โสภณ ซารัมย์ ระบุความภาคภูมิใจในความเป็นครู 25 ปี และมีความบริสุทธิ์ใจในการทำงาน ระบุว่าไม่มีการใช้คําพูดที่ไม่เหมาะสมในประเด็นรถไฟฟ้ามหานครสายสีม่วง และวิพากษ์วิจารณ์ประธานสภาในการพูดถึงโครงการนี้ว่าไม่มีรายละเอียด และไม่แม่นยำเกี่ยวกับประวัติของโครงการ นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องเงื่อนไขการกู้เงินจากไจก้า และเงื่อนไขการยกเลิกสัญญา และเรียกร้องให้กระทรวงคมนาคมตรวจสอบการดำเนินการของ รฟม. (รถไฟแห่งประเทศไทย) และไจก้า (บริษัทที่ร่วมทุน)
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม โสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขอชี้แจงประเด็นที่ท่านสมาชิกฝ่ายค้านได้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจผม แล้วก็ยื่นถอดถอนผม ต่อวุฒิสภา
ผมก็กราบเรียนว่าประเด็นที่ท่านสมาชิกอภิปรายที่จบไปนั้น ต้องขอบคุณนะครับที่รู้ว่าผมเป็นครู แล้วผมก็กราบเรียนท่านประธานไปยังสภาแห่งนี้ว่า ชีวิตการเป็นครู ๒๕ ปีได้มาดํารงตําแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นสิ่งที่ ผมภาคภูมิใจ และเป็นสิ่งที่ผมอยากกราบเรียนต่อท่านประธานสภาไปยังสภาแห่งนี้ว่า ความเป็นครูของผมจะไม่ได้กล่าวเท็จต่อสภาแห่งนี้ ส่วนใครที่สงสัยในเรื่องความบริสุทธิ์ใจ ในการทํางานผมนี่สิ่งศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นที่จะตัดสิน ฉะนั้นใครก็ตามที่สงสัยผมพร้อมที่จะ กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ตลอดเวลา ฉะนั้นผมขอกราบเรียนท่านประธานสภาว่าวันนี้ ท่านได้กล่าวหาผมแม้แต่ใช้คําพูดอะไรต่าง ๆ ผมเรียนต่อท่านประธานสภาไปยัง ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ด้วยว่าท่านจะได้ยกมือให้ผมโดยไม่ต้องกังวลใจว่า ผมไม่ได้โง่บัดซบ สิ่งที่ผมมีอยู่ในตัวนี้ผมไม่เอามาทิ้งในตําแหน่งที่บอกว่าเป็นรัฐมนตรี แล้วทําอะไรให้ประเทศชาติบ้านเมืองเหมือนกับรัฐมนตรีที่ทําไว้ในอดีต ฉะนั้น ท่านกล่าวหาผมในกรณีรถไฟฟ้ำสายสีม่วงซึ่งเป็นประเด็นที่ผมต้องขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานสภาไปยังสภาแห่งนี้ว่าผมขอลําดับที่ไปที่มาเพื่อให้ท่านสมาชิกได้เข้าใจ
ผมกราบเรียนอย่างนี้นะครับเรื่องนี้ที่ไปที่มาของโครงการรถไฟฟ้ำ สายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) ที่ผมจะกราบเรียนประธานสภานะครับว่าโครงการที่ท่าน กล่าวอ้างว่าในรัฐบาลยุคพรรคไทยรักไทยหรือท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณได้เกิดโครงการนี้ขึ้น ผมไม่ปฏิเสธครับแต่ว่าท่านพูดไว้เฉย ๆ ท่านพูดโดยไม่มีรายละเอียดว่าจะทําอะไร กรอบรายละเอียดท่านพูดไว้ว่าอยากได้รถไฟฟ้ำสายนี้ ที่ต้องยกเครดิตให้จริง ๆ ก็คือ วันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๐ รัฐบาล คมช. ในยุคนั้นที่มีท่าน พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีได้มีมติคณะรัฐมนตรีกําหนดกรอบวงเงินในโครงการรถไฟฟ้ำ สายสีม่วงนี้ ๓๑,๒๑๗ ล้านบาทอย่างที่ท่านสมาชิกอภิปราย นี่ครับคนที่เขาต้นกําเนิด จริง ๆ คือรัฐบาลยุค คมช. ที่มีมติชัดเจนว่ากรอบวงเงินที่เขาใช้สร้างอย่างเป็นทางการ ส่วนก่อนหน้านั้นคุยไว้เฉย ๆ โครงการก็ลําดับมาเป็นตามลําดับ จนมาถึงรัฐบาลที่ท่าน กล่าวถึงคือรัฐบาลอดีต ฯพณฯ สมัคร สุนทรเวช ยุคพรรคพลังประชาชน ในวันที่ ๒๖ ปรากฏว่าก็เป็ นรูปเป็ นร่างอีกเหมือนกัน ในวันที่ ๒๖ มีนาคมรัฐบาลชุดนั้น โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ไปเซ็นสัญญาฉบับแรก นี่คือสัญญาฉบับแรก ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไปเซ็นเป็นหนังสือแลกเปลี่ยนความร่วมมือระหว่าง รัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่นในกรอบที่คล้าย ๆ หนังสือคํ้าประกัน เขาคํ้าประกันกันบอกว่า เขาจะกู้เงินในวงเงิน ๑๗,๐๐๐ ล้านบาท ขณะนั้นก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไปเซ็นกันที่สถานทูตญี่ปุ่ น โดยมี เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นเป็นตัวแทนของรัฐบาลญี่ปุ่น ฉะนั้นในวันที่ ๒ นี่เขากําหนดกรอบวงเงิน โดยไม่รู้แหล่งวงเงินว่าจะใช้เงินที่ไหน วันที่ ๒๖ บรรลุข้อตกลงระหว่างประเทศไทย กับประเทศญี่ปุ่นรู้ว่าต้องใช้เงินของประเทศญี่ปุ่นมาก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้ำสายสีม่วง แล้วรัฐบาลก็เซ็นฉบับแรกไว้ ๑๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท นี่เป็นรูปเป็นร่างแล้ว ต่อมา ในวันที่ ๓๑ ผู้แทนของรัฐบาลไทยในขณะนั้น นี่คือยุคของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคมขณะนั้นและผู้ว่าการ รฟม. ได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นไปเซ็นสัญญาเงินกู้ นี่คือ เรียกว่าสัญญาเงินกู้ โลน อะกรีเมนท์ (Loan agreement) ฉบับนี้ ๑๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท นี่คือสัญญาเงินกู้ก้อนแรก และในวันเดียวกันนี้ในการไปครั้งนี้ก็ไปเซ็นฉบับที่ ๒ ฉบับที่ ๒ นี้เป็นการเซ็นเมโมแรนดัม (Memorandum) ข้อตกลงที่จะใช้เงินในโครงการนี้ ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เซ็นวันเดียวกันนี้ ๒ ฉบับ สิ่งที่ท่านทําวันนั้นการเซ็นเงินกู้ที่จะ ใช้เงินจากไจก้า ครั้งนั้นรู้แล้วว่าเป็นตัวแทนของไจก้า คนที่เป็นตัวแทนของรัฐบาลไทย ในนาม รฟม. ก็คือนายประภัสร์ จงสงวน คนที่เป็ นตัวแทนของรัฐบาลญี่ปุ่ นก็คือ นายมัตซูโมโตะคือตัวแทนไจก้ากับตัวแทนผู้ว่าการ รฟม. เขาเซ็นกัน เซ็น ๒ ฉบับ ฉบับหนึ่งความตกลง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งกรอบทั้งโครงการนี้ ฉบับที่ ๒ ก็ ๑๗,๐๐๐ กว่าล้านบาทสัญญาเงินกู้ก้อนแรก การเซ็นครั้งนั้นมีเงื่อนไขของการเซ็นว่า ดังนี้ เงื่อนไขที่ไปเซ็นครั้งนั้นก็คือ
๑. เงินนี้จะนํามาใช้จ่าย นี่คือเงื่อนไขของการเซ็นระหว่างไจก้า
๒. การประกวดราคาต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของไจก้า
๓. การกู้เงินต้องไม่ครอบคลุมถึงภาษีมูลค่าเพิ่ม
๔. การดําเนินการในการประกวดราคาต้องได้รับความเห็นชอบจากไจก้า ทุกขั้นตอน กรณีที่มีข้อพิพาทต้องใช้อนุญาโตตุลาการเป็นตัวตัดสิน
๕. ต้องยอมรับค่าธรรมเนียมเงินกู้คอมโพเนนท์ ชาร์จ (Component charge) ร้อยละ ๐.๑ หากไม่มีการเบิกจ่ายภายใน ๑๒๐ วัน
๖. การยกเลิกการประกวดราคาต้องเป็ นตามเงื่อนไขที่ตกลง และความเห็นชอบจากไจก้า
เงื่อนไขของการตกลงที่จะยกเลิกสัญญาคือ
๑. ราคาสูงกว่ากรอบเป็นจํานวนมาก
๒. ไม่มีการแข่งขัน
๓. คุณสมบัติ ไม่มีการผ่านคุณสมบัติของบริษัทที่ยื่น
๓ ประการนี้ นี่คือสิ่งที่ท่านไปเซ็นไว้เมื่อวันที่ ๓๑ ทั้ง ๒ ฉบับ และการทํา ครั้งนั้นท่านทําผิดครั้งแรก เพราะการไปเซ็นกรอบสัญญาเงินกู้กับการเจรจากู้เงิน ต้องนําเข้ารัฐสภาเพื่อให้สมาชิกรัฐสภาได้พิจารณาตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านไม่ได้ทํา ท่านทําผิดรัฐธรรมนูญ ท่านอย่ามากล่าวหาผม ในรัฐบาลชุดนี้ เมื่อเข้ามาบริหารประเทศจึงได้เอาสัญญาเงินกู้ ๒ ฉบับและกรอบการเจรจาเข้าสู่รัฐสภา ให้พิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อให้โครงการนี้ได้ถูกต้อง ต่อไปโครงการนี้ก็เดินไปตามลําดับ จนมาถึงวันที่ ๑๗ มิถุนายน อย่างที่ท่านกล่าวถึง เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมขณะนั้นอย่างที่ท่านพูด ไม่ผิดครับคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้เสนออนุมัติเพิ่มกรอบวงเงินจาก ๓๑,๒๑๗ ล้านบาท เป็น ๓๖,๐๕๕ ล้านบาท นี่คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เสนอในวันที่ ๑๗ มิถุนายน ในการเสนอครั้งนี้ดําเนินการไม่ละเอียดพออีก คือการเสนอ กรอบวงเงินครั้งนี้โดยคิดจากการใช้ค่าเคมาคํานวณบวกกับอัตราเงินเฟ้ อซึ่งจะไม่สะท้อน กับราคาที่เป็ นจริง ที่จริงเขาต้องคิดราคายูนิต คอสท์ (Unit cost) ราคาต่อหน่วย ปรากฏว่าการเสนอกรอบวงเงินครั้งนั้นก็เสนอแบบไม่ละเอียดพอ มันจึงเกิดปัญหาขึ้นมา ซํ้าสอง ในขณะเดียวกันระหว่างที่มีการเสนออนุมัติกรอบสัญญาอนุมัติกรอบวงเงินนี้ ท่านทราบไหมครับว่าระหว่างนี้ในวันที่มีการขายซองประกวดราคากันแล้ว ในวันที่ ๓๑ มีนาคม มีการลงนามเซ็นสัญญาแหล่งเงิน ท่านก็กลับมาทําทีโออาร์ เพื่อประกวดราคา จนได้ทีโออาร์ประกวดราคาระหว่างวันที่ ๒๒ เมษายน ถึงวันที่ ๒ พฤษภาคม การดําเนินการมาเรื่อย ๆ จนถึงขั้นร่างทีโออาร์ประกวดตามวิธีการจัดซื้อจัดจ้าง ตามระเบียบที่ รฟม. มี แล้วก็ตามระเบียบที่ไปตกลงกับไจก้าเอาไว้ ฉะนั้นทีโออาร์ กําหนดเสร็จ ร่างเสร็จ ทําเสร็จในวันที่ ๒๒ เมษายน ถึงวันที่ ๒ พฤษภาคม มีการขาย เอกสารการประกวดราคา ส่วนที่ผมกราบเรียนว่าวันที่ ๑๗ มีการขยายกรอบวงเงิน ขยายกรอบวงเงินขณะที่มีการขายซองประกวดราคาแล้ว จึงมีคนนําเรื่องนี้ไปร้องที่ ป.ป.ช. ป.ป.ช. ก็รับเรื่องนี้ไว้ไต่สวน ประกอบกับการทําครั้งนั้นคือไปขยายคุณสมบัติ ของผู้เข้ารับงานครั้งนี้คือไปปรับปรุงคุณสมบัติให้เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันก็ไปปรับ คุณสมบัติของผู้รับเหมาให้สูงขึ้น คนที่จะเข้าคุณสมบัติงานนี้ได้ ๑๑ รายก็เหลือ ๖ ราย คนก็ไปร้อง ป.ป.ช. อีก ป.ป.ช. ก็รับเรื่องนี้ไว้ตรวจสอบ ฉะนั้นผมกราบเรียนว่าสิ่งที่วันนี้ การทํางานโครงการที่รัฐมนตรีกํากับหน่วยงานของรัฐวิสาหกิจอยู่นี่ต้องกํากับครับ ไม่ใช่ไปแทรกแซงจนเขาร้อง ป.ป.ช. ฉะนั้นโครงการก็พัฒนาไปเรื่อย ๆ จนมาถึง เดือนสิงหาคม ในเดือนสิงหาคมมีการยื่นซองประกวดราคา ขายซองในรัฐบาล ยุคท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร พรรคพลังประชาชน อนุมัติกรอบวงเงินในยุคพรรคพลังประชาชน ท่านนายกรัฐมนตรีสมัครอย่างที่ท่านเรียนแล้ว ท่านพูดไม่จบ ท่านพูดครึ่งเดียว วันนี้สิ่งที่ ท่านพูดมันจึงเป็นเท็จ แล้วก็ขายซองในยุคนี้ ฉะนั้นการขายซองประกวดราคา การยื่นซอง ประกวดราคาเขาเขียนราคาไว้หมดแล้วว่าบริษัทไหนจะใส่เท่าไร เขาเขียนไว้หมด เขามีอยู่ ๓ ซองที่จะยื่นคือ ๑. ซองคุณสมบัติ ๒. ซองเทคนิค ๓. ซองราคา ถ้าซองคุณสมบัติผ่าน ก็ไปเปิดซองเทคนิค ซองเทคนิคผ่านก็ไปเปิดซองราคา ทั้งหมดนี้ก็เป็นไปตามระเบียบ วิธีการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานตามโครงการปกติ ก็ดําเนินการมาจนถึงวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๑ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ รัฐบาลชุดนี้เข้ามา บริหารประเทศ ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๑ สิ่งที่เกี่ยวข้องกับผมคือในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๒ ถึงเดือนกรกฎาคมนี่ปรากฏว่าเขามี การเปิดซองราคาครบทั้ง ๓ ซองราคา เขาเปิดกันในเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม และคณะกรรมการก็ให้ความเห็นชอบราคาทั้ง ๓ สัญญานี้ แต่ที่จริงผมไม่ทราบ ผมมาทราบเมื่อวันที่ ๒๗ วันที่ ๒๗ กรกฎาคมมีหนังสือถึงกระทรวงคมนาคมฉบับหนึ่ง นี่คือหนังสือถึงกระทรวงคมนาคมเมื่อวันที่ ๒๗ สาระสําคัญของหนังสือที่ รฟม. มีถึง กระทรวงคมนาคม ให้กระทรวงคมนาคมเห็นชอบการประกวดราคา เห็นควรให้กระทรวง คมนาคมเสนอให้ ครม. อนุมัติให้ รฟม. ไปเซ็นสัญญา นี่คือสิ่งที่ รฟม. ทํามาถึงกระทรวง คมนาคม หนังสือก็มาตามระเบียบวิธีบริหารราชการ ก็ไปที่สํานักงานปลัดกระทรวง สํานักงานปลัดกระทรวงเขาก็ส่งไปที่สํานักกฎหมาย สํานักกฎหมายเขาดูแล้วว่ามันไม่มี ข้อความใด ๆ ที่จะต้องให้รัฐมนตรีไปเห็นชอบการประกวดราคา ฉะนั้นสํานักกฎหมาย เขาจึงมีหนังสือโต้ตอบไปที่ รฟม. อันนี้คือสํานักกฎหมายที่เขาโต้ตอบไป รฟม. ว่าในกรณี ที่ขอให้เสนอ ครม. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบผลการประกวดราคาและอนุมัติให้ รฟม. ไปทําสัญญากับผู้ว่าจ้างนั้น สํานักกฎหมายพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องและมติ คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๐ เห็นว่าไม่มีข้อความใด ๆ ในเรื่องดังกล่าว ที่จะนําเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นชอบอีก สํานักกฎหมายจึงแจ้งให้ รฟม. พิจารณาประเด็นนี้ด้วย สรุปคือเขาส่งคืน เขาบอกว่าไม่ใช่หน้าที่ของรัฐมนตรีที่จะมา ให้ความเห็นชอบราคา ไม่ใช่หน้าที่ของ ครม. ที่จะมาอนุมัติให้ รฟม. ไปทําสัญญา หลังจากนั้นในวันที่ ๔ วันที่ ๕ มีหนังสือมาถึงกระทรวงคมนาคม ๒ ฉบับติดต่อกัน ฉบับแรกเขาบอกว่าเขารายงาน อันนี้คือเขารายงานให้กระทรวงได้เห็นว่าเขาปรับราคางาน สิ่งที่เขาเสนอในวันที่ ๔ วันที่ ๕ ก็คือหนังสือที่มาที่กระทรวงคมนาคมเสนอให้ รฟม. ขอรับทราบผลการประกวดราคา ๓ สัญญาและเปลี่ยนโครงสร้างภายในจากกรอบวงเงิน ๓๖,๐๕๕ ล้านบาท สิ่งที่ผมได้เห็นจากหนังสือ ๒ ฉบับ นี่คือสิ่งที่ รฟม. เสนอมาที่ผม ที่ผมเห็นหนังสือฉบับนี้ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ท่านสมาชิกได้อภิปราย แต่ท่านอภิปรายไม่ครบ นี่คือหนังสือเอกสาร