จตุพร พรหมพันธุ์ หารือเรื่องการถืออาวุธสงครามของส.ส. และเรียกร้องการดำเนินการตามกฎหมาย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการดำเนินการยุติธรรมต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 23 ธันวาคม 2550 และการชุมนุมเมื่อปี 2553 โดยเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างจริงจัง
ผมถามนายสุเทพในฐานะที่เป็น ประธานคดีพิเศษแทนนายอภิสิทธิ์ ดูแล ก.ตร. แทนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีสิทธิไหม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อย่าว่าแต่ในสภาเลยครับ ถือปืนอูซี่ได้อย่างไร ผมเรียนต่อ ท่านประธานว่านี่ผิดกฎหมายชัดเจน นายสุเทพเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยซํ้า เพราะตัวเองเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง มีชายไทยเป็น ส.ส. ถืออาวุธสงคราม
ท่านประธานที่เคารพ ประเด็นต่อมาครับ การประกาศ พ.ร.ก. การบริหาร ราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินอ้างเรื่องการก่อการร้ายในมาตรา ๑๑ แต่คําว่าผู้ก่อการร้าย ยังไม่ได้คิดครับ ถ้ารัฐบาลโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ล่วงรู้ว่าจะมีการก่อการร้ายจริง ทําไมจึงไม่ประชุมเตรียมความพร้อมที่ให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม เขามาเป็นคนรับผิดชอบร่วม แต่คําว่าผู้ก่อการร้ายเกิดขึ้นมาได้อย่างไรครับ ท่านประธาน เกิดเหตุการณ์วันที่ ๑๐ เมษายน มีประชาชนตายกว่า ๒๑ ชีวิต มีทหารเสียชีวิต ประมาณ ๕ นาย ถามหัวใจของผม ผมไม่ต้องการทั้งทหารและประชาชนจะต้องมาตายเลย เพราะทหารก็ประชาชนคนไทย พวกผมก็เป็นประชาชนคนไทย เหตุการณ์นี้ผ่านไป ๒ วัน นายอภิสิทธิ์เองถึงขนาดพูดว่าตายแล้วเหมือนเกิดใหม่ อารัมภบทกันในพรรคไม่ใช่หรือว่า โชคดีที่ไปเจอชายชุดดําเข้ากลายเป็นยาสามัญประจําบ้าน รีบโผล่ออกมาตอนแรก พรวดพราดเลย บอกอย่างไรครับ บอกว่าชายชุดดํานี่แหละครับเป็นคนสังหารทหาร และประชาชน หลังจากนั้นอย่างไรครับ นึกได้บอกว่าไม่ใช่แล้ว ชายชุดดําเป็นชุดเดียวกับ เสื้อแดงยิงทหาร แล้วประชาชนใครฆ่า หน้าที่ของรัฐบาลมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ
มาตรา ๘๑ ที่ต้องคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลให้พ้นจาก การล่วงละเมิด ทั้งโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐและโดยบุคคลอื่น และต้องอํานวยความยุติธรรม แก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน
ชายชุดดําจะเป็ นใครก็ตามที่มีการถ่ายภาพให้เห็นประมาณ ๔ คน ถามท่านประธานผ่านไปยังนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ว่ามีคนบาดเจ็บ ๘๐๐ กว่าคน ตายรวมสะระตะนี่นะครับ ไปตายเพิ่มที่เขาดินตอน ๕ ทุ่มครึ่ง รวมกันแล้วตายประมาณ ๒๘ ศพ บาดเจ็บ ๘๐๐ กว่าคน ท่านเชื่อหรือครับว่ามีคน ๔ คนเท่านั้นที่สามารถดลบันดาล ทั้งทหารและประชาชนได้ ชายชุดดําจะเป็ นใครก็ตามเป็นหน้าที่ของนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพจะต้องไปจับกุม รวมกระทั่งคนลั่นกระสุนปืนใส่ประชาชน แล้วก็เป็นกรรมการเดียวกับที่นายอภิสิทธิ์เคยร้องกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เรื่องการสลายการชุมนุมในยามวิกาลในยามคํ่าคืน ผมเรียนกับท่านประธานนะครับว่า นายอภิสิทธิ์โผล่มาหลังจากนั้น ๒ วันบอกว่าชายชุดดํา ตอนแรกบอกว่าสังหารประชาชน สังหารทหาร ตอนหลังพรรคพวกบอกว่าเดี๋ยวไม่มีผู้ร้ายก็บอกว่าชายชุดดําเป็นพวกเดียวกับ เสื้อแดงสังหารทหาร แล้วประชาชนใครเป็นคนฆ่าครับนายกรัฐมนตรี ผมเรียนกับ ท่านประธานนะครับว่าพวกผมไม่มีหน้าที่บอกว่าใครเป็นพวกบ้าง แต่วันนั้นถ้านายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ หยุดการเข่นฆ่าประชาชนหรืออ้างว่าหยุดการขอพื้นที่คืนหลังจาก ดวงอาทิตย์ได้ลับฟ้ำไปแล้ว ชายชุดดําหรือชายชุดอะไรนั่นมันจะโผล่ขึ้นมาได้อย่างไร นายอภิสิทธิ์ไม่ใช่หรือที่ตําหนิรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่เป็นเหตุให้คน ๒ คนได้ตาย และมีคนบาดเจ็บ ท่านก็ไปร่วมงานศพสารวัตรจ๊าบทั้งที่ตํารวจเขาสันนิษฐานเลยว่า เป็นระเบิดที่พาไปเองแล้วระเบิด ท่านก็ยังยกย่องว่าคนเหล่านั้นเป็นวีรชนอันอาจหาญ แต่ประชาชนล่ะครับ ประชาชนที่เขาตายและบาดเจ็บ ลองไปสํารวจความรู้สึกของเขาไหม เขาเป็นประชาชน เหมือนเวลานายสุเทพยกตัวอย่างมีชาวพม่าคนหนึ่ง แล้วทําไม ท่านไม่บอกว่ามีชาวญี่ปุ่น ๑ คนล่ะ ชาวอิตาลี ๑ คน ชาวแคนาดา ๑ คน หรือประเทศพม่า มันเป็นชาติที่เล็กกว่าประเทศแคนาดา ประเทศญี่ปุ่ น หรือประเทศอิตาลี เขาก็มี ความเป็นมนุษย์ ทัศนะความเป็นมนุษยชาติของท่านตํ่ามาก ผมเรียนกับท่านประธานถามว่า พวกผมต้องการปรองดองหรือไม่หลังจากมีการบาดเจ็บล้มตายของประชาชน มีการเจรจา ก่อนหน้านี้อย่างที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อธิบาย ผมก็ได้บอกกับนายอภิสิทธิ์ต่อหน้าว่า ผมเห็นว่าที่มาของท่านไม่ชอบ ประชาชนเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ เขาไม่ได้เลือกท่าน ให้มาเป็นเสียงข้างมาก ท่าน ๑๖๔ เสียง พรรคพลังประชาชน ๒๓๓ เสียง เจตนารมณ์ ของประชาชนเขาให้ท่านมาเป็นพรรคฝ่ายค้าน แต่ว่าเมื่อมีอํานาจนอกระบบเข้ามาจัดการ ท้ายที่สุดใครก็ปฏิเสธปั๊ม ปตท. หน้ากรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ไม่ได้ ที่นักการเมืองขึ้นรถตู้เข้าไปจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ภาพอันนี้ละครับมันตราตรึง เราจึง บอกว่าต้องคืนอํานาจให้กับประชาชน ถ้าประชาชนเขาเห็นว่าท่านทําถูกเขาก็เลือกท่าน แล้วเราก็เสนอทางออกกันว่านายอภิสิทธิ์ พรรคประชาธิปัตย์ พวกผม หรือใครก็ตาม เราก็ ไปได้ทั้งประเทศ ท่านไปภาคอีสานได้ ไปภาคเหนือได้ ผมไปปักษ์ใต้ได้ ภาคกลาง ใครก็ไปกันได้อยู่แล้ว กรุงเทพฯ ต่างคนต่างก็ไปกันได้ บรรยากาศแบบนี้ละครับที่เรา ต้องการว่าถ้าท่านชนะพวกผมก็หยุด ยอมรับโดยดุษฎีไม่มีปัญหาอะไรเลย ทําสัญญา ตกลงใจกันได้ด้วยซํ้าว่าบรรยากาศของบ้านเมืองกําลังไปได้ด้วยดี ท่านติดอยู่ที่ ๙ เดือน เวลานั้นผมต้องการยุบสภา ๑๕ วัน แต่บรรยากาศเวลาที่สถานการณ์มันเนิ่นกันมา เกิดการตายวันที่ ๑๐ ท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้นเมื่อท่านยื่นแผนปรองดอง ในวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ผมได้ฟังแล้วก็มีการประชุมกันว่าเราจะเอากันอย่างไร สังคมเวลานั้นความตาย ความสูญเสีย เหมือนเหตุการณ์พฤษภาคม ๒๕๓๕ หลังเหตุการณ์นั้นใครก็ต้องการให้บ้านเมืองเกิดความสงบ ไม่ต้องการให้ใครฆ่ากันตาย อีกแล้ว อารมณ์แบบนั้นท่านเสนอปรองดอง แปลความกันว่าใครก็ไม่ขัดข้อง พวกผม ก็ไม่ขัดข้อง ท่านบอกว่าจะไม่ปรองดองกับผู้ก่อการร้าย พวกผมก็บอกว่าแล้วจะไป ปรองดองกับฆาตกรมันได้อย่างไร แต่เราบอกว่าเพื่อให้ประเทศมันเดินได้ เลือกตั้ง ๑๔ พฤศจิกายนไม่มีปัญหา ยุบสภาตอนแรกสงสัยวันก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ที่มันสะดุดเพราะอะไรครับ การเรียกร้องให้มีการยุบสภานั้นมีการตายกว่า ๒๐ ชีวิต บาดเจ็บกว่า ๘๐๐ ชีวิต พวกผมขออะไรกับท่าน พวกผมบอกว่าจะไม่ขอนิรโทษกรรม ในคดีก่อการร้ายและคดีล้มสถาบัน และให้ท่านกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ต้องเข้าสู่ กระบวนการยุติธรรมเช่นเดียวกัน ข้อหาบงการใช้จ้างวานฆ่าและข้อหาปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ
ท่านประธานที่เคารพ คดีแบบนี้มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย ดีเอสไอนี่แหละ กรณีฟ้ อง พลตํารวจโท สมคิด บุญถนอม ขออนุญาตเอ่ยชื่อ ข้อหาอุ้มฆ่านายอัลลูไวรี่ นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย เขาไม่ยื่น ป.ป.ช. เพราะอายุความ ๑๕ ปี ขาดอายุความ ดีเอสไอยื่นฟ้ องต่อศาลอาญาในคดีฆ่า ซึ่งศาลประทับรับฟ้ องในช่วงเวลาของเดือนสุดท้าย ก่อนที่ขาดอายุความ ๒๐ ปี ผมจึงบอกกับนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ ผ่านประธานสภาว่า เราบอกให้ท่านเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม นายสุเทพไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรีเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เราเพียงแค่ให้นายสุเทพเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจะเป็นดีเอสไอหรือจะเป็นกองปราบปราม ก็ตาม ในกรณีที่ประชาชนเขาไปแจ้งความดําเนินคดีหรือแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ ในข้อหาบงการจ้างวานฆ่าแล้วท่านก็ไปสู้คดี เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในความหมายนั้น แม้ว่าจะมีหมายเรียกหรือไม่มีหมายเรียกก็ตาม ผมยังไม่ได้เรียกร้องหมายจับเลย ท่านไปรับทราบข้อกล่าวหาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาหรือจะต่อสู้คดีอย่างไร นั่นเป็นกระบวนการ เริ่มต้น พวกผมว่าท่านรับเสร็จ ผมยังเจรจากับเจ้าหน้าที่ตํารวจอยู่เลยว่าถ้านายสุเทพ เทือกสุบรรณ ไปดีเอสไอรับทราบข้อกล่าวหาในวันนั้น นัดกันแล้วว่าเราจะให้เจ้าหน้าที่ตํารวจ พร้อมสื่อมวลชนไปตรวจทุกที่ทุกอณูของการชุมนุม ซึ่งปกติทั้งที่สะพานผ่านฟ้ำลีลาศ ที่ราชประสงค์ ให้นักข่าวสื่อมวลชนไทยและเทศไปได้ทุกที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้ามีกองกําลัง ติดอาวุธ ๕๐๐ คน บัดนี้ข่าวมันไปทั่วโลกแล้วละครับ แต่ผมเรียนกับท่านประธานว่า นายสุเทพไปดีเอสไอ ปรากฏว่าไปรับทราบว่ามีคนมาแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ พวกผมเองยังสงสัยว่านี่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วหรือยังท่านประธาน ไปตาม หัวหน้าคณะผู้พิพากษาในศาลฎีกา อย่างนายอุดม มั่งมีดี รุ่นเดียวกับอาจารย์มานิตย์ พลตํารวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน พลตํารวจโท ชัชจ์ กุลดิลก และทีมทนายความว่า การที่นายสุเทพไปดีเอสไอแล้วเซ็นชื่อรับทราบว่ามีคนไปแจ้งความร้องทุกข์นั้นถือว่าเข้าสู่ ในกระบวนวิธีพิจารณาความแล้วหรือยัง นักกฎหมายไม่ว่าจะเป็นตํารวจ ไม่ว่าจะเป็น อดีตหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ทนายความ ฟันธงเหมือนกันหมดบอกว่านี่ไม่ใช่เข้าสู่ วิธีพิจารณาความอาญา พวกผมก็จึงเรียกร้องกันใหม่เพราะอะไรครับท่านประธาน ผมเป็นนักการเมือง พวกผมนี่แหละครับส่วนหนึ่งเป็นนักเคลื่อนไหว ส่วนหนึ่งก็เป็น นักการเมือง ถ้าเรามาต่อสู้ไม่มีใครตายแล้วเราได้วันเลือกตั้งเรามีสิทธิกลับครับ แต่เรา ได้วันเลือกตั้งแลกกับกว่า ๒๐ ชีวิต แลกกับ ๘๐๐ ชีวิตในขณะนั้นที่ได้รับบาดเจ็บเสียดวงตา แขน ขา เราจะยุติการชุมนุมโดยบอกว่าเราได้วันเลือกตั้งแล้วแล้วเราไปเอาชัยชนะ การเลือกตั้ง ผมบอกกับพรรคพวกในเวลานั้นว่าอย่าว่าแต่ไปตอบคําถามกับประชาชนเลย ตอบคําถามกับตัวเองยังไม่ได้เลยว่าแท้ที่จริงแล้วคุณต้องการวันเลือกตั้งโดยเอาชีวิต ประชาชนมาแลกครับ ผมบอกกับพี่น้องประชาชนกันมาตั้งแต่ต้นครับท่านประธาน ถ้าต้องเอาชีวิตประชาชนวันนั้นซึ่งเขาตายเพียงแค่ ๒๐ กว่าคน บาดเจ็บเพียงแค่ ๘๐๐ คน แลกกับวันเลือกตั้งผมไม่เอา และถ้าเอาชีวิตคืนมาได้ท่านอยู่ไป ๔ ปีเลยครับ ครบไปเลย แต่ความคิดของพวกเรานั้นที่นายสุเทพจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเหมือนกับ ๑ ใน ๕ ข้อ ของการปรองดองของท่านปรากฏว่านายสุเทพก็ไม่ยอม แล้วนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เลือกหนทางอื่นครับ นั่นคือหนทางฆ่าประชาชน คําว่าขอพื้นที่คืนนี่คือการฆ่า ที่สะพานผ่านฟ้ำลีลาศ การกระชับพื้นที่นี่คือการฆ่าที่ราชประสงค์และจุดอื่น ๆ ผมเรียนกับ ท่านประธานว่าถ้านายสุเทพ เทือกสุบรรณ ไม่เห็นแก่ตัวจะไม่มีประชาชนบาดเจ็บล้มตาย อีก ๕๐ คน และบาดเจ็บอีกร่วมพันคนตามหลังจากนั้น ท่านคุมหน่วยงานดีเอสไอ คุมสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ท่านประธานลองดูสิครับ คําสั่งของนายอภิสิทธิ์เรื่องจัดตั้ง ศูนย์อํานวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน มีนายสุเทพเป็นผู้อํานวยการ มีรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการเหล่าทัพ มีอัยการสูงสุด มีอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ แล้วพอไปดูคณะกรรมการคดีพิเศษว่าทุกเรื่องที่เป็นคดีพิเศษจะต้องผ่านคณะกรรมการ ก็มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นประธาน มอบหมายให้กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นประธาน และไม่ว่าจะเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม อัยการสูงสุด ปลัดกระทรวงมหาดไทย ก็ล้วนแต่เป็นกรรมการ ศอฉ. มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารประชาชนทั้งสิ้น นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ท่านประธานที่เคารพ ก็เป็นกรรมการ ศอฉ. ร่วมในการฆ่าประชาชน แล้วถามว่ากระบวนการยุติธรรมในประเทศไหนบ้างครับที่ฝ่ายฆ่าประชาชนมาเป็น คณะกรรมการในการดําเนินคดีฝ่ายถูกฆ่า ผู้ฆ่าเป็นฝ่ายดําเนินคดีฝ่ายถูกฆ่า แล้วท่าน ก็บอกว่าปรองดองกันเถอะ นี่คือความยุติธรรมแล้ว ถามว่าถ้าพวกท่านมาอยู่ในจุด ของพวกผมบ้างท่านจะยอมรับไหม แต่วันนั้นเราต้องการให้ประเทศเดินหน้า เห็นว่านี่เป็น ผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นผลประโยชน์ต่อเนื่องตามที่อภิปรายกันมาเมื่อกี้นี้ ตัวเอง เป็นประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ ตัวเองเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตัวเอง เป็นปลัดกระทรวงอยู่ทั้ง ศอฉ. และคณะกรรมการคดีพิเศษซึ่งต้องถูกดําเนินคดีข้อหา บงการใช้จ้างวานฆ่าและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ คดีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบส่ง ป.ป.ช. คดีฆ่าไปตามกระบวนการวิธีพิจารณาความอาญา ท่านประธานที่เคารพ แต่ปรากฏว่า สิ่งเหล่านี้ท่านอธิบายอะไรครับ อธิบายว่านี่คือกระบวนการยุติธรรมแล้ว ท่านต้องมี ความรู้สึกสิ เวลาผมจะมาอภิปรายพวกท่านบอกว่าผมไม่เกี่ยวข้อง ผมนี่ฝ่ายถูกฆ่า ท่านเป็นฝ่ายฆ่า ถ้าพวกผมเป็นผู้ก่อการร้าย ท่านก็คือฆาตกร