื้อแดงเป็นปฏิปักษ์ และเป็นศัตรูของรัฐบาล เพราะว่าคนกลุ่มนี้นั้นเขาพูดในเรื่องที่มีความไม่ถูกต้อง อยู่หลายเรื่อง และเป็นข้อเท็จจริงในสังคมนี้ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข เขาพูดเรื่องว่า บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย อํานาจทางการทหารนั้นเข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ มีการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ที่ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดฉบับหนึ่ง ของประเทศนี้ ต้องการทําลายล้างความเข้มแข็งของพรรคการเมือง และต้องการทําลาย อํานาจที่มาจากประชาชน เป็นไปตามแผนบันได ๔ ขั้นที่ คมช. หรือเผด็จการทหาร มีความต้ องการที่อยากจะให้เป็ นอย่างนั้น ต้องการทําลายความเข้มแข็ง ความมีเสถียรภาพของรัฐบาลที่มาจากประชาชน นําไปสู่การฉีกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วเขียนรัฐธรรมนูญที่มีซากเดนของความเป็นเผด็จการ นั่นก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ฉบับนี้ โดยมีความต้องการที่อยากจะเห็นความอ่อนแอของพรรคการเมือง เห็นความอ่อนแอ ของนักการเมือง ตลอดจนลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชน นี่คือมูลเหตุของปัญหาว่า มีคนส่วนใหญ่ที่มองเห็นว่าบ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิ รับรองการกระทํา รับรองการปฏิบัติงาน ของพวกปฏิวัตินั้นให้มีความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ สิ่งนี้คือสิ่งที่เขาเรียกร้องว่า บ้านเมืองมันไม่เป็นประชาธิปไตย เขาพูดถึงเรื่องความเป็น ๒ มาตรฐานที่มันมีอยู่ ในสังคมในขณะนี้ เขาพูดถึงเรื่องความไม่เป็นธรรม ความไม่เสมอภาค การเลือกปฏิบัติ กับคนอีกกลุ่มหนึ่งแบบหนึ่ง คนอีกกลุ่มหนึ่งอีกแบบหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเห็น ตรงกันข้ามกับรัฐบาล สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้ การชุมนุม ของประชาชนเริ่มต้นจากจุดตรงนั้นและดําเนินการมาจนถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุม เมื่อ ๒-๓ สัปดาห์ที่ผ่านมา ท่านประธานที่เคารพครับ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่รัฐบาลเองนั้น ประกาศใช้ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ความจริงแล้วการชุมนุม ของบ้านเมืองนี้เกิดขึ้นมาหลายครั้งครับ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุม ทางการเมือง เราผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองในลักษณะอย่างนี้มาแล้วหลายครั้งครับ ในประเทศนี้ แต่ครั้งนี้รุนแรง มีการสูญเสียชีวิต เลือดเนื้อของประชาชนมากที่สุดครับ ในอดีตนั้นเราใช้แผนการรองรับต่อมวลชนในแผนต่าง ๆ ที่มีอยู่เป็นแผนรองรับในการชุมนุม และป้ องกันเหตุร้ายในชาตินี้ ยกตัวอย่าง เช่น ใช้แผนกรกฎ ๔๘ ใช้แผนมกรา ๕๒ แต่ในครั้งนี้ที่รัฐบาลตัดสินใจใช้ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และขยายมาถึง พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นมันมีเป้ำหมาย และเล็งเห็นผลครับว่าต้องการอะไร นั่นก็คือต้องการที่อยากจะใช้เจ้าหน้าที่ทหาร ตลอดจน การพัฒนาจากการใช้กองกําลังทหารนั้น พัฒนาไปถึงการใช้อาวุธสงคราม พัฒนาไปถึง การใช้ความรุนแรงให้เกิดขึ้นกับประชาชน นั่นคือการเล็งประสงค์ต่อเป้ำครับ เพราะการประกาศ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นเขาอนุญาต ให้ทหารนั้นเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้ผู้ที่รับผิดชอบตามกฎหมายโดยการสั่งการ โดยการออกคําสั่งเป็ นอํานาจของนายกรัฐมนตรีครับ เป็ นอํานาจตามมาตรา ๔ ที่ท่านลงนามแต่งตั้งผู้ที่รับผิดชอบคือท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ ทหารที่มาปฏิบัติหน้าที่นั้นกลายมาเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ซึ่งพนักงานเป็นเจ้าหน้าที่ ตามกฎหมายนั้นมันทําให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันและนํามาสู่ความรุนแรงครับ นั่นก็คือ การทําร้ายชีวิตของประชาชนนั้นจะเป็นการกระทําที่ถูกต้องตามกฎหมายตามมาตรา ๑๗ ที่ไม่ต้องรับผิดชอบทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ได้เล็งเห็นผลแล้วครับว่าความสูญเสีย ที่เกิดขึ้นนี้จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนครับ ผมเคยพูดในสภาแห่งนี้หลังจากการสลาย การชุมนุม ๑๓ เมษายน ๒๕๕๑ หลังจากตรงนั้นเรามีการพูดคุยกันในสภา ผมก็ยังยืนยันว่า รัฐบาลตัดสินใจผิดพลาดที่ประกาศใช้ พ.ร.ก. ในการสลายการชุมนุม เพราะการใช้ทหาร มาปราบจลาจลนั้นมันสุ่มเสี่ยงเนื่องจากทหารและตํารวจนั้นเขามีการฝึ กมา อย่างตรงกันข้ามกัน ไม่เหมือนกัน ตํารวจนั้นเขาก็มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของ การปราบการจลาจล ทหารเขาฝึกมาเพื่อการรบกับอริราชศัตรู ศัตรูของเขาอยู่ที่ชายแดน การฝึ ก การควบคุมอารมณ์ และควบคุมสถานการณ์นั้นมีความแตกต่างครับ ความละเอียดอ่อนทางด้านอารมณ์นั้นมีความแตกต่างกัน มันทําให้เกิดการสุ่มเสี่ยง ต่อการใช้อาวุธสงครามในการสังหารประชาชนเป็นผลตามมาครับ เพราะการพิจารณา ในการที่จะบังคับตามกฎหมายนั้นเราควรที่จะพิจารณาให้รอบคอบ ซึ่งมีเกณฑ์ว่า ก่อนที่จะประกาศ พ.ร.ก. นั้นผลที่ตามมาคืออะไร มันมีเหตุผลอยู่ ๒-๓ ประการครับ

เหตุผลที่ ๑ ต้องดูว่าการประกาศนั้น การใช้อํานาจทางกฎหมายนั้น มันสมควรแก่เหตุหรือไม่

เหตุผลที่ ๒ มันเกินความจําเป็นหรือไม่

เหตุผลที่ ๓ นั้นมันจะสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียหรือไม่ การสูญเสียนั้น ต้องคํานึงถึงการสูญเสียต่อชีวิตของประชาชนเป็นหลักครับ

การชุมนุมของพี่น้องประชาชนนั้นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ที่ผมได้กราบเรียนไว้แล้ว เขามาเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา ท่านนายกรัฐมนตรีท่านบอกว่า เป็นสิทธิที่จะทําได้ในการเรียกร้อง แต่ต้องถามคนส่วนใหญ่ก่อนว่าเขาจะว่าอย่างไร ถ้าความหมายคนส่วนใหญ่ในความหมายของท่านหมายถึงผลของการเลือกตั้ง ครั้งที่ผ่านมานั้นไม่ใช่ครับ ถ้าหมายถึงคนส่วนใหญ่ในการลงคะแนนเลือกตั้ง เมื่อครั้งที่ผ่านมานั้น พรรคพลังประชาชนที่ถูกยุบพรรคมาเป็ นพรรคเพื่อไทยนั้น คือพรรคการเมืองที่ประชาชนเขาเลือกให้มาใช้อํานาจและบริหารประเทศครับ ไม่ใช่ พรรคประชาธิปัตย์ แต่ถึงอย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้มันนํามาซึ่งความสูญเสีย มันนํามา ซึ่งปัญหาติดตามมาอย่างมากมาย การใช้อํานาจตามกฎหมาย ตาม พ.ร.ก. การบริหาร ราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งคนที่รับผิดชอบนั้นเป็นคนอื่นไปไม่ได้ครับท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรี คนที่จะต้องรับผิดชอบนั้นวันนี้ผมไม่ได้เรียกร้อง ผมไม่ได้เรียกร้อง เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานตามกฎหมาย ผมไม่ได้เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตํารวจ ทหาร ต้องรับผิดชอบต่อการสูญเสีย แต่ผมเรียกร้องให้ท่านรับผิดชอบทางการเมืองครับ ท่านประธานที่เคารพครับ มันเป็นจิตสํานึกของนักการเมืองที่จะต้องมีขึ้นในประเทศนี้ อย่างที่ท่านเคยเรียกร้องครับ ท่านจําได้ไหมครับ เหตุการณ์ ๗ ตุลาคม ปี ๒๕๕๑ ในสมัยที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็ นนายกรัฐมนตรีมีการชุมนุมของคนเสื้อเหลือง ที่หน้าสภาครับ ท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรี และสมาชิกของรัฐสภาแห่งนี้ ต้องหนี ปีนข้ามรั้วออกไปเพราะข้างนอกนั้นเขาตะโกนว่า ฆ่ามัน ฆ่ามัน ฆ่ามัน ในวันนั้นรัฐบาล สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ใช้อํานาจของนายกรัฐมนตรีในการประกาศ พ.ร.ก. การบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เหมือนกับที่ท่านนายกรัฐมนตรีใช้อํานาจเหมือนกันครับ เหตุการณ์ ต่างกันเพียงแต่ว่าในครั้งนั้นมีความสูญเสียของผู้คนเพียง ๒ ราย และบาดเจ็บ อีกหลายร้อยคนครับ ความสูญเสียครั้งนั้นมีจํานวนผู้เสียชีวิตเพียง ๒ คน เปรียบเทียบกับ การสูญเสียครั้งนี้ที่ผ่านมานี้นะครับ รวม ๒ ครั้ง ทั้งที่สะพานผ่านฟ้ำลีลาศและราชประสงค์ ตามภารกิจของรัฐบาลที่บอกว่าขอพื้นที่คืน ภารกิจในการกระชับพื้นที่ ความหมายมันก็คือ ต้องการสลายการชุมนุมนั่นแหละครับ เพียงแต่ว่าสรรหาคําพูดให้มันสวยหรูเท่านั้น ความหมายอันเดียวกันครับ เพราะการขอพื้นที่คืนนั้นเป็นการเรียกร้องขอพื้นที่คืน ที่ผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบกครับ กฎหมายเหล่านั้นมันเป็ นเรื่องเล็กน้อย ถ้าจะเปรียบเทียบแล้ว สิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธนั้น ได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญครับ จะไปขัดกับหลักการใหญ่ไม่ได้ถึงแม้ว่าปัญหา ทางการเมืองจะเกิดขึ้นก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนั้นนํามาซึ่งความสูญเสีย ท่านเคยกล่าว ในสภา ท่านเคยกล่าวให้สัมภาษณ์ที่พรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีสมชาย แสดงความรับผิดชอบ ท่านจําได้ไหมครับสิ่งที่ท่านเรียกร้องนายกรัฐมนตรีสมชาย ท่านบอกว่าผมไม่นึกว่า จะมีรัฐบาลที่ทําร้ายประชาชนถึงขั้นเสียชีวิตและบาดเจ็บจํานวนมากขนาดนี้ ท่านจําได้หรือเปล่าครับว่าท่านยังบอกว่ายังมีรัฐบาลที่พยายามจะยัดเยียดความผิด กลับไปให้กับประชาชนเป็นพฤติกรรมที่รับไม่ได้ครับ ท่านพูดไว้เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๑ บัดนี้เขาสูญเสียไปแล้ว นายกรัฐมนตรีหมายความว่านายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในขณะนั้นไปยัดเยียดข้อกล่าวหาใส่เข้าอีก พฤติกรรมอย่างนี้ไม่มีทางจะนํามา ซึ่งความสมานฉันท์และความปรองดอง หนักไปกว่านั้นท่านบอกว่าการกระทําดังกล่าวนี้ ความสูญเสียต่อชีวิตและเลือดเนื้อของประชาชนนี่ ผู้ที่รับผิดชอบนั้นเป็นคนไทยหรือเปล่า เปล่าหรอกครับ ท่านไม่ได้พูดคํานี้ครับ ท่านไม่ได้พูดคําว่าเป็ นคนไทยหรือเปล่า ท่านขยายความว่าคุณเป็นคนหรือเปล่า วันนี้ผมจะถามคําถามนั้นกลับไปยังท่านครับว่า สิ่งที่มันเกิดขึ้นปี ๒๕๕๑ และเกิดขึ้นปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมานี้ความสูญเสียเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน แต่ว่าสูญเสียมากกว่าครั้งนั้น มีคนตาย ๘๖ คน บาดเจ็บอีก ๒,๐๐๐ คน และหายสาบสูญ อีกจํานวนเท่าไรไม่ทราบครับ ท่านเป็นคนไทยหรือเปล่าครับ ท่านเป็นคนหรือเปล่าครับ นี่คือสิ่งที่อยากจะเรียกร้องกลับไปยังท่าน มันไม่ใช่ความรับผิดตามกฎหมาย วันนี้ผมมา เรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านเป็นนักการเมืองหนุ่มมีอนาคตครับ ผมไม่มีความบาดหมางส่วนตัวกับท่าน ยังเคารพในฐานะที่เป็นนักการเมืองพร้อมกัน ท่านกับผมอยู่พรรคประชาธิปัตย์พร้อมกัน เริ่มต้นเมื่อปี ๒๕๓๕ แต่เส้นทางการเมือง ระหว่างท่านกับผมมันจําเป็นที่จะต้องเดินคนละทาง แต่เราก็ทําหน้าที่ วันนี้ท่านไต่เต้าจาก ส.ส. ธรรมดามาเป็นรัฐมนตรี มาเป็นหัวหน้าพรรค มาเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม ในสิ่งที่วงศ์ตระกูลของท่านได้รับสิ่งเหล่านี้ แต่วันนี้ผมทําหน้าที่ผู้แทนฝ่ายค้านมันหลีกเลี่ยง ไม่ได้ที่ผมจะต้องตรวจสอบว่าจิตสํานึกทางการเมืองดังกล่าวนี้มันเป็นจิตสํานึกบกพร่อง ทางการเมืองครับ ท่านประธานที่เคารพ ท่านนายกรัฐมนตรี เดี๋ยวรายละเอียดส่วนใหญ่ เพื่อนสมาชิกพรรคฝ่ายค้านคุณสุนัย จุลพงศธร จะว่าในรายละเอียดต่อไป เหตุการณ์ ดังกล่าวนี้นํามาซึ่งอะไรท่านประธาน นํามาซึ่งความชอบธรรมที่ท่านอ้างไว้ ในการออกโทรทัศน์ชี้แจง โดยผ่านศูนย์อํานวยการการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพเป็นผู้อํานวยการ ท่านพยายามที่จะบอกว่าการที่ประกาศ พ.ร.ก. ที่มีความจําเป็ นที่จะต้องใช้ความรุนแรงนั้น ได้อธิบายถึงความจําเป็นว่า อาวุธที่ใช้นี่ใช้ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะการยิงที่ยิงด้วยกระสุนจริงนั้น ยิงด้วยความระมัดระวังโดยเฉพาะยิงใต้เข่าลงมาครับ นั่นคือสิ่งที่ท่านพยายามจะโฆษณา ชวนเชื่อ แต่ผมถามว่าหลักการสลายการชุมนุม สิทธิความเป็ นมนุษย์ของคนนั้น มีความเสมอภาคกันทางกฎหมายครับ เขาต้องการได้รับการปฏิบัติโดยชอบธรรม โดยถูกต้อง โดยเสมอภาค หลักสิทธิมนุษยชนสากลที่ประเทศของเราเป็นสมาชิกอยู่นั้น ในการสลายการชุมนุมตามหลักสากลนั้นมีอยู่ ๗ อันดับครับ ตั้งแต่เบาไปหาหนัก แต่ปฏิบัติการกระชับพื้นที่และการขอพื้นที่ครั้งนี้ปฏิบัติการจากหนักไปหาเบาครับ ท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรี ทําไมผมถึงพูดอย่างนั้น เพราะผมเห็นภาพ ที่ผ่านสื่อมวลชน โดยเฉพาะช่อง ๑๑ ทีวี (TV) รวมการเฉพาะกิจที่เป็นการแถลงของ ศูนย์ ศอฉ. นั้นได้อธิบายถึงว่าพยายามระมัดระวังที่สุดที่จะไม่ให้เกิดความสูญเสียนั่นก็คือ การยิงที่ขา แต่ถามว่าตามหลักกติกาสากล การสลายการชุมนุมตามหลักสากลนั้น ๑-๗ อันดับนั้น เขาไม่อนุญาตให้ใช้กระสุนจริงครับ อย่างที่หนักที่สุดข้อ ๗ นั้น เขาบอกว่าให้ใช้ กระสุนยางเท่านั้น มีประเทศไทยเท่านั้นแหละครับที่ใช้กระสุนจริง เหตุผลที่ท่านใช้ กระสุนจริงเพราะท่านบอกว่าในกลุ่มผู้ชุมนุมนั้นมีกองรบนิรนาม มีนักรบนิรนามชุดดํา หรือผู้ก่อการร้ายปะปนอยู่ ปฏิบัติการในการที่จะแยกปลาออกจากนํ้านั้นมันเกินกว่าเหตุ ถึงแม้ว่าท่านรู้ว่าอาจจะมีคนที่ไม่ประสงค์ดีอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมก็ตาม เป็นภาระหน้าที่ ที่จะต้องแก้ไขปัญหาในฐานะผู้นําประเทศที่จะไม่ให้เกิดความเสียหาย ที่จะไม่ให้เกิด ความรุนแรง เพราะการชุมนุมของประชาชนโดยสงบและปราศจากอาวุธนั้นเป็นสิทธิ ที่เขาจะทําได้ตามรัฐธรรมนูญครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในอดีตที่ผ่านนั้นเรามี การชุมนุมทางการเมืองหลายครั้ง เรามักจะได้ยินคําว่ามือที่สาม เรามักจะได้ยินคําว่า คนร้าย เรามักจะได้ยินคําที่หนักกว่านั้นในเหตุการณ์ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มี การฆ่าตํารวจ ฆ่าทหาร เผาบ้านเผาเมือง ฆ่าพระ วางระเบิดทุกวัน ในขณะนี้เราก็แค่ ได้ยินเพียงผู้ก่อความไม่สงบใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ครับ แต่ครั้งนี้เราได้ยินคําว่า ผู้ก่อการร้าย ก็เพราะว่าท่านรู้อยู่แล้วว่าการประกาศ พ.ร.ก. การบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะต้องการใช้กําลังทหารโดยถูกต้องตามกฎหมาย เพราะถ้าเกิดว่ามีการสูญเสียชีวิตนั้น ในกฎหมายมาตรา ๑๗ ของ พ.ร.ก. นี้ ความสูญเสีย ที่เกิดขึ้นไม่ต้องรับผิดชอบทางแพ่งและทางอาญาครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ต้องมีบทพิสูจน์ครับ ผมก็อยากจะรู้ว่า นักรบนิรนามนั้นคือใคร ผู้ก่อการร้ายนั้นคือใคร ถ้าคนเสื้อแดงเผาบ้านเผาเมือง สร้างความรุนแรงเกิดขึ้น ไม่ว่าจะใครก็ตามต้องเอามาลงโทษตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด อย่าได้กล่าวหาและโยนความผิดโดยปราศจากการพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรมครับ คณะกรรมการที่ท่านจะตั้งขึ้น วันนี้ผมยังไม่เชื่อมั่นว่าจะมีความเป็ นกลาง เพราะถึงอย่างไรก็ตามก็ตั้งมาตามอํานาจหน้าที่ของท่านนายกรัฐมนตรี เพราะวันนี้ ผมเรียกร้องให้ท่านรับผิดชอบทางการเมือง ผมไม่อยากจะฟังคําว่าสมานฉันท์และ ความปรองดองจากท่านครับ เพราะว่าท่านไม่มีสิทธิที่จะพูดคํานี้ คนที่จะพูดคํานี้คือ พวกผมในสภา สมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ และประชาชนคนไทยที่ไม่ใช่ท่านครับ เพราะท่านหมดความชอบธรรมทางการเมือง ท่านจะต้องแสดงความรับผิดชอบ ทางการเมืองก่อนครับ ความปรองดองเป็ นเรื่องของพวกเราจะพูดกันต่อไปครับ ท่านประธานที่เคารพ ผู้ก่อการร้ายหรือคนชุดดํานั้น ศูนย์ ศอฉ. เองก็บอกว่าที่มีการใช้ กระสุนจริงนั้นเพราะมีโจรก่อการร้าย มีคนชุดดํา ทําร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ ก็เลยต้อง มีความจําเป็นในการใช้พลซุ่มยิงที่เขาเรียกว่าหน่วยสไนเปอร์ (Sniper) คือการซุ่มยิง ในมุมสูงครับ แล้วท่านก็พยายามโฆษณา ท่านพยายามที่จะทําให้ประชาชน คนทั้งประเทศนี้รู้ว่าไม่มีความรุนแรงใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะว่ายิงตั้งแต่หัวเข่าลงมาครับ แต่ผู้ที่เชี่ยวชาญในการยิงโดยเฉพาะฝ่ำยทหารและฝ่ำยตํารวจที่มีประสบการณ์ ท่านเชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ อธิบายให้ผมฟังว่าองศาในการยิงจากมุมสูงนั้นถ้ามันจะยิงที่ขา แล้วองศามันไม่ได้ครับ มันยากต่อการยิง เพราะฉะนั้นคนที่สูญเสียชีวิตในเหตุการณ์ ส่วนใหญ่ทําไมถูกยิงที่ศีรษะและถูกยิงที่หน้าอกเพราะองศาในการยิงนั้นมันเป็นมุมสูงครับ แล้วคนก่อการร้ายที่ท่านพูดที่ตาย ๘๖ ศพ เป็นตํารวจ ทหาร ๑๑ นาย ไปตรวจสอบเบื้องต้น สื่อมวลชนก็รู้ครับว่าคนเหล่านั้นเป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์ทั้งนั้น ไม่เห็นมีอาวุธร้ายแรง อยู่ในมือ อย่างที่ท่านพูดว่านี่คือโจรก่อการร้ายแต่ประการใด ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ วันนี้ผมไม่ต้องการการแสดงความเสียใจ ของท่านที่ท่านได้แสดงความเสียใจต่อสาธารณะ ต่อพี่น้องประชาชนกับเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งการแสดงความเสียใจในการแถลงเหตุผลต่อทูตานุทูตที่ผ่านมา เพราะท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บังคับบัญชาของฝ่ายบริหารสูงสุดของประเทศนี้ ท่านไม่ได้ใช้ความพยายามใด ๆ เลยที่จะหาทางป้ องกันที่จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ มันบานปลายและลามไปสู่การสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อ ในฐานะที่ท่านเป็ น นายกรัฐมนตรีนั้นท่านต้องรับผิดชอบ ผู้ปฏิบัติหน้าที่จะต้องแสดงความรับผิดชอบ ในขอบเขตของกฎหมาย ในฐานะท่านเป็นผู้นําประเทศ ผมกล่าวหาว่าท่านละเว้น การปฏิบัติหน้าที่หรือจงใจทําให้เหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าวนี้เกิดขึ้นโดยปราศจาก มาตรการควบคุม ไม่มีรัฐบาลใดในโลกหรอกครับ ไม่มีรัฐบาลใดในสังคมโลกนี้ที่จะใส่ร้าย ประชาชนและทําร้ายประชาชนถึงชีวิตและเลือดเนื้อครับ ท่านจําได้ไหมครับเหตุการณ์ ในอดีต ๑๔ ตุลาคม ปี ๒๕๑๖ การชุมนุมของประชาชนก็มีการสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อ สมัยนั้นรัฐบาล จอมพล ถนอม กิตติขจร อยู่ไม่ได้ครับ ถูกกล่าวหาว่าเป็นรัฐบาลทรราช ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ มีขบวนการในการทําลายล้างขบวนการนิสิต นักศึกษา จนต้องหนีเข้า ไปสู่ป่าครับ แล้วถูกกล่าวหาว่านั่นคือขบวนการคอมมิวนิสต์ ทําลายล้มล้างสถาบัน พระมหากษัตริย์ นักศึกษา ประชาชน ที่เป็นสติปัญญาระดับประเทศในยุคนั้นต้องหนี เข้าป่ำครับ รัฐบาลในขณะนั้นก็อยู่ไม่ได้ครับถูกปฏิวัติ นั่นก็คือรัฐบาลของ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถูกปฏิวัติต่อมาครับเมื่อปี ๒๕๑๙ อยู่ไม่ได้เช่นกัน ไม่นานครับเมื่อ ๑๘ ปี ที่แล้ว พฤษภาคม ๒๕๓๕ เกิดเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ รัฐบาล พลเอก สุจินดา คราประยูร ถูกประณามว่านี่คือรัฐบาลทรราช ฆ่าประชาชน แล้วก็อยู่ไม่ได้ครับ รัฐบาลที่สั่งฆ่าประชาชนในอดีตนั้นถูกประณามว่า เป็นรัฐบาลทรราชทั้งนั้นครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมไม่อยากให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ๑๘ ปีที่ผ่านมานั้นมีอะไรเกิดขึ้นครับท่านประธาน ผลพวงต่อ ๑๘ ปีที่ผ่านมานั้นทําให้ เรารู้ว่าสังคมต้องมีการเปลี่ยนแปลง และเป็นการเตือนสติให้ชนรุ่นหลังโดยเฉพาะ ผู้นําทางการเมืองต่อมานี่ต้องมีความรอบคอบและระมัดระวังมากขึ้นในการใช้กําลัง ในการที่จะนํามาซึ่งความเสียหายต่อชีวิตของประชาชน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ ๑๘ ปีก่อน ทําให้เรามีสติให้เราจะต้องคํานึงถึง ๒ เรื่องครับ

๑. ความระมัดระวังการใช้กําลังทหารในการสลายการชุมนุม เพราะจะนํามา ซึ่งความสูญเสียต่อชีวิตของประชาชนมากกว่าครับ โดยเฉพาะการตัดสินใจใช้กระสุนจริง และใช้อาวุธสงคราม ผมถามท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีครับ การสลาย การชุมนุมตามหลักสากลทั่วโลกที่เขามีกันนี่เขาใช้รถหุ้มเกราะเป็นเครื่องมือในการสลาย การชุมนุมหรือครับ มันไม่ใช่เหตุการณ์ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ประเทศจีนครับ นี่เมืองไทย เมืองพุทธ คนไทยมีความรักสมานสามัคคีกัน แต่วันนี้ความคิดทางการเมือง ความคิดเห็น ทางการเมือง มันกลายเป็นความแตกแยกของคนในชาติ เป็นสิ่งที่เราหรือท่านจะต้อง รับผิดชอบร่วมกันในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่วันนี้ท่านอยู่ในฐานะ ผู้นําประเทศครับ มันเป็นความรับผิดชอบทางการเมืองครับท่านประธาน

๒. ทําให้เรารับรู้ว่าสิทธิและเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารนั้นมันเป็นสิ่งจําเป็น เราจะปิดกั้นการรับรู้ข่าวสารของประชาชน ปิดหูปิดตาประชาชนต่อไปไม่ได้ เหตุการณ์ ในครั้งนั้นนํามาถึงการเรียกร้องให้มีทีวีเสรี ไม่ใช่ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ผ่านมาปิดหูปิดตา ประชาชน ปิดสื่อมวลชนที่อยู่ตรงกันข้ามกับรัฐบาล ซึ่งในอดีตนั้นท่านก็เคยเรียกร้องว่า การรับรู้ข่าวสารของประชาชนนั้นเป็นสิ่งจําเป็นในสังคมประชาธิปไตย เราจะต้อง ให้ประชาชนได้รับรู้ถึงสังคมข่าวสารทั้ง ๒ ด้าน ทั้งด้านของรัฐบาลและด้านของผู้ที่อยู่ ฝั่งตรงข้ามรัฐบาล นี่คือกติกาประชาธิปไตยในเวทีโลก ในอารยประเทศ ที่เขาทํากัน มันไม่มีสิ่งอะไรที่ผิดเพี้ยนไปเลยครับท่านประธาน

ผมไม่นึกว่า ๑๘ ปี ที่ผ่านมาสิ่งเหล่านี้เราไม่มีบทเรียนอันเจ็บปวด การเสนอข่าวเพียงด้านเดียวโดยเฉพาะการเสนอข่าวในการกรอกหูกรอกตาประชาชน แถลงข่าวว่าไม่มีความรุนแรงที่เกิดขึ้น ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นมาจากกลุ่มผู้ชุมนุม ยิงกันเอง กลุ่มผู้ไม่หวังดี กลุ่มผู้ก่อการร้าย กลุ่มนักรบนิรนาม ทําร้ายตํารวจ ทหาร นี่คือ สิ่งที่ประชาชนทั้งประเทศถูกบังคับดู เขาจะดูทีวี เขาจะดูละคร เขาจะดูอะไรก็ตาม ดูไม่ได้ เพราะต้องฟังศูนย์ ศอฉ. ก่อนครับ แล้วก็ยัดเยียดกรอกหูกรอกตาประชาชนอยู่อย่างนี้ ถึงมีการเรียกร้องว่าสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นสื่ออะไรก็ตามถูกรัฐบาล ที่อ้างว่ามาด้วยความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย อ้างความชอบธรรมในการจัดตั้ง รัฐบาล ท่านบอกว่าท่านเลือกการเป็นนายกรัฐมนตรีก็จากสภาชุดเดียวกันนี่แหละครับ เลือกนายกรัฐมนตรีสมชาย เลือกนายกรัฐมนตรีสมัคร ก็สภาชุดนี้แหละครับ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ผมถึงบอกว่ามันหมดความชอบธรรม ภาพที่เราเห็นนั้นมีภาพที่จิตสํานึกเรา ในฐานะที่เป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง อธิบายอย่างอื่นไม่ได้นอกจากภาพของทหาร ฆ่าประชาชน มันเป็นการฆ่าประชาชนโดยถูกกฎหมาย เพราะคนที่ฆ่าตามกฎหมาย พ.ร.ก. มาตรา ๑๗ ไม่ต้องรับโทษทั้งทางแพ่งและทางคดีอาญา

ท่านประธานครับ ในอดีตนั้นสงครามการต่อสู้ในสมัยปี ๒๕๑๙ ขบวนการ นิสิต นักศึกษา ประชาชน ต้องหนีเข้าป่า มีการปราบปรามประชาชนเพราะบอกว่านี่คือ ต้องฆ่าเพราะว่าเขาเป็นคอมมิวนิสต์ ในปี ๒๕๑๙ นั่นบอกว่าฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาปครับ ปี ๒๕๑๙ มาถึงปีนี้ ๒๕๕๓ ๓๔ ปี ผมกลัวว่าสิ่งเหล่านี้รัฐบาลทําอยู่ในขณะนี้จะไปอ้าง ความชอบธรรมว่าในยุคนี้ฆ่าคนเสื้อแดงก็ไม่บาปเช่นกันเพราะเป็นผู้ก่อการร้ายสมควร ถูกฆ่า สิ่งเหล่านี้ไม่ถูกต้องครับ มันขัดกับสิทธิและเสรีภาพ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ศักดิ์ศรีของความเสมอภาคที่ได้รับการปกป้ องดูแลภายใต้รัฐบาลชุดนี้ ผมยังชื่นชม เลขาธิการนายกรัฐมนตรีของท่าน เมื่อเกิดเหตุการณ์ท่านสลายการชุมนุมแล้วมีการสู้รบกัน มีการสูญเสียนั้น เลขาธิการนายกรัฐมนตรีพูดอย่างไร เลขาธิการนายกรัฐมนตรีบอกว่า รัฐบาลต้องยื่นมือไปโอบรัดกับคนที่มีความคิดเห็นตรงกันข้ามกับรัฐบาลด้วยความเคารพ นี่คือจิตวิญญาณของประชาธิปไตย เป็นการใช้การแก้ไขทางการเมืองในการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาของประเทศนี้โดยการใช้กองกําลังทหาร เพราะปฏิบัติการการขอพื้นที่ การกระชับพื้นที่นั้นมันนํามาซึ่งความสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อครับ ท่านประธานที่เคารพ ประชาชนผู้บริสุทธิ์ ๗๕ คน ไม่รวม ๑๑ นายที่เป็นตํารวจ ทหาร เพราะเขาได้ดูแลในหน่วยสังกัดของเขา มีผู้บังคับบัญชา มีสิทธิตามกฎหมาย เขาได้รับ การดูแลอย่างดี แต่ประชาชน ๗๕ ชีวิตที่เขาสูญเสียเป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์นั้นเขาอยู่ตาม ยถากรรม และโดยเฉพาะวันนี้เขายังถูกมองว่าถึงแม้ว่ารัฐบาลจะบอกว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ก็ตาม แต่ในจิตสํานึกของเขาและการรับรู้ของคนทั่วไป ญาติพี่น้องของเขา มีความรู้สึกว่า เขาไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการปฏิบัติการครั้งนี้ รัฐบาลมีหน้าที่ที่จะต้องเอาความจริง ออกมาพิสูจน์ให้สังคมรับรู้ว่าเขาตายด้วยวิธีใด ตายอย่างไร จะดําเนินการตามกฎหมาย ให้ความเป็นธรรมคืนความยุติธรรมให้เขาอย่างไรครับท่านประธาน เพราะประชาชน ผู้บริสุทธิ์ที่รักความเป็นธรรมนั้นต้องการสิทธิความเป็นมนุษย์ครับ ต้องการได้รับการปฏิบัติ อย่างมีคุณค่า ต้องการได้รับความเสมอภาคทางกฎหมายไม่เลือกปฏิบัติ การชุมนุม ของคนเสื้อแดงถูกล้อมปราบอย่างนี้เป็นการทารุณไร้มนุษยธรรมครับ ไม่แคร์ (Care) ต่อสายตาโลก ไม่เป็ นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนที่นานาอารยประเทศเขาทํากัน และการชุมนุมของประชาชนอะไรรู้ไหมครับ ในการกระชับพื้นที่และขอคืนพื้นที่นั้น ตัดนํ้า ตัดไฟ ตัดการส่งอาหารให้เขา ท่านรู้ว่าพี่น้องประชาชนอยู่ที่นั่นเขาจะอยู่เขาจะกินอย่างไร จริงอยู่ครับว่ารัฐบาลมีอํานาจที่จะทําได้ตามกฎหมาย เพราะว่าท่านมีกฎหมาย เป็นเครื่องมือในการที่จะทําการสลายการชุมนุม ท่านทําได้ตามกฎหมายครับ ท่านบอกว่า ท่านจะต้องปกครองบ้านเมืองนี้ตามหลักนิติรัฐ จะต้องให้กฎหมายมีความสําคัญ ต่อการปกครองประเทศ แต่ท่านไม่เคยพูดถึงนิติธรรมครับ ท่านไม่ได้พูดถึงความเป็นธรรม ความยุติธรรม ความเสมอภาค และโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่พูดถึงศีลธรรมครับ ศีลธรรมนั้น ยิ่งใหญ่ครับ นั่นก็คือความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ละอายต่อบาปต่อผลที่ตัวเองกระทํา ไม่อย่างนั้น ไม่มีพุทธภาษิตที่ว่า ผู้ปกครองแผ่นดินถึงแม้จะมีอํานาจยิ่งใหญ่ล้นฟ้ำเพียงใดก็ตาม ถ้าประมาทในธรรมเสียแล้วก็จะนําไปสู่ความหายนะได้ครับ สงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้น ในขณะนี้มันขยายวงกว้าง มีการเผาบ้านเผาเมือง มันมีการเผาศาลากลางจังหวัด ผมแปลกใจครับท่านประธาน ศาลากลางจังหวัด ๔ จังหวัดนั้นวันนี้จับผู้ดําเนินการ เผาศาลากลางจังหวัดได้นับร้อยคนครับ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เซ็นทรัล เวิลด์ (Central World) การเผาบ้านเผาเมืองใจกลางกรุงเทพมหานครท่ามกลางกองกําลังทหาร ท่ามกลาง ข้อมูลข่าวสาร ท่ามกลางอะไรต่าง ๆ มากมายวันนี้จับคนเหล่านี้ยังไม่ได้เลยครับ แล้วกําลังจะโยนความผิดว่ามันมาจากเหตุการณ์การชุมนุม โดยเฉพาะมีคนเสื้อแดงนี่แหละ สร้างความรุนแรงเกิดขึ้นในชาติบ้านเมือง ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงออกมาครับ คณะกรรมการ ที่จะตั้งขึ้นจะต้องตั้งขึ้นมาจากคนกลางจริง ๆ แต่วันนี้คนกลางที่ท่านเสนอมาก็เลือกข้างครับ รายชื่อที่ผมเห็นมาแต่ละคนนั้นในอดีตนี้ยืนอยู่ข้าง ไม่ว่าจะอยู่ข้างพันธมิตร หรืออยู่ข้างรัฐบาลทั้งนั้นละครับ และมันจะเป็นกลาง มันจะปรองดอง มันจะสมานฉันท์ ได้อย่างไรครับท่านประธาน

ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งเหล่านี้จะต้องดําเนินการพิสูจน์ออกมานะครับว่า ผลปฏิบัติการครั้งนี้นํามาซึ่งความสูญเสียครับ สูญเสียอย่างมากที่สุดเกินค่าประมาณได้ ได้รับการประณามจากผู้คนในบ้านในเมืองนี้ ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น จากนํ้ามือใครครับ โดยเฉพาะผู้บริสุทธิ์ประชาชนที่มาจากต่างจังหวัดนั้นเขามี ความเจ็บปวด เขามีความเคียดแค้น เขามีความบีบคั้น มันจะกลับกลายเป็นเรื่องของ ความชิงชังครับ มันยากแก่การแก้ไขปัญหาในอนาคต เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งเหล่านี้จะต้อง นํามาซึ่งการแก้ไขปัญหา ผมถึงบอกว่าวันนี้ผมไม่เรียกร้องที่จะให้ท่านรับผิดตามกฎหมาย ผมเรียกร้องให้ท่านรับผิดชอบทางการเมืองโดยมีจิตสํานึกทางการเมืองครับ ท่านมีอนาคต อีกไกลครับ วันนี้ท่านแสดงสปิริต (Spirit) ด้วยการแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองนั้น จะเป็ นสิ่งที่มีค่าที่สุดในประเทศนี้ ท่านไม่ต้องกลัวหรอกครับว่าเมื่อท่านแสดง ความรับผิดชอบแล้วคนของซีกพรรคเพื่อไทยจะไปช่วงชิงอํานาจกลับมา ท่านไม่ต้องกลัวครับ ท่านแก้ไขปัญหาให้มันยุตินํามาซึ่งความปรองดอง แต่ว่าการจะไปสู่ความปรองดอง และความสมานฉันท์นั้นท่านหมดความชอบธรรมในการที่จะทําสิ่งเหล่านี้ครับ เป็นหน้าที่ ของพวกผม และสมาชิกในสภาแห่งนี้ และคนไทยทั้งประเทศ จะช่วยสร้างความสมานฉันท์ และความปรองดองเกิดขึ้นในชาติ

เหตุผลที่ผมพูดมาแล้วทั้งหมดครับท่านประธานที่เคารพ ผมไม่มีเจตนาใด ๆ ไม่มีความเคียดแค้นชิงชังท่านนายกรัฐมนตรีเป็นการส่วนตัว ยังชื่นชมที่ท่านเป็ น นักการเมืองหนุ่มมีอนาคตไกล แต่วันนี้เราทําหน้าที่คนละมุมครับ ท่านอยู่มุมนํ้าเงิน ผมอยู่มุมแดง มันหลีกเลี่ยงกันไม่ได้ครับ ชกมวยมีอยู่ ๒ มุมเท่านั้นเอง แต่ไม่ใช่ หมายความว่าผมเป็นคนเสื้อแดงนะครับ แต่ผมยอมรับว่าการต่อสู้ของคนเสื้อแดงนั้น เขาเรียกร้องความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในบ้านในเมืองนี้ เหตุผลที่ผมกล่าวมาทั้งหมดครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมไม่อาจที่จะให้ความไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศนี้ได้อีกต่อไปครับท่านประธาน ขอบคุณครับ