วิทยา บุรณศิริ ยกมือไม่เห็นด้วยและตั้งคำถามถึงการกระทำของประธานสภา และเสนอญัตติให้เปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี วิทยา บุรณศิริ หารือเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องตามหลักนิติธรรม โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลใช้อำนาจหน้าที่เพื่อปกปิดความผิดของตนเองและพวกพ้อง และเสนอชื่อดอกเตอร์เฉลิม อยู่บำรุงเป็นผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ผมเข้าใจ แต่ต้องชี้แจง ข้อเท็จจริงก่อนนะครับว่าผมยกมือท่านประธานก็ไม่เรียก แต่ก่อนทําหน้าที่ผมชี้แจงในกรณี ถูกพาดพิงว่าเจตนาของกระผมและท่านวิทยา แก้วภราดัย เป็นไปตามที่ท่านประธาน อยากจะเห็นการทําหน้าที่ของฝ่ำยนิติบัญญัติ แต่ด้วยเงื่อนไขและรายละเอียดนั้น ไม่พ้นความรับผิดชอบของท่านประธาน อยู่ที่คณะกรรมการได้กําหนดให้ท่านประธาน จึงขออนุญาตนําเรียนต่อที่ประชุมแห่งนี้ว่าคณะกรรมการที่จะตรวจสอบหลักฐาน อะไรต่าง ๆ นั้นเป็นสิทธิของท่านประธานโดยตรง แต่ท่านประธานมอบให้คณะกรรมการ ได้ช่วย อันนั้นถือเป็นหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แต่อย่างไรก็แล้วแต่ก็อยู่ที่ความรับผิดชอบ ของท่านประธาน จึงกราบเรียนต่อที่ประชุมเพื่อทราบ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผมและสมาชิกได้เสนอญัตติ ขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี พร้อมนี้ได้แนบรายชื่อ ผู้เสนอญัตติ คําร้องขอถอดถอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรี
ท่านประธานครับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในฐานะ หัวหน้ารัฐบาลได้บริหารราชการแผ่นดินโดยไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ขาดความรู้ความสามารถ มีพฤติกรรมส่อว่า จงใจที่ไม่ดําเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบาย ที่ได้แถลงไว้ กํากับ ควบคุม ดูแล การบริหารราชการแผ่นดินโดยไร้ประสิทธิภาพ มีส่วนรู้เห็น และปล่อยปละละเลยให้รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลมีการทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) แสวงหา ประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดินอย่างกว้างขวาง เป็นไปในลักษณะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ มีการกําหนดนโยบายเพื่อการทุจริตและแสวงหาประโยชน์ในลักษณะ ของการทุจริตเชิงนโยบาย ตลอดจนไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามแผนการบริหารราชการแผ่นดิน แผนการตรากฎหมายที่ได้จัดทําไว้ตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด การบริหารราชการแผ่นดิน ไม่เป็ นไปตามหลักนิติธรรม มีการเลือกปฏิบัติไม่มีความเสมอภาค ใช้อํานาจรัฐ โดยไม่คํานึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ถือเป็นการกระทําที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ กระทําการจํากัดสิทธิและเสรีภาพ ของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้โดยเกินความจําเป็น จนกระทั่งกระทบกระเทือน สาระสําคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพ มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง โดยการสั่งให้ ทหารใช้อาวุธสงครามทุกชนิดเข้าทําการปราบปรามประชาชนหลายครั้งหลายคราว เป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิต ร่างกาย ของพี่น้องประชาชนจํานวนมาก ถือเป็น การไม่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลให้พ้นจากการล่วงละเมิดทั้งโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ และโดยบุคคลอื่น ในทางตรงกันข้ามกลับใช้อํานาจหน้าที่ของรัฐล่วงละเมิดสิทธิ และเสรีภาพของบุคคลเสียเองกระทําการสร้างความแตกแยกในสังคมให้ขยายวงกว้างขึ้น โดยกระทําการกลั่นแกล้ง ใส่ร้ายป้ำยสี ให้ประชาชนที่ชุมนุมโดยสงบตกเป็นผู้ต้องหา ในคดีอาญาฐานผู้ก่อการร้ายและอื่น ๆ โดยไม่เป็นธรรม นอกจากนั้นยังกลั่นแกล้งประชาชน ผู้สุจริตไม่ให้ทําธุรกรรมในสถาบันการเงิน โดยกล่าวหาเป็นผู้สนับสนุนผู้ก่อการร้าย แต่ละเลยและละเว้นการปฏิบัติที่จะดําเนินคดีกับประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งที่กระทําผิดกฎหมาย โดยการยึดสนามบินนานาชาติและยึดทําเนียบรัฐบาล เป็นต้น ถือว่าเป็นการไม่อํานวย ความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่สามารถดูแลความมั่นคงความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ไม่ปฏิบัติต่อบุคคลที่มีรัฐธรรมนูญคุ้มครองในเรื่อง สิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิในทรัพย์สิน สิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน และสิทธิในข้อมูลข่าวสาร และการร้องเรียน กระทําการจํากัดเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ โดยการออกกฎหมายจํากัดสิทธิในการชุมนุมของประชาชน กระทําการจงใจฝ่าฝืนไม่ดําเนินการตามแนวนโยบายด้านกฎหมายและการยุติธรรม โดยไม่ปฏิบัติและบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง เป็นธรรม ขาดหลักธรรม จริยธรรม และหลักธรรมาภิบาล ตามหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี มีปัญหามาตรฐานทางจริยธรรมและคุณธรรมตํ่า บกพร่องและร้ายแรง แนวนโยบาย การบริหารราชการแผ่นดินด้านการต่างประเทศและด้านเศรษฐกิจล้มเหลวไม่เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญ แผนการบริหารราชการแผ่นดินและแผนตรากฎหมาย ขาดไร้วินัยการเงิน การคลัง มีการก่อหนี้ของรัฐโดยไม่ชอบ อีกทั้งไม่ดําเนินการในเรื่องที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมจนเป็นภัยพิบัติของประเทศ และขัดขวางต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม ของประเทศ ดังนั้นหากจะให้บริหารราชการแผ่นดินอีกต่อไปจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติ ในทุกด้าน และจะทําให้ประเทศเข้าสู่ภาวะวิกฤติซึ่งจะนํามาซึ่งความเสียหายแก่ประเทศชาติ อย่างร้ายแรงจนยากที่จะเยียวยาแก้ไขได้ โดยมีพฤติการณ์แห่งการกระทําดังนี้
๑. กําหนดนโยบายบริหารราชการแผ่นดินเพื่อมุ่งแสวงหาประโยชน์ ให้กับตนเองและพวกพ้อง ส่งผลให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบายอย่างเป็ นรูปธรรม และปล่อยปละละเลยรู้เห็นเป็นใจให้รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีทุจริตคอร์รัปชัน แสวงหา ประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดินผ่านนโยบายจากโครงการต่าง ๆ ส่งผลให้มีการทุจริต ของรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างกว้างขวาง เช่น ทุจริตในโครงการไทยเข้มแข็ง ทุจริตในโครงการชุมชนพอเพียง ทุจริตจัดซื้ออาวุธในกองทัพ และทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง ในหลายกระทรวง ทบวง กรม เช่นกระทรวงคมนาคมมีการทุจริตโครงการรถไฟฟ้ำสายสีม่วง
๒. ละเมิดสิทธิมนุษยชนและกฎหมายอย่างร้ายแรง ไม่บังคับการ ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ ข้อบังคับ โดยสุจริต เลือกปฏิบัติเกินความจําเป็น และความเหมาะสมแก่สถานการณ์ต่อประชาชนผู้ชุมนุม ด้วยการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ทหาร ใช้อาวุธสงครามเข้าปราบปรามประชาชนที่ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยโดยไม่เป็นไปตาม หลักมาตรฐานสากล ทําให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจํานวนมาก นับแต่เดือนเมษายน ๒๕๕๓ จนถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ ทั้ง ๆ ที่ประชาชนดังกล่าวมาชุมนุมเรียกร้อง ตามกลไกในระบอบประชาธิปไตย โดยมีเป้ำหมายทางการเมืองที่ชัดแจ้งคือการยุบสภา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องที่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะอํานาจอธิปไตย เป็นของปวงชนชาวไทยเนื่องจากเห็นว่าที่มาของรัฐบาลไม่ชอบธรรม เห็นควรคืนอํานาจ ให้แก่ประชาชน แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลกลับให้ “หีบศพ” กับประชาชนร่วมร้อยศพ และบาดเจ็บทุพพลภาพจํานวนมากอย่างที่รัฐบาลพลเรือน ของประเทศไทยและในต่างประเทศไม่เคยทําเช่นนี้กับประชาชนมาก่อน
๓. ลุแก่อํานาจด้วยการบังคับใช้กฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง ของตนเองโดยไม่สุจริตและเลือกปฏิบัติ เช่น การประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษา ความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยไม่มีเหตุและเงื่อนไขทางกฎหมาย ถือเป็นการออกคําสั่งและประกาศที่ละเมิด สิทธิและเสรีภาพของบุคคลอย่างร้ายแรง
๔. ปกปิดความผิดของตนเองและพวกพ้อง โดยหลีกเลี่ยงที่จะปฏิบัติตาม ขั้นตอนของกฎหมายเพื่อช่วยให้ตนเองและพวกพ้องพ้นจากความผิด จากกรณีการนํา เหตุการณ์สลายการชุมนุมเข้าเป็นคดีพิเศษ โดยโยนความรับผิดชอบไปให้บุคคลอื่น และไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐
๕. บังคับใช้กฎหมายโดยเลือกปฏิบัติเป็น ๒ มาตรฐาน เพื่อมุ่งช่วยเหลือ พวกพ้องตนเองและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อนําตัวผู้กระทําความผิด มาลงโทษ
๖. ครอบงํา แทรกแซง การปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชน ใช้สื่อของรัฐ เป็นเครื่องมือเพื่อทําลายฝ่ายที่มีความคิดเห็นแตกต่างและตรงกันข้ามกับรัฐบาล และปิดกั้น การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน ด้วยสั่งการปิดสถานีโทรทัศน์ วิทยุชุมชน เว็บไซต์ (Web site) ที่เห็นแตกต่างจากรัฐบาล ขณะที่ปล่อยให้สื่อมวลชนอีกฝ่ายออกมาโจมตี ฝ่ายตรงข้ามอย่างรุนแรงส่งผลให้ความขัดแย้งของประชาชนขยายวงกว้าง
๗. ใช้อํานาจหน้าที่แทรกแซงการแต่งตั้งข้าราชการ ปล่อยให้นักการเมือง และข้าราชการระดับสูงแสวงหาประโยชน์จากการแต่งตั้งข้าราชการในหลายกระทรวง ทบวง กรม อีกทั้งแทรกแซงและกระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีแต่งตั้ง ผู้บัญชาการสํานักงานตํารวจแห่งชาติตามพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๗
๘. ไร้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ การบริหารงาน ด้านเศรษฐกิจไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๕๒-๒๕๕๔ และการกู้เงินเพื่อนํามาแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ เป็นการละเว้น หลีกเลี่ยง ละเลย ไม่ปฏิบัติตามแผนนิติบัญญัติ พ.ศ. ๒๕๕๒-๒๕๕๔ เป็นการบริหารโดยไร้ทิศทาง และยุทธศาสตร์ที่ได้แถลงไว้ในแผนดังกล่าว จะฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างยั่งยืน และบรรเทาผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจที่ประชาชนประสบ แต่รัฐบาลกลับปฏิบัติ ตรงกันข้าม โดยกระทําการก่อหนี้สาธารณะให้กับประเทศชาติอย่างมากมาย โดยหนี้สาธารณะสูงเกินกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมีความล้มเหลว เพราะนําเงินกู้ส่วนใหญ่ไปเป็นงบก่อสร้างซ่อมถนน ทําให้เม็ดเงินไม่ลงไปถึงประชาชน และภาคการผลิตอันก่อให้เกิดรายได้อย่างแท้จริง และซํ้าร้ายกลับมีการนําเงินกู้มาทุจริต ในหลายโครงการในแต่ละกระทรวง ทบวง กรม เป็นการใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน โดยไม่ก่อให้เกิดผลในทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ทําให้ขาดความเชื่อมั่น ในการลงทุนของต่างประเทศ ปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิด การลงทุนทางด้านอุตสาหกรรม เช่น กรณีปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เป็นต้น ทําให้รัฐเกิดความเสียหายในด้านเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง ปล่อยให้เกษตรกรซึ่งเป็น ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมีปัญหาเรื่องราคาพืชผล อาทิ เช่น ปัญหาราคาข้าวตกตํ่า เป็นต้น
๙. มีปัญหาทางสังคม โดยปล่อยให้มีการระบาดในเรื่องยาเสพติด และอาชญากรรมอย่างรุนแรง โดยไม่สามารถรักษาความสงบและเรียบร้อยให้เกิดกับ สังคมโดยรวมของประเทศได้
๑๐. ขาดภาวะความเป็นผู้นํา มุ่งบริหารราชการแผ่นดินโดยการสร้างภาพ ให้ตนเองและพวกพ้อง ปล่อยให้บุคคลภายนอกที่อยู่เบื้องหลังพรรคการเมืองเข้าบงการ สั่งการ แทรกแซง การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรี และแสวงหาประโยชน์จากโครงการของรัฐ
๑๑. นโยบายด้านการต่างประเทศล้มเหลวโดยสิ้นเชิง การทูตแบบนักเลง สร้างภาพลักษณ์ที่เสียหายของประเทศต่อสายตาประชาคมโลก ด้วยการแต่งตั้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่กระทําผิดกฎหมายอาญาฐานก่อการร้ายสากล โดยยึดสนามบินนานาชาติ และดําเนินนโยบายด้านการต่างประเทศในลักษณะก้าวร้าว รุนแรง ส่งผลให้ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านต้องเสื่อมทรุดอย่างไม่เคยปรากฏ มาก่อน โดยไม่ปฏิบัติตามแผนการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๕๒-๒๕๕๔ ในเรื่อง การต่างประเทศ
๑๒. ขาดความจริงใจในการสร้างความปรองดองและความสมานฉันท์ ให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน เพื่อลดความขัดแย้งในสังคม ในทางตรงข้ามกลับมีพฤติกรรม ที่สร้างความขัดแย้งให้เพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยการปล่อยให้โฆษกส่วนตัวและคนใกล้ชิด ถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามแผนการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๕๒-๒๕๕๔ ที่รัฐบาล ได้แสดงวิสัยทัศน์ไว้ในแผนดังกล่าว
พฤติกรรมการบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรีดังกล่าวส่งผล ให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างร้ายแรง หากปล่อยให้บริหาร ราชการแผ่นดินต่อไปย่อมส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนและประเทศชาติ จนยากที่จะแก้ไขเยียวยา
กระผม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกที่ร่วมลงชื่อในญัตตินี้จํานวน ไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร อาศัยอํานาจ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๕๘ เสนอญัตติ ขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตามขั้นตอนและกระบวนการแห่งรัฐธรรมนูญต่อไป พร้อมนี้ข้าพระพุทธเจ้าผู้เสนอญัตติ ขอเสนอชื่อ ร้อยตํารวจเอก ดอกเตอร์เฉลิม อยู่บํารุง ซึ่งเป็นบุคคลตามมาตรา ๑๗๑ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ เป็นผู้สมควรดํารงตําแหน่ง นายกรัฐมนตรีต่อไป
อนึ่ง ก่อนเสนอญัตตินี้ ข้าพเจ้าได้ยื่นคําร้องขอให้ถอดถอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อประธานวุฒิสภาตามมาตรา ๒๗๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ แล้ว ตามเอกสาร สิ่งที่ส่งมาด้วย (๒)
ฉบับที่ ๒ ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี เป็นรายบุคคล สมาชิกได้ลงชื่อแนบพร้อมรายนามเพื่อเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พร้อมคําร้องถอดถอนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ออกจากตําแหน่ง
กระผม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งลงนามในท้ายญัตตินี้ ซึ่งมีจํานวน ไม่น้อยกว่าหนึ่งในหกของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ขอเสนอ ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ โดยมีรัฐมนตรีที่ขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรายนามดังต่อไปนี้
๑. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี
๒. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
๓. นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
๔. นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ
๕. นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
โดยได้แนบหลักฐานการยื่นคําร้องต่อประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้วุฒิสภา มีมติตามมาตรา ๒๗๔ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ถอดถอนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล และนายโสภณ ซารัมย์ มาด้วยแล้ว
ทั้งนี้ เนื่องจากรัฐมนตรีทั้ง ๕ ท่านได้กระทําผิดรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และได้บริหารราชการแผ่นดินโดยไร้ประสิทธิภาพ ขาดภาวะความเป็นผู้นํา และวิสัยทัศน์ ในการบริหารราชการแผ่นดิน ขาดคุณธรรมและจริยธรรม ทําให้ประเทศชาติได้รับ ความเสียหาย โดยมีพฤติการณ์ดังนี้
๑. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปฏิบัติหน้าที่ ราชการแทนนายกรัฐมนตรีและในตําแหน่งหน้าที่ของตนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง กระทําผิดรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ไม่บังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย ถือเป็นกรณี มีพฤติการณ์ส่อว่ากระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการนับแต่เดือนมีนาคม ๒๕๕๓ ต่อเนื่องจนถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ ในกรณีสลายการชุมนุมของประชาชนทําให้มี ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมจํานวนมาก อันเป็ นเหตุจาก การสลายการชุมนุมไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ยังกระทําความผิดหน้าที่ตามกฎหมาย กล่าวคือ กระทําผิดต่อกฎหมาย พระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พุทธศักราช ๒๕๔๘ มาตรา ๑๑ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พุทธศักราช ๒๕๔๗ โดยใช้กําลังทหารเข้าไปข่มขู่ คุกคาม ในสถานีไทยคมและทําลาย สัญญาณการสื่อสารโทรทัศน์ ถือเป็นการละเมิดเสรีภาพในการสื่อสารที่รัฐธรรมนูญ คุ้มครอง และกระทําละเมิดต่อสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลโดยการออกคําสั่งห้ามสถาบัน การเงินทําธุรกรรมกับบุคคลหรือนิติบุคคลรวมจํานวน ๑๐๖ ราย นอกจากนี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยังได้แจงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จในฐานะผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองต่อคณะกรรมการป้ องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กระทําการบุกรุก ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศโดยการบุกรุกภูเขา กระทําการออกโฉนดอันเป็นเอกสิทธิ์ และเตรียมการจัดสรรที่ดินขายโดยไม่ชอบ การกระทําดังกล่าวได้ใช้บุคคลเป็นตัวแทน ในการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินจํานวนมาก ถือเป็นการกระทําผิดรัฐธรรมนูญในเรื่องสิ่งแวดล้อม และประมวลกฎหมายที่ดิน และมีส่วนร่วมกับนายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมในการบริหารราชการแผ่นดินตามข้อ ๕ ด้วย
๒. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ดําเนิน นโยบายด้านการเงิน การคลัง และการงบประมาณ ของประเทศผิดพลาด บกพร่อง ไม่ดําเนินการตามแผนงานการบริหารราชการ พุทธศักราช ๒๕๕๒-๒๕๕๔ และแผนนิติบัญญัติ พุทธศักราช ๒๕๕๒-๒๕๕๔ ที่ได้กําหนดไว้ในวิสัยทัศน์ว่าจะฟื้นฟู เศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างยั่งยืนและบรรเทาผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจที่ประชาชน จะประสบ ในทางตรงกันข้ามมุ่งแสวงการก่อหนี้สาธารณะจนขณะนี้หนี้สาธารณะสูงกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ โดยกระทําการก่อหนี้เพื่อให้เป็นภาระผูกพันต่อประเทศชาติ โดยมิได้ คํานึงถึงสถานะทางเศรษฐกิจและความจําเป็นในการใช้จ่ายภายในประเทศและภาระหนี้ สาธารณะที่มีอยู่ นําเงินที่ได้จากการกู้ไปดําเนินนโยบายเพื่อเอื้อประโยชน์กับรัฐมนตรี ในกระทรวงต่าง ๆ ทั้งที่โครงการแต่ละโครงการไม่ได้สร้างประโยชน์กับเศรษฐกิจโดยรวม กับประเทศชาติ ส่งผลให้มีการใช้จ่ายเงินแผ่นดินไปโดยสูญเปล่าในหลายโครงการ ที่เรียกว่ากู้มาโกง ซึ่งงบประมาณแผ่นดินที่ได้มาจากการกู้ส่วนใหญ่นําไปเป็นงบก่อสร้าง ซ่อมถนน ทําให้เม็ดเงินไม่ลงไปถึงประชาชนและภาคการผลิตอันก่อให้เกิดรายได้ อย่างแท้จริง ทําให้การกระจายรายได้ไม่เป็นธรรม มีทัศนคติในการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ขาดธรรมาภิบาลและหลักความเป็นประชาธิปไตย ส่งเสริมวิธีการอื่นที่มิใช่วิถีทาง ในระบอบประชาธิปไตยโดยการชื่นชอบการปฏิวัติ รัฐประหาร ไม่บังคับการให้เป็นไปตาม กฎหมายในเรื่องการจัดเก็บภาษีของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กรณีได้ประโยชน์ จากเอสเอ็มเอส (SMS) คือการส่งข้อความแบบชอร์ต เมสเสจ (Short message) สมัยที่ นายอภิสิทธิ์ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งกรณีดังกล่าวมีคําพิพากษาเป็นบรรทัดฐาน แล้วว่าการได้รับประโยชน์อันคํานวณมูลค่าได้เป็ นเงินจะต้องนํามารวมเสียภาษี แต่จนขณะนี้นายกรณ์ก็ละเว้นที่จะให้หน่วยงานกรมสรรพากรดําเนินการจัดเก็บภาษี เอากับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ นอกจากนี้ ยังได้ดําเนินการขอออกพระราชกําหนดกู้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยไม่เป็นไปตามแผน นิติบัญญัติดังกล่าวข้างต้นด้วย
๓. นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ บริหาร ราชการแผ่นดินโดยไม่ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีกับประเทศชาติในสายตาประชาคมโลก มีพฤติกรรมข่มขู่ ก้าวร้าว ต่อมิตรประเทศ สร้างความขัดแย้งระหว่างราชอาณาจักรไทย กับประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเสื่อมทรุดอย่างไม่เคยมีมาก่อน มีทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อฝ่ายที่เห็นต่างกับตนเอง มุ่งทําลายล้างนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม ทุกวิถีทาง โดยไม่ได้คํานึงถึงคุณธรรมจริยธรรมและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ การกระทําดังกล่าวถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและนโยบายที่ได้แถลงไว้ รวมทั้ง การบริหารราชการไม่เป็นไปตามแผนการบริหารราชการแผ่นดินดังกล่าวข้างต้น ในเรื่อง ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านที่กําหนดไว้ในแผนหน้า ๑๑๐ ว่าจะสร้าง ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ รวมทั้งจะทําการสํารวจ หลักเขตแดนกับประเทศเพื่อนบ้านและเจรจาเรื่องการร่วมพัฒนาพื้นที่ที่ประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้านอ้างสิทธิทับซ้อนและขยายความร่วมมือในกรอบอนุภูมิภาค โดยเฉพาะความร่วมมือเพื่อการพัฒนาและผลักดันยุทธศาสตร์ความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้านสู่การปฏิบัติ รวมทั้งผลักดันยุทธศาสตร์ความเป็น หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ แต่นายกษิตได้กระทํา การบริหารงานในหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามแผนล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพ ไม่สามารถ ปฏิบัติตามแผนการบริหารราชการแผ่นดินได้ในทุกข้อจนกระทั่งเกิดความล้มเหลว ในการเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ตามแผนงานการเป็นประธานอาเซียนของประเทศไทย ทําให้ความร่วมมือในกรอบอาเซียน ล้มเหลวและทําให้ประเทศขาดความน่าเชื่อถือต่อกลุ่มอาเซียนและต่อนานาประเทศทั่วโลก
๔. นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีพฤติกรรม ที่ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่และส่อว่ากระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่า จงใจใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีที่ให้บริษัทเครือญาติของตนเองเข้าเป็น คู่สัญญากับรัฐในหลายโครงการ โดยตนเองมีส่วนร่วมเข้าไปลงมติเห็นชอบกับโครงการ ดังกล่าวในฐานะรัฐมนตรี ส่งผลให้รัฐต้องจ่ายเงินมากกว่าที่ควรจ่ายหลายพันล้านบาท รู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบเข้าโรงเรียนนายอําเภอ แทรกแซงและแสวงหา ประโยชน์จากการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ปล่อยปละละเลย หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ของกรมการปกครอง อนุมัติให้มีการอนุญาตจําหน่ายอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน เพื่อมุ่งแสวงหาประโยชน์ ในเรื่องดังกล่าว
๕. นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม บริหารราชการ แผ่นดินโดยการกําหนดนโยบายเพื่อมุ่งแสวงหาประโยชน์ในทางทรัพย์สินและประโยชน์ ในทางการเมืองโดยไม่ได้คํานึงถึงประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน รู้เห็นเป็นใจหรือยินยอมให้พวกพ้องหรือผู้สนับสนุนทางการเมืองของตนเองเข้ามา แสวงหาประโยชน์จากโครงการที่ได้กําหนดขึ้น มีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่าจงใจใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อ บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม อย่างร้ายแรงจากการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชนที่เป็นพวกพ้องของตนเองและญาติ ของรัฐมนตรีในพรรคการเมืองตนเองได้ประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบจากการประมูลงาน และเป็นคู่สัญญากับรัฐ ส่งผลให้รัฐต้องสูญเสียเงินงบประมาณเกินกว่าความเป็นจริง หลายพันล้านบาท
พฤติกรรมการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐมนตรีทั้ง ๕ คนดังที่ได้ กราบเรียนมาข้างต้น ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน อย่างร้ายแรง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และทรัพยากรธรรมชาติซึ่งถูกทําลาย ไม่มีความเสมอภาคในการได้รับการจัดสรรทรัพยากรจากภาครัฐของประชาชน เกิดความเหลื่อมลํ้าในสังคมทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ทําให้ข้าราชการประจําเสียขวัญกําลังใจ ที่จะปฏิบัติราชการ กระทบต่อระบบการแต่งตั้งราชการอย่างร้ายแรง ภาพลักษณ์ การทุจริตคอร์รัปชันของข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจําเป็นที่ประจักษ์ ต่อสายตาของประชาชนชาวไทยและประชาคมโลก ส่งผลให้การจัดอันดับเครดิต ของประเทศตกตํ่าลง และการทุจริตในโครงการของรัฐนับวันจะยิ่งขยายวงกว้างออกไป อย่างไม่มีที่สิ้นสุด หากปล่อยให้รัฐมนตรีทั้ง ๕ คนบริหารราชการแผ่นดินต่อไปจะทําให้ เกิดความเสียหายร้ายแรงแก่ประเทศชาติจนยากที่จะแก้ไขเยียวยาได้
จึงได้กราบเรียนท่านสมาชิก ท่านประธานสภา ขอได้โปรดพิจารณา ญัตติของพรรคฝ่ำยค้านซึ่งสมาชิกได้นําเสนอมาสู่สภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ เพื่อโปรดพิจารณาก่อนที่จะลงมติในคราวต่อไป ขอขอบคุณครับ