สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓

สุเทพ เทือกสุบรรณ หารือเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตํารวจ ทหาร ในการรักษาความสงบเรียบร้อย และยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามหลักสากล และไม่ได้ทําร้ายประชาชน โดยพูดถึงการชุมนุมของแกนนำและประชาชน ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ และเรียกร้องให้กรมชลประทานเร่งแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดอุบลราชธานี และอธิบายว่าการใช้อาวุธโดยเจ้าหน้าที่เป็นไปตามหลักการและแนวทางที่กำหนดโดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) และไม่ได้มีการใช้กระสุนจริงเพื่อโจมตีประชาชน แต่เป็นการป้องกันการโจมตีจากฝ่ายที่มีอาวุธและก่อการร้าย

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนกับท่านประธานต่อครับว่าในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตํารวจ ทหาร ที่เข้ามารักษาความสงบนี้ เขาก็ได้ปฏิบัติตามคําสั่งของศูนย์อํานวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน อย่างเคร่งครัด เราได้บอกกับเจ้าหน้าที่ประชุมซักซ้อมกันชัดเจนครับว่าเราจะหลีกเลี่ยง ไม่ใช้ความรุนแรงกับพี่น้องประชาชน ผมเรียนกับท่านประธานครับ แม้ว่าผมจะ เป็นผู้อํานวยการศูนย์อํานวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ว่าในการทํางานนี่เราทํางาน ในรูปคณะกรรมการ มีผู้หลักผู้ใหญ่จากกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ จากกองทัพต่าง ๆ นั่งประชุมปรึกษาหารือกัน ระดมความคิดระดมสมองเพื่อที่จะหาวิธีการปฏิบัติที่ดีที่สุด ที่นุ่มนวลที่สุดป้ องกันไม่ให้เกิดการสูญเสีย ท่านผู้บัญชาการทหารบกเองได้อบรมทหาร ทุกครั้งที่ประชุมบอกว่าทหารเป็นทหารของประชาชน ต้องเป็นสุภาพบุรุษ ต้องรักษา เกียรติยศ เป็นลูกหลานประชาชน ต้องคิดว่าประชาชนที่มาชุมนุมนี้เขามีสิทธิมาชุมนุมได้ ตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญได้ให้ความคุ้มครองเอาไว้ เมื่อเขามาชุมนุมด้วยความสงบ ปราศจากอาวุธ เรายํ้าอย่างนี้กันตลอดเวลา ทหารทุกคนขึ้นใจครับ ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าเมื่อเหตุการณ์มันบานปลายขึ้น เมื่อการชุมนุม ได้กลายเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบ เป็นการชุมนุมที่ไม่ได้ปราศจากอาวุธอย่างที่สมควรจะได้รับ การคุ้มครองตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว เราก็ยังพยายามที่จะปฏิบัติด้วยความนุ่มนวล อยู่อย่างเช่นเดิม ผมกราบเรียนกับท่านประธานครับ ตัวอย่างที่ผมจะยกให้เห็นชัดเจนคือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ลาดหลุมแก้ว ที่สถานีไทยคม ท่านสาทิตย์ได้เรียนกับท่านประธาน และท่านสมาชิกไปแล้วถึงเหตุผลความจําเป็นที่เราต้องระงับยับยั้งไม่ให้สถานีโทรทัศน์ พีทีวี (PTV) เผยแพร่คําปลุกปั่นยุยงให้ประชาชนกระด้างกระเดื่องลุกขึ้นก่อเหตุร้าย ในบ้านเมือง เราเห็นว่านั่นเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นก็ได้ดําเนินการไปตามกฎหมาย เพื่อให้สถานีไทยคมเขาหยุดการถ่ายทอดสัญญาณพีทีวี แต่ว่าคนเสื้อแดงก็ประกาศว่า จะบุกสถานีไทยคม เราก็ส่งเจ้าหน้าที่ทหารและตํารวจไปเฝ้ำสถานีไทยคม ไปตั้งแต่วันที่ ๗ ตอนเย็นครับท่านประธาน แล้วก็ปรากฏว่ามีท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย ได้นํากลุ่มคนเสื้อแดงเข้าไปบุกสถานีไทยคมจริง ๆ ตั้งแต่คืนวันที่ ๗ คืนวันที่ ๗ ทั้งคืน พยายามผลักดันอยู่กับเจ้าหน้าที่ของเรา วันที่ ๘ อีกวันหนึ่งจนถึงดึกถึงคํ่า แล้วเรื่องถึงไป เกิดขึ้นวันที่ ๙ ที่พี่น้องประชาชนทั้งหลายได้เห็นการถ่ายทอดทางโทรทัศน์จากสถานีหนึ่ง ในเหตุการณ์วันที่ ๙ นั้นจะเป็นพยานได้เป็นอย่างดีว่าแท้ที่จริงแล้วไม่ใช่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ ที่บุกเข้าไปทําร้ายประชาชน แต่ปรากฏว่าได้มีแกนนํานําเอาประชาชนบุกเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่พยายามปฏิบัติตามหลักสากลทุกอย่าง ใช้เครื่องขยายเสียงเจรจา พูดจา ด้วยความนุ่มนวล เจอก้อนหิน เจอก้อนอิฐ เจอเหล็กแหลม เจ้าหน้าที่พยายามที่จะใช้นํ้าฉีด ฉีดได้นิดเดียวกระชากคนขับลงมาควบคุมตัวเอาไว้ เจ้าหน้าที่ใช้แก๊สนํ้าตา โชคไม่ดีครับ ท่านประธาน ลมเกิดพัดมาทางฝ่ายเจ้าหน้าที่โดนเราเสียเอง กลุ่มผู้ชุมนุมบุกไปถึง ตัวเจ้าหน้าที่ ปืนกระสุนยางก็ยิงไม่ได้เพราะว่าถึงตัวเสียแล้ว เจ้าหน้าที่มีอาวุธจริง อยู่บางส่วนที่จะต้องถือไว้เพื่อคุ้มครองตนเองก็ไม่ได้ใช้ ยอมล่าถอย มีคนโทรศัพท์ มาตําหนิผมมากมายว่าปฏิบัติการอย่างนี้แย่ ใช้ไม่ได้ ไม่แข็งแรง ไม่เข้มแข็ง แต่เจ้าหน้าที่ ยอมล่าถอยออกจากสถานีไทยคมเพราะไม่ต้องการทําร้ายประชาชน ภาพนี้ผมคิดว่า คนทั้งประเทศไทยได้เห็นได้รู้ไปพร้อม ๆ กัน เป็นข้อพิสูจน์เป็นอย่างดีว่าเจ้าหน้าที่ทหาร ทุกคนมีระเบียบ มีวินัย และยึดมั่นในคําสั่งเคร่งครัด ไม่ได้ทําร้ายประชาชนเลย ทั้ง ๆ ที่เจ้าหน้าที่ของเราบาดเจ็บมากมายครับในวันนั้น

สําหรับกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ ๑๐ เมษายน ผมขออนุญาต กราบเรียนกับท่านประธานครับ ไม่ว่าคุณไพจิต ศรีวรขาน จะกล่าวหาว่าเราพูดจาเล่นลิ้น ใช้คําเลี่ยงไปเลี่ยงมา ผมเรียนจริง ๆ ว่าไม่ได้เลี่ยงครับ ตรง ๆ เลยคือต้องการขอพื้นที่คืน ทําไมต้องขอพื้นที่คืนครับ เพราะว่าผู้ชุมนุมตั้งเวทีปราศรัยที่สะพานผ่านฟ้ำลีลาศ แต่ว่า ยึดเนื้อที่การชุมนุมตั้งแต่สี่แยกคอกวัว อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มาจนถนนอู่ทองใน หน้าสภา ตลอดเลยครับ ประชาชนคนกรุงเทพฯ สัญจรไปมาไม่ได้ ระหว่างกรุงเทพฯ กับฝั่งธนบุรีเป็นอัมพาต พี่น้องประชาชนเดือดร้อนกันมาก ยิ่งท่านชุมนุมนานเท่าไร เขายิ่งเดือดร้อนมากขึ้นเท่านั้น ท่านประธานครับ ตอนแรก ๆ มีคนมาชุมนุมเป็นแสนคน คนกรุงเทพฯ ก็เข้าใจ คนชุมนุมมากก็ต้องใช้เนื้อที่มาก แต่ว่าตอนหลังเขาย้ายการชุมนุม บางส่วนไปยึดสี่แยกราชประสงค์ คนส่วนใหญ่ก็ไปที่สี่แยกราชประสงค์ ที่นี่ที่เคยมี เป็นแสนคนก็เหลือมาแค่หมื่นคน บางคืนมี ๒๐,๐๐๐ คน ๓๐,๐๐๐ คน กลางวันเหลือ ๘,๐๐๐ คน เหลือ ๑๐,๐๐๐ คน แต่ว่ายังคงยึดพื้นที่ถนนราชดําเนินตลอดทั้งสาย เหมือนเดิม เราจึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปเจรจาครับ คุณวิชัย สังข์ประไพ ที่ท่านคุ้นหน้าคุ้นตาดีอยู่นั่นละครับไปเจรจาขอพื้นที่คืน ขอว่าให้ท่าน มาชุมนุมกันตั้งแต่หน้าสะพานผ่านฟ้ำลีลาศมาจนถึงสี่แยก จปร. ได้ไหม แล้วด้านโน้นก็ขอ จากสี่แยกคอกวัว อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ทําไมขอตรงนั้นครับท่านประธาน ต้องการให้ สะพานพระราม ๘ และสะพานพระปิ่นเกล้าเปิดให้คนกรุงเทพฯ คนฝั่งธนบุรีเขาสัญจร ไปมาหาสู่กันได้ ลดปัญหาการจราจรที่ติดขัด เพราะว่าเมื่อท่านไปยึดสี่แยกราชประสงค์ ทางโน้นก็ติดขัดเต็มที่อยู่แล้วทางนี้ก็ติดขัดอีก กรุงเทพฯ ก็จะเป็นอัมพาต คนเดือดร้อน นี่คือเหตุผลว่าทําไมถึงใช้คําว่าขอพื้นที่คืน ขอพื้นที่การจราจรคืนให้กับพี่น้องประชาชน ทั่วไป ไปเจรจาแล้วไม่ได้ผล ท่านไม่ให้ วันนั้นพูดอะไรกับท่านท่านก็ไม่ยอมทั้งนั้นละครับ ท่านก็ใหญ่คับบ้านคับเมือง พวกผมก็จําเป็นครับท่านประธาน ก็ต้องใช้กําลังเข้าไป การใช้กําลังที่ว่านี้ก็ปฏิบัติตามหลักสากลทุกอย่างทุกประการ ท่านประธานจะเห็นในทีวี คนทั่วไปก็ได้เห็นครับ เราใช้เจ้าหน้าที่เรียงหน้าเป็นแถวเป็นปึกเลยครับแล้วก็ถือโล่ ถือกระบอง มีรถนํ้า มีรถเครื่องขยายเสียง ปฏิบัติตามขั้นตอนสากลทุกขั้นตอนครับ แล้วก็ ปฏิบัติการในเวลากลางวันครับ ท่านไพจิตที่กล่าวหาจะได้เข้าใจ ตั้งใจว่าจะเคลื่อนออกไป ตอนบ่ายโมงครึ่งแต่ว่าไม่ทันออกครับ บ่ายโมงกว่า ๆ ไม่ทันได้บ่ายโมงครึ่งท่านก็ เคลื่อนขบวนปิดล้อมกองทัพภาคที่ ๑ เสียแล้ว ไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่เราออก ตรงนั้น ต้องสู้กันต้องยันกันอยู่นานแล้วเจ้าหน้าที่ก็ออกไปได้ ท่านจะเห็นว่าจากกองทัพภาคที่ ๑ ไปจนถึงผ่านกระทรวงศึกษาธิการ ผ่านข้างทําเนียบรัฐบาลข้ามไปสะพานมัฆวานรังสรรค์นั้น ดันกันไปดันกันมาอยู่อย่างนั้นไม่ได้มีเหตุรุนแรงอะไรขึ้นเลย มีการขว้างแก๊สนํ้าตาใส่กันบ้าง เจ้าหน้าที่ขว้างไปใส่ท่านท่านก็ขว้างกลับมาหาเจ้าหน้าที่ ผมยังสงสัยว่าพวกท่าน เอาแก๊สนํ้าตามาจากไหนตั้งเยอะตั้งแยะ แต่ว่าเมื่อเจ้าหน้าที่เราเห็นว่ากําลังของประชาชน มีมาก มีการเตรียมการมาอย่างดี แล้วก็กระบองของเราสั้นแค่นี้ครับ ของท่านเล่นยาว มาเป็นวาสู้ไม่ได้เข้าไม่ถึง ท่านมียุทธวิธีมาก ผมยังไม่เคยเห็นครับ นี่ก็ได้ความรู้ใหม่ ใช้บันไดยาว ๆ ครับแล้วก็ถือกันหลาย ๆ คนวิ่งชนเจ้าหน้าที่ เอารถแท็กซี่วิ่งชนเจ้าหน้าที่ อย่างนี้เป็นต้น เจ้าหน้าที่เขาก็ถอยมาตั้งหลักอยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการ ผมเห็นว่าภาพ อย่างนั้นวันนั้นที่ในข่าวต่างประเทศ ประเทศไหน ๆ เขาก็ทําอย่างนี้ครับ เป็นสากลไม่ได้ มีอะไรที่รุนแรง เหตุรุนแรงมันไปเกิดที่โน่นครับสี่แยกคอกวัว อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา พอตอน ๖ โมงกว่าเราได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทุกคนหยุดปฏิบัติการ ได้เท่าไรเอาเท่านั้นไม่เป็นไร ได้แค่หน้ากระทรวงศึกษาธิการก็อยู่ที่หน้ากระทรวงศึกษาธิการ ส่วนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สี่แยกคอกวัว ได้ตรงไหนก็หยุดอยู่ตรงนั้น แต่ปรากฏว่า โชคร้ายครับแกนนําได้ปลุกระดมเอาประชาชนไปล้อมทหารที่นั่น ที่จริงล้อมมาตั้งแต่ ตอนที่ทหารกําลังเคลื่อนขบวนเข้ามาแล้วครับ ที่ท่านบอกว่าเอารถเกราะมามากมาย นั่นไม่ได้ผลหรอกครับ ประชาชนเขาไปล้อมหมดตั้งแต่อยู่บนสะพานพระปิ่ นเกล้าแล้ว แล้วที่ท่านบอกว่าเอาอาวุธยุทโธปกรณ์มามากมายที่จะมาเข่นฆ่าประชาชน อันนั้น ก็ไม่จริงครับ อาวุธเหล่านั้นอยู่ในรถครับ ไม่ได้เอามาแจกจ่ายให้ทหารได้ถือไว้เลย ท่านทั้งหลายยึดรถได้ก็ยึดอาวุธเอาไปหมด ทั้งหมด ๖๘ กระบอกครับ ผมก็กราบเรียนกับ ท่านประธานอย่างนี้ ทีนี้เวลาเจ้าหน้าที่เขาจะถอนตัวนี่ครับถอนออกมาไม่ได้เพราะว่า ถูกล้อมหน้าล้อมหลังอยู่ แล้วก็มีผู้ก่อการร้าย ผมต้องเรียกคํานี้ครับ เพราะว่าไม่สามารถ จะเรียกคําอื่นได้ คือคนที่แฝงตัวอยู่ในผู้ชุมนุมใช้อาวุธสงครามยิงใส่เจ้าหน้าที่ ทั้งปืนเอ็ม ๑๖ ทั้งปืนอาก้า ทั้งปืนเอ็ม ๗๙ แล้วก็เหมือนที่ท่านสมาชิกบางท่านได้รับในที่ประชุมนี้ เมื่อเช้าว่ามีสไนเปอร์ด้วยยิงมาจากบนตึกครับ ผมต้องเรียนกับท่านตรง ๆ ครับในมุมมองของท่านท่านกล่าวโทษผม กล่าวโทษเจ้าหน้าที่ แต่ภาพที่ผมเห็นจากจอทีวีที่ออกมารายงานที่ผมได้รับทราบผมเรียนกับท่านเลยครับ ท่านไปพิจารณาใหม่ พวกอ้ายโม่งเหล่านั้นแหละครับยิงทั้งเจ้าหน้าที่ ยิงทั้งคนที่บริสุทธิ์ ต้องการที่จะให้มีคนตายมาก ๆ แกนนําจะรู้ด้วยหรือไม่กี่คนผมไม่ทราบ แต่ผมเชื่อว่า บางคนรู้ บางคนอาจจะไม่รู้ รู้ว่าจะต้องสร้างสถานการณ์ให้รุนแรงขึ้น จะต้องให้มียอด คนตายมาก ๆ จะได้เอาไปโฆษณาชวนเชื่อกล่าวอ้างเหมือนที่พยายามจะกล่าวอยู่ทุกวันว่า ทหารฆ่าประชาชนเพื่อที่จะปลุกระดมทําสงครามประชาชนอย่างที่ประกาศกันไว้บนเวที ท่านประธานครับ ไม่ใช่ผมใส่ร้ายคนได้ยินกันทั้งประเทศพูดจาอย่างนี้กันจริง ๆ แล้วสถานการณ์ในวันที่ ๑๐ เมษายนก็เป็นอย่างนี้ ผมสิครับที่ควรจะเสียใจเพราะผมเป็น ผู้อํานวยการศูนย์อํานวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินสั่งให้เจ้าหน้าที่เดินมือเปล่า มีอาวุธ มีกระบอง ไปให้พวกท่านยิง เจ้าหน้าที่ที่ตายนั้นก็ลูกหลานประชาชนนะครับ เป็นคนที่มี คุณค่ากับประเทศนี้กับชาตินี้เหมือนกัน ตายทีเยอะแยะ วันนั้นวันเดียวครับเจ้าหน้าที่ของเรา บาดเจ็บ ๓๕๘ นาย เสียชีวิตไป ๕ นาย ท่านประธานครับ ทหารเขากลับมาถึงกรมถึงกอง เขาบอกกับผมว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีไปรบไปทําสงครามยังไม่เสียหายมากมาย ขนาดนี้ นึกไม่ถึงว่าพี่น้องประชาชนคนไทยด้วยกันเองจะต้องมีเหตุมาปะทะกันอย่างนี้ ผมกราบเรียนกับท่านประธานครับ หลังจากเหตุการณ์วันที่ ๑๐ เมษายนเราก็สรุป บทเรียนครับ ตั้งแต่เหตุการณ์วันที่ ๑๐ เมษายนเป็นต้นมาทางศูนย์อํานวยการแก้ไข สถานการณ์ฉุกเฉินจึงได้มีคําสั่งให้เจ้าหน้าที่ที่ออกปฏิบัติการถืออาวุธได้เพื่อป้ องกันตนเอง แต่การที่จะถืออาวุธวันนั้นก็ยังคิดเป็นห่วงพี่น้องประชาชน ผมยังไปขอให้เจ้าหน้าที่ตํารวจ ทหาร ทั้งหลายแทนที่จะใช้เอ็ม ๑๖ ใช้ปืนเอชเค (HK) ทั้งหมดให้เปลี่ยนเป็นปืนลูกซอง เพราะเราเห็นว่าปืนลูกซองน่าจะทําอันตรายให้กับพี่น้องประชาชนน้อยที่สุด แล้วก็ มีการฝึกซ้อมซักซ้อมกันอย่างดีว่าเวลายิงนี่ยิงเตือนก่อนยิงลงพื้นถ้าเขายังพุ่งเข้ามา จะทําร้ายเจ้าหน้าที่ก็ยิงในระดับตํ่าไม่สูงเกินระดับเข่า อันนี้เป็ นเรื่องจริงครับ ที่คุณไพจิต มาต่อว่าผมว่าพูดอย่างทําอย่างไม่ใช่ครับ สั่งอย่างนี้แล้วเจ้าหน้าที่ก็ฝึกซ้อมไว้อย่างนี้แล้ว ก็เตรียมที่จะไปทําอย่างนี้ จะเห็นหลายภาพนะครับ คุณไพจิตอาจจะเคยเห็น มีภาพหนึ่ง ที่ประชาชนคนหนึ่งพยายามที่จะไปจุดไฟเผารถนํ้ามันแล้วเจ้าหน้าที่ก็ยิงที่ขาวิ่งเขยก ๆ ไป นั่นเป็นหลักฐานที่ยืนยันในสิ่งที่ผมพูดได้

ท่านประธานที่เคารพครับ แต่ว่าเมื่อเราได้บทเรียนว่ามีคนใช้สไนเปอร์ พวกสไนเปอร์อยู่บนหลังคาที่สูงแล้วใช้ยิงเจ้าหน้าที่เราไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ถูกผู้ก่อการร้าย เหล่านั้นยิงทิ้งยิงขว้างเหมือนก่อนแล้วละครับ ในการปฏิบัติการครั้งต่อ ๆ มาเราถึงได้ให้มี เจ้าหน้าที่หน่วยระวังป้ องกันครับ เวลาเจ้าหน้าที่ไปตั้งด่านอยู่ที่ไหนเราก็จะให้มี หน่วยป้ องกันระวังอยู่ข้างบนคอยคุ้มครองเจ้าหน้าที่ในระดับพื้นดิน แต่ว่า ศอฉ. ได้ออกคําสั่งถึงเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายให้ปฏิบัติตามกฎของการใช้อาวุธอย่างเคร่งครัด กฎของ การใช้อาวุธอย่างเคร่งครัดที่ว่านี่ครับท่านประธาน เจ้าหน้าที่ที่ถืออาวุธจะยิงใส่คน ที่ถืออาวุธเท่านั้น ไม่ยิงประชาชนมือเปล่า นี่ผมกราบเรียนกับท่านประธานได้ แล้วเจ้าหน้าที่ที่มาปฏิบัติการหลายหมื่นคนได้รับรู้รับทราบเรื่องนี้พร้อม ๆ กัน แล้วก็ ยึดปฏิบัติในแนวนี้ ที่ท่านไพจิตบอกว่าผมพูดอย่างทําอย่าง ผมเรียนว่าไม่ใช่ครับ ผมไม่เคยปฏิเสธข่าวเลยครับ ไม่เคยปฏิเสธเลยว่าเจ้าหน้าที่ใช้กระสุนจริง ตั้งแต่เหตุการณ์ วันที่ ๑๐ เมษายนเป็นต้นมานี่ครับเราจําเป็นที่จะต้องใช้กระสุนจริงในการระวังป้ องกัน ตามที่ ศอฉ. ได้ให้แนวทางกับผู้ปฏิบัติเอาไว้ และผมเรียนครับว่าในการปฏิบัติทั้งหมด นับตั้งแต่เหตุการณ์วันที่ ๑๐ เมษายนเป็นต้นมานั้นถ้าท่านไปติดตามเหตุการณ์ที่แท้จริง ก็จะเห็นว่าทุกเหตุการณ์ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าหน้าที่ถือปืนไปไล่ปราบประชาชน ไปไล่เข่นฆ่า ประชาชน แต่เป็นเรื่องที่ฝ่ายผู้ชุมนุมรวมทั้งผู้ก่อการร้ายที่แฝงตัวอยู่นั้นบุกเข้าไปโจมตี เจ้าหน้าที่ทั้งสิ้น กรณีที่ราชประสงค์ครับ ผมกราบเรียนกับท่านประธานว่ารัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรี และ ศอฉ. ไม่เคยมีแผนการที่จะเข้าสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ แต่อย่างใดทั้งสิ้น แผนการที่เรากําหนดเอาไว้ก็คือว่าค่อย ๆ ใช้มาตรการกดดันให้พี่น้อง ประชาชนเลิกการชุมนุมไปเอง ที่เรียกว่าวิธีการปิดวงล้อมทั้งหลาย อย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้กราบเรียนกับสภาแห่งนี้ไปแล้วเมื่อตอนเช้าปิดทั้ง ๔ ด้านครับ แต่ปิดไว้ห่าง ๆ ด้านตะวันตกโน่นครับอยู่หน้าสนามกีฬา ด้านตะวันออกอยู่ที่ซอยนานาครับ ด้านทิศเหนือ อยู่ที่ซอยหมอเหล็ง ด้านทิศใต้อยู่ที่แนวพระราม ๔ ไม่ได้มีการเผชิญหน้ากันเลยระหว่าง เจ้าหน้าที่ของเรากับพี่น้องประชาชนที่ชุมนุมอยู่ นี่คือข้อเท็จจริง แต่ว่าเราตั้งด่านตรงนั้น แข็งแรงครับตรวจตราคนที่จะเข้าจะออก วัตถุประสงค์ใหญ่คือป้ องกันไม่ให้มีการเติมคน เข้าไปยังที่ชุมนุมเพิ่มขึ้น แต่ถ้าคนจะออกให้ออกครับ นี่คือสิ่งที่เราทําแล้วก็ได้ผลครับ จากที่เคยชุมนุมกันคืนละ ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ คนก็ค่อย ๆ ลดลงมา ๆ ตามลําดับ และนั่นคือเหตุผลที่ทําให้ฝ่ายที่นิยมความรุนแรงยกกําลังเข้าไปบุกทําร้ายเจ้าหน้าที่ ไปโจมตีด่านถาวรทั้งหลายของเจ้าหน้าที่

ท่านประธานครับ ท่านไพจิต ศรีวรขาน ได้พูดถึงเรื่องจํานวนยอดของ ผู้บาดเจ็บและผู้ล้มตาย ผมอยากจะขอความกรุณาท่านไพจิตฟังผมสักนิด เราเริ่ม กระบวนการปิดล้อมเมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ตั้งแต่วันที่ ๑๓ พฤษภาคมมาจนถึงวันที่ ๑๘ พฤษภาคมครับ นั่นแหละครับมีผู้บาดเจ็บมากที่สุดและมีผู้เสียชีวิตมากที่สุด ผู้บาดเจ็บทั้งหมด ๓๕๒ ราย มีตํารวจ ทหาร ที่บาดเจ็บ ๙ นาย เสียชีวิต ๒ นาย พลเรือน บาดเจ็บ ๓๐๓ คน เสียชีวิต ๓๘ คน นี่คือยอดของความสูญเสียของเหตุการณ์ทั้งหมด ที่เป็นยอดใหญ่ที่สุดตั้งแต่มีการชุมนุมมาตั้งแต่วันที่ ๑๒ มีนาคมเป็นต้นมาจนถึงวันสุดท้าย ๑๙ พฤษภาคม ที่เสียชีวิตมากที่สุดและบาดเจ็บมากที่สุดเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากช่วง ของคืนวันที่ ๑๓ พฤษภาคมถึงคืนวันที่ ๑๘ พฤษภาคม และทั้งหมดนั้นไม่มีเหตุการณ์ใด ที่ทหารวิ่งเข้าไปบุกเข้าไปปราบปรามประชาชน มีแต่กลุ่มคนเหล่านั้นบุกเข้ามาหา เจ้าหน้าที่และถูกเจ้าหน้าที่ยิงป้ องกันตัวเอง เป็นข้อเท็จจริงที่ผมต้องกราบเรียนกับ ท่านประธานครับ ผมต้องกราบเรียนกับท่านประธานครับว่าพวกเราก็เสียใจกันทุกคนที่มี คนบาดเจ็บ ที่มีคนเสียชีวิต ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม แต่ผมก็ต้องขอพูดความจริงครับ ถ้าจะมาอ้างกันบอกว่าผู้เสียชีวิตทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ ผมคิดว่าท่านอาจจะพูดเร็วไปหน่อย เพราะว่าผมได้ให้เจ้าหน้าที่ไปติดตามประวัติคนเหล่านี้เพราะผมอยากรู้ว่าเป็นใคร มาจากไหน ผู้เสียชีวิตหลายคนเป็นการ์ด นปช. แน่นอน ผู้เสียชีวิตบางคนเป็นผู้ต้องหา คดียาเสพติด ผู้เสียชีวิตบางคนพรากผู้เยาว์ ผู้เสียชีวิตบางคนเป็นผู้ต้องหาคดีอนาจาร ผู้เสียชีวิตบางคนเป็นผู้ต้องหาคดีซ่องโจร ยาเสพติด ผู้ต้องหาคดีทําร้ายร่างกาย และมีผู้เสียชีวิตบางคนเป็ นคนต่างประเทศที่หลบหนีเข้าเมือง ท่านประธานครับ ผมไม่ได้ไปปรักปรําผู้ที่เสียชีวิตเหล่านั้น แต่ผมต้องการให้เราได้มองข้อเท็จจริงให้ตรงกัน ผมไม่ต้องการที่จะมาพูดจาทั้งหมดนี้เพื่อต่อความยาวสาวความยืด แต่ว่าเมื่อท่าน อภิปรายแล้วท่านกล่าวหารุนแรงว่าท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และผมเป็น คนใจดําอํามหิตสั่งให้เจ้าหน้าที่เข้าไปปราบปรามเข่นฆ่าประชาชน ผมคิดว่าข้อหานั้น ไม่เป็นธรรม ไม่ได้มองตามข้อเท็จจริง ท่านชอบผมหรือไม่ชอบผม ท่านชอบนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์หรือไม่ชอบนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ นั่นเป็นสิทธิของท่าน แต่อย่างน้อยท่านควรจะ มีความเป็นธรรมในการให้คําวินิจฉัยโดยเปิดรับความจริงทุกด้านทุกมุม

ท่านประธานที่เคารพครับ มาถึงตรงนี้ผมยังกราบเรียนยืนยันกับ ท่านประธานว่าทุกขั้นตอนในการปฏิบัติการเราได้ดําเนินการด้วยความสุขุม ด้วยความรอบคอบ ด้วยความระมัดระวัง แล้วก็หลีกเลี่ยงการสูญเสียอย่างมากที่สุด ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศที่ติดตามเหตุการณ์มาจนถึงวันนี้ อย่างน้อยที่สุดผู้ที่มีความเป็นธรรมในหัวใจทั้งหลายก็ต้องยกมือสาธุว่าเหตุการณ์นี้จบลง ด้วยการสูญเสียที่น้อยที่สุด นี่เป็นข้อเท็จจริงที่ผมอยากจะกราบเรียน ถ้าท่านจะโห่ผม ก็ไม่เป็นไร เพราะผมก็เข้าใจท่านอยู่ดีว่าท่านคิดอะไร