สุเทพ เทือกสุบรรณ ชี้แจงเรื่องการยึดกุมพระรูปหนึ่งที่มีอาวุธ และหารือเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ทหารใช้ปืนจ่อหัวตํารวจ โดยระบุว่าเกิดจากความเข้าใจผิดระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชนที่ออกมาปกป้องชุมชนของตนเอง และเรียกร้องให้ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทนและอดกลั้นเพื่อให้เหตุการณ์สงบ
ท่านประธานครับ ผมไม่ประสงค์ที่จะพูดเรื่องนี้ซํ้าแล้วซํ้าอีก แต่ว่าเมื่อท่านสมาชิกยกขึ้นมาผมก็ต้องมาชี้แจง ผมก็เอาภาพนี้มาชี้แจงว่าตอนแรกก็เป็นพระอย่างนี้นั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์มาครับ ต่อมา ก็กลายเป็นอย่างนี้ครับ คือไปจับกุมแล้วมีอาวุธแล้วก็มาร่วมกับเขาด้วย แล้วผมก็ได้ บอกชื่อตรงกับที่คุณเชาวรินพูดชื่อสุขปัญญา คดขวาน้อย เรื่องก็มีแค่นี้ครับ ผมขออนุญาต
กราบเรียนท่านประธานต่อไปครับ ในประเด็นที่ท่าน ส.ส. ไพจิต ศรีวรขาน ได้หยิบขึ้นมาอภิปรายบอกว่าจับกุมตามความผิดฐานที่ทําความผิดต่อพระราชกําหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แล้วเอาไปขังคุก ผมต้องกราบเรียนกับ ท่านประธานอย่างนี้ว่าต้องแยกแยะ ในกรณีที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นการใช้ อํานาจตามพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินก็จะมีข้อห้าม หลายอย่าง เป็นต้นว่า ห้ามไม่ให้มีการชุมนุมมั่วสุมตั้งแต่ ๕ คนขึ้นไป ห้ามใช้ถนน สายนั้นสายนี้อะไรต่าง ๆ ถ้ามีคนทําความผิดอย่างนี้ เราก็ไปขอหมายศาล ได้หมายศาลแล้ว เราก็ไปจับกุม การจับกุมต้องเอาไปควบคุมตัวไว้ในที่ที่กําหนด เอาไปไว้ที่คุกไม่ได้ ไปไว้ที่ทัณฑสถานไม่ได้ เหมือนกับตอนนี้ครับที่ควบคุมตัวคุณวีระ มุสิกพงศ์ คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อย่างนี้ก็ต้อง เอาไปควบคุมไว้ที่โรงเรียน ตชด. ที่ชะอําครับ ไม่ได้เอาไปขังไว้ในเรือนจําหรือในทัณฑสถาน แต่ว่ากรณีที่ท่านไพจิตยกขึ้นมาว่าคนที่ไปเผาศาลากลางจับได้ อันนั้นเป็นความผิดคดีอาญา วางเพลิง เผาศาลากลางอันนั้นชัดเจนอยู่แล้วก็ต้องดําเนินคดีอาญา เอาไปฝากขัง อยู่ที่เรือนจํา ควบคุมตัวอยู่ที่นั่น ไม่เหมือนกับผู้ที่เราควบคุมตัวในความผิดฐาน พ.ร.ก. ครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนต่อที่ท่านไพจิตได้หยิบมาอภิปรายเรื่องทหารที่เสียชีวิต เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน คือ ร้อยตรี ณรงค์ฤทธิ์ สาระ ท่านก็บอกว่าเป็นเรื่องที่ทหารยิงกันเอง ที่จริงทั้งผม ทั้งคุณไพจิต ก็ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ ไม่น่าที่จะต้องพูดจากันให้เป็นเรื่องยืดยาว เพราะว่าคดีนี้ก็มีคนที่เป็นมืออาชีพที่เขาจะสืบสวนสอบสวนแล้วก็ว่ากันไปตามรูปคดี ที่อยู่ในมือผมเป็นรายงานของแพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ที่ท่านไพจิต ศรีวรขาน ได้อ้างถึงเมื่อสักครู่ แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ได้ให้ความเห็น เอาไว้ว่าผลการพิสูจน์ศพของ ร้อยตรี ณรงค์ฤทธิ์ สาระ ซึ่งวันนั้นเป็นพลทหาร ผู้เสียชีวิต เมื่อเขาไปตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้วเห็นว่าวิถีกระสุนเข้ามาจากมุมสูงจากบนลงมาล่าง จากด้านซ้ายไปทางด้านขวา เป็นกระสุนปืนเล็กยาว ความเร็วสูง ผลการตรวจสอบ หัวกระสุนพบว่าเป็นกระสุนที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ แล้วก็ได้ตรวจสอบร่องรอยเพิ่มเติมว่า รถจักรยานยนต์ที่ ร้อยตรี ณรงค์ฤทธิ์ สาระ ใช้ขับขี่มาก่อนที่จะถูกยิงนั้นมีรูกระสุน ที่เบาะเข้าจากด้านหน้าไปด้านหลังครับ จากซ้ายไปขวา เฉียงทางซ้ายไปขวา แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์สันนิษฐานว่ากระสุนน่าจะยิงมาจากอาคารซึ่งเป็นอาคาร ที่กําลังก่อสร้างอยู่ด้านหลังซึ่งอยู่ติดกับปั๊มนํ้ามัน ปตท. ไม่ใช่ยิงมาจากทหารฝ่ายเดียวกัน นี่ผมก็เรียนให้ทราบเป็นข้อมูล จะถูกจะผิดก็เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่เขาเป็นมืออาชีพ ท่านประธานครับ ท่าน ส.ส. ไพจิตได้ยกภาพคนคลุมหน้าถือปืนซุ่มยิงแล้วก็บอกว่า เป็นทหาร ผมได้รับการยืนยันจากทางกองทัพบกครับว่าภาพที่คุณไพจิตเอามาแสดงนั้น เป็นภาพอาวุธเอ็ม ๑๖ ติดกล้องเล็งและติดท่อลดเสียงซึ่งท่อลดเสียงนี้ไม่มีใช้ในกองทัพ ไม่มีใช้ในสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เขาให้ความเห็นนะครับว่าภาพที่คุณไพจิตเอามาแสดง ไม่ใช่ภาพการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหาร ตํารวจ ในศูนย์อํานวยการแก้ไขสถานการณ์ ฉุกเฉิน ก็อยากจะขอความกรุณาคุณไพจิตได้ช่วยแจ้งด้วยว่าท่านได้ภาพนี้มาจากไหน ถ่ายเมื่อไร อยู่ส่วนไหนของกรุงเทพมหานคร ในวันที่เกิดเหตุ
กรณีต่อไปครับ คุณไพจิตได้พูดถึงเรื่องทหารที่ไปใช้ปืนจ่อหัวตํารวจ ผมกราบเรียนว่าภาพนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่สีลม ท่านประธานคงจําได้นะครับ เมื่อกลุ่มแกนนําได้ประกาศว่าหลังจากที่เขายึดราชประสงค์แล้ว เขาจะไปยึดพื้นที่สีลม ทําให้พี่น้องประชาชนที่ทํามาหากินอยู่บนถนนสีลมก็ตกอกตกใจกันมาก กลัวครับ ร้องขอมาที่ศูนย์อํานวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน เราจึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ทั้งตํารวจ ทั้งทหาร ไปดูแลป้ องกันพื้นที่บริเวณสีลมไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมได้ไปยึดเหมือนกับที่เคย ยึดราชประสงค์มาแล้ว กรณีนี้เกิดจากเหตุการณ์กระทบกระทั่งกันระหว่างประชาชนที่เป็นคนชาวสีลมที่ออกมา ปกป้ องชุมชนของตนเองกับกลุ่มผู้ชุมนุมของ นปช. จากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่ตํารวจ และเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ ถ้าดูในภาพให้ดีก็จะเห็นว่า ต่างฝ่ายต่างก็พยายามทําหน้าที่ของตนแล้วก็ในเวลาที่มีความเครียดเกิดขึ้นอย่างนั้น ก็อาจจะมีความเข้าใจผิดกันอยู่บ้าง แต่ว่าผู้บังคับบัญชาของทั้ง ๒ ฝ่ายก็ได้มาพูดจา อธิบายทําความเข้าใจเป็นที่เรียบร้อย ไม่ได้เป็ นเหตุใหญ่เหตุโตอย่างที่คุณไพจิต ศรีวรขาน ได้นํามาอภิปรายแต่อย่างใด
ท่านประธานครับ มีหลายเรื่องหลายประเด็นที่คุณไพจิตได้เอามาอภิปราย ซึ่งถ้าฟังดูนี่ผมต้องถือว่าเป็นการอภิปรายที่มีนํ้าหนักครับ แต่ว่าเป็นมุมมองของคุณไพจิต มุมเดียว ถ้าคุณไพจิตจะกรุณาได้มองในมุมอื่นบ้างก็จะมีความเข้าใจที่กว้างขวางมากขึ้น คุณไพจิตได้กล่าวหาว่าท่านนายกรัฐมนตรีและตัวกระผมสร้างสถานการณ์ เพื่อให้ สถานการณ์ลุกลามใหญ่โตขึ้น แล้วจะได้อ้างสถานการณ์นั้นมาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อที่จะเอาเจ้าหน้าที่มาปราบปรามประชาชน ผมคิดว่าคุณไพจิตเข้าใจผมผิด เข้าใจ ท่านนายกรัฐมนตรีผิด ผมอยากจะกราบเรียนครับท่านประธาน เราเป็นรัฐบาล เรามีหน้าที่ ดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ความปรารถนาสูงสุดของฝ่ายรัฐบาลก็คือว่า ให้เหตุการณ์สงบเรียบร้อยโดยเร็วที่สุด ท่านนายกรัฐมนตรีลงทุนไปนั่งเจรจาด้วยตัวเอง เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ผู้นํารัฐบาลลงไปเจรจากับฝ่ายที่มาเรียกร้อง ขู่เข็ญ บังคับ แต่ว่าเมื่อไม่ได้รับการสนองตอบเราก็พยายามที่จะแก้ปัญหาด้วยความอดทน ด้วยความอดกลั้นตามลําดับ ไม่เคยคิดเลยครับที่จะทําให้สถานการณ์ขยายตัวใหญ่โตขึ้น คิดอย่างเดียวว่าถ้าเรื่องนี้สงบเรียบร้อยโดยเร็วที่สุดเท่าไรก็จะเป็นผลดีกับประเทศไทย เป็นผลดีกับพี่น้องประชาชนคนไทยมากขึ้นเท่านั้น เราก็พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้มี การกระทบกระทั่ง ไม่ให้มีการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ชุมนุม ท่านประธานครับ ผู้ชุมนุมได้มาตั้งเวทีที่สะพานผ่านฟ้ำลีลาศแล้วก็ยึดถนนราชดําเนินมาตลอดสาย พวกผม ต้องย้ายที่ประชุมจากทําเนียบรัฐบาล ย้ายที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ไปประชุมที่อื่น เพราะไม่ต้องการให้อยู่ใกล้กับผู้ชุมนุม แล้วก็อาจจะเกิดเหตุผู้ชุมนุมบุกเข้ามาปิดล้อม ทําเนียบอาจจะมีปัญหาขึ้นได้ อุตส่าห์ย้ายไปประชุมที่โน่นครับ กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี ๒ ครั้ง ๒ หน ประชุมเสร็จวันหนึ่งออกจากกระทรวงสาธารณสุขได้ไม่กี่นาที ก็เอาปืนเอ็ม ๗๙ ยิงถล่มกระทรวงสาธารณสุข ๒ นัด มีรถของเจ้าหน้าที่ที่นั่นได้รับ ความเสียหาย ท่านประธานครับ นั่นไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งเดียว ในขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุม ได้มาชุมนุมกันอยู่ที่เวทีสะพานผ่านฟ้ำลีลาศบริเวณถนนราชดําเนินอย่างที่ผมว่านี่ ก็มีคนก่อวินาศกรรม เอาปืนเอ็ม ๗๙ ไปยิงที่นั่นที่นี่ ไปยิงใส่ที่ทําการของราชการ ไปยิงใส่ ที่ทําการของธนาคาร เอาปืนเอ็ม ๑๖ เอาปืนพกไปยิงบ้านพักคนโน้นคนนี้ เกิดเหตุ อยู่บ่อยเลยครับหลายครั้งหลายหน แต่เราก็พยายามอดทนครับ แล้วพยายามหลีกเลี่ยง มาตลอด วันนั้นเราได้ข่าวอยู่แล้วครับว่ากลุ่มผู้ชุมนุมได้ประกาศตามล่าท่านนายกรัฐมนตรี ตามล่าผม ที่จริงพูดเลยไปถึงจะล่าครอบครัวด้วยซํ้าไป เราก็ระมัดระวังครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านก็ต้องมาประชุมสภาผู้แทนราษฎร ผมมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ผมก็กังวลใจครับกลัวว่าถ้ากลุ่มคนเสื้อแดง มาล้อมสภาเพื่อตามล่านายกรัฐมนตรีมันก็จะเดือดร้อนกันไปหมด สภาก็จะประชุมไม่ได้ ผมจึงได้ให้เจ้าหน้าที่ได้ประกาศตามกฎหมายวันนั้นคือพระราชบัญญัติการรักษา ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ห้ามใช้ถนนสายราชวิถี ห้ามใช้ถนนอู่ทองในตรงนี้ แล้วก็ไปตั้งด่านไว้ไกลไม่ได้มาล้อมสภาตรงนี้ เพื่อที่จะเป็นการระงับยับยั้งไม่ให้ กลุ่มคนเสื้อแดงเข้ามายึดสภาได้ คุณไพจิตก็เอามาเป็นประเด็นโจมตีผมก็เข้าใจ ผมเข้าใจ ความรู้สึกของคุณไพจิตว่าถ้าตั้งใจจะมาประชุมสภาแล้วเห็นเขาตั้งรั้วลวดหนาม เห็นมีทหารยืนรักษาการณ์อยู่อาจจะไม่พอใจ โดยเฉพาะคุณไพจิตก็อาจจะไม่พอใจพวกผม เป็นทุนอยู่แล้ว ผมเข้าใจ แต่ว่าเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคน ด้วยความสุภาพเรียบร้อย ไม่ได้ห้ามเลยว่าไม่ให้เข้า ทุกคนเข้าได้ เจ้าหน้าที่สภาทุกคน เข้าได้ พวกผมเข้าได้ ผู้แทนฝ่ายค้านหลายคนก็เข้าได้ คุณไพจิตก็เข้าได้หลังจากที่ไป ต่อว่าต่อขานทหารกันมาพักหนึ่ง ผมยังมาอภิปรายอยู่ตรงนี้กับคุณไพจิตเลย แต่ที่ผม ทําไปนั้นไม่ได้คิดที่จะมาทําให้คุณไพจิตหรือเพื่อนสมาชิกไม่พอใจแต่ประการใดทั้งสิ้นครับ ด้วยความปรารถนาดีด้วยหวังที่จะปกป้ องสภาเท่านั้น เมื่อมีเสียงตําหนิกันมาก ๆ หลายท่านก็ตําหนิ ผมก็ยอมรับในคําตําหนิครับ ในสัปดาห์ต่อมาผมจึงไม่ได้ให้ทหาร มาตั้งด่านสกัดอย่างที่เคยทํามาในสัปดาห์นั้น แล้วผลมันก็เกิด มันก็เกิดเหตุการณ์วันที่ ๗ เมษายนขึ้น เป็นไปอย่างที่การข่าวของเราได้คาดเอาไว้ก่อน ผมตายใจนึกว่าสมาชิก พรรคเพื่อไทยทั้งหลายอย่างไรกรณีคุณไพจิตและใคร ๆ เขาก็เห็นว่าไม่มีเรื่องแล้ว เสื้อแดง ไม่มาที่นี่แล้ว เราก็มาประชุมสภากันตามปกติครับ แล้วก็ได้ถือโอกาสย้ายที่ประชุม คณะรัฐมนตรีมาประชุมที่สภาด้วย คุณไพจิตก็กล่าวหาว่าเราย้ายที่มาประชุมตรงนี้ เพื่อที่จะยั่วยุกลุ่มคนเสื้อแดงให้มาบุกสภา ผมคิดไม่ถึงว่าคุณไพจิตจะคิดอย่างนั้นได้ แต่ก็เข้าใจเพราะว่าด้วยสมอง ด้วยหัวใจคุณไพจิตเชื่อไปในแนวนั้นเสียแล้ว แต่ผมเรียน กับท่านประธานว่าไม่ได้ตั้งใจมายั่วยุอะไร เน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นสําคัญ ก็คิดว่า ถ้าท่านทั้งหลายมาประชุมกันได้ พวกผมมาประชุมกันบ้างก็คงไม่เป็นปัญหา แล้วก็ เกิดเรื่องครับ ในที่สุดกลุ่มคนเสื้อแดงก็มาบุกสภาพังรั้วเข้ามา ปีนรั้วเข้ามา ผมไม่เห็น เหตุการณ์ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมไม่เห็นเหตุการณ์ ท่านประธานยังดี ได้เดินออกไปดู ไปห้ามอะไรเขา แต่ว่าผมไม่ได้เห็น ผมอยู่ในห้องอาหารรับประทานอาหาร แต่ว่าตอนหลังก็ได้เรียกเจ้าหน้าที่ตํารวจมาซักไซ้ไล่เลียงว่าเกิดอะไรขึ้นก็เป็นหน้าที่ของผม เจ้าหน้าที่ตํารวจก็เล่าให้ผมฟังว่าเขาก็มาอารักขาสภา พยายามที่จะป้ องกัน เจรจาขอให้ กลุ่มเสื้อแดงอย่าบุกเข้ามาในอาคารรัฐสภา ทําท่าว่าจะถอยไปทีหนึ่งแล้ว อยู่ ๆ ก็บุก เข้ามาใหม่ ปีนรั้วเข้ามาใหม่ โดยอ้างว่ามีคนขว้างระเบิดใส่รถปราศรัยของกลุ่มคนเสื้อแดง แล้วก็เอาแก๊สนํ้าตา ๒ กระป๋ องมาโชว์มาแสดงว่านี่คือระเบิดที่ขว้างใส่รถปราศรัยของ กลุ่มเสื้อแดง ท่านประธานครับ ผมไม่ค่อยมีความรู้เรื่องใช้ระเบิด ใช้แก๊สนํ้าตา อะไรนี่หรอก ท่านประธานเคยเป็นทหารมาก่อนคงเข้าใจ แก๊สนํ้าตาเวลาที่เขาจะขว้างเขาคงต้อง มีดึงกระเดื่องสลักอะไรออกก่อน ผมคิดว่าเขาคงไม่ขว้างทั้งกระป๋ องไปอย่างนั้น แต่ว่า นั่นก็น่าแปลกยังอยู่เป็นระเบียบเรียบร้อยสมบูรณ์ทุกอย่างทั้ง ๒ กระป๋ องแล้วถือมาโชว์ ผมไปถามเจ้าหน้าที่ตํารวจทีหลังว่ามันเกิดอะไรขึ้น เขาบอกว่าตอนที่กําลังดันกันไป ดันกันมานี่ครับ ตํารวจที่พกแก๊สนํ้าตาไว้ถูกแย่งไป ๒ กระป๋ อง แล้วเขาก็เอามาเป็น สาเหตุว่าไม่รู้ใครขว้างใส่เขา หาคนลงโทษไม่ได้ เขาก็เล็งเอาผมครับ ประกาศว่าผมต้อง รับผิดชอบ แล้วก็มาตามล่าตัวผม บุกเข้าไปถึงห้องอาหารครับ คนที่บุกเข้าไปหัวโจกนั่น พกปืนไปด้วย ท่านประธานเราจะเห็นรูปในโอกาสต่อไป ผมกราบเรียนท่านประธาน อย่างนี้
ท่านประธานครับ ในชีวิตเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมา ๓๑ ปีเศษ ไม่เคยเจอเหตุการณ์อย่างนี้ แล้วผมก็เห็นพฤติกรรมของเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลายคนที่คอยโทรศัพท์บอกว่าผมอยู่ตรงไหน อย่างไร ก็ไม่เป็นไร ผมก็เข้าใจว่าพวกท่าน ก็อาจจะคิดว่าผมเป็นฝ่ายตรงกันข้าม ทําอะไรผมได้ก็สะใจ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรครับ เป็นครั้งแรกที่หนีคน ท่านประธานครับ วันนั้นผมต้องปีนประตูรั้วออกแล้วก็ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ หนีไป เพราะไม่ต้องการให้เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตมากกว่านั้น ท่านประธานจะเห็นว่า สิ่งที่เราทํานี่ครับ ท่านประธานก็เป็นลูกผู้ชายเหมือนผมที่ต้องหนีคนเขาหัวซุกหัวซุนก็คงมี ความรู้สึกเหมือนกัน แต่ผมคิดว่าศักดิ์ศรีของเราไม่สําคัญเท่ากับเรื่องความสงบเรียบร้อย ของบ้านเมือง นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธาน แล้วก็เรียนถึงเพื่อนสมาชิก บางคนที่เข้าใจผมผิด ผมก็ดีใจครับว่าเมื่อผมออกไปแล้วกลุ่มคนเสื้อแดงเขาก็ถอนกลับไป เหตุการณ์ก็เรียบร้อย ที่ผมนํามากราบเรียนกับท่านประธานยืดยาวเพื่อต้องการที่จะให้ ท่านประธานได้เข้าใจว่าผมได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทน ด้วยความอดกลั้นอย่างที่สุด หลีกเลี่ยงได้หลีกเลี่ยงทุกเรื่องทุกประการหวังจะให้เหตุการณ์สงบ
ผมเรียนกับท่านประธานครับ ที่คุณไพจิตบอกว่าผมและท่านนายกรัฐมนตรี หรือท่านนายกรัฐมนตรีสั่งผมแล้วผมไปสั่งทหารอีกทีหนึ่งให้มาปราบปราม ให้มาเข่นฆ่า ประชาชนนั้น ถ้าท่านคิดอย่างนั้นจริง ๆ เชื่ออย่างนั้นจริง ๆ ผมขอเถอะครับเป็นบาปในใจ ท่านเปล่า ๆ เพราะถ้าท่านเป็นผมท่านก็ไม่คิดอย่างนั้น เราไม่เคยคิดเลยว่าผู้ที่มาชุมนุมนั้น เป็นศัตรู ไม่ใช่คนที่เราจะต้องปราบปราม ผมเรียนกับท่านอย่างตรงไปตรงมาอย่างนี้ละครับ แล้วผมเรียนกับท่านตั้งแต่ต้นครับว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายเป็นนโยบายให้ผม มาตั้งแต่ต้น ไม่ให้ใช้ความรุนแรงกับพี่น้องประชาชนที่มาชุมนุม ผมได้เตรียมการครับ สั่งให้เขาซื้อโล่ ซื้อกระบอง ซื้ออุปกรณ์เอาไว้ให้เพียงพอสําหรับเจ้าหน้าที่ทั้งตํารวจ ทั้งทหาร ในกรณีที่จะต้องมาดันมาต้านกับพี่น้องประชาชน เพราะได้บทเรียนคราวที่แล้ว ที่พัทยาครับ ตํารวจมือเปล่าไม่มีโล่ ไม่มีกระบองสู้ไม่ได้ กลุ่มคนเสื้อแดงบุกเข้าไปถึง โรงแรมที่ใช้ประชุมสุดยอดผู้นําอาเซียนต้องล้มเลิกการประชุมไปกลางคัน เสียชื่อเสียเสียงประเทศชาติยับเยินไปทีหนึ่งแล้วเมื่อปีก่อน เพราะฉะนั้นปีนี้ผมไม่ประมาท ของบประมาณไปซื้อโล่ ซื้อกระบอง ซื้อแก๊สนํ้าตาใหม่ ที่ต้องซื้อใหม่อย่างนี้ ท่านประธานครับ ได้บทเรียนจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ เจ้าหน้าที่ตํารวจใช้แก๊สนํ้าตา ประเภทที่ยิงออกไปจากปืนที่มีระเบิดนะครับ ลักษณะที่ยิงออกไปแล้วระเบิดและเป็นแก๊ส ปรากฏว่าถูกข้อครหาว่าทําให้ประชาชนผู้ชุมนุมบาดเจ็บและเสียชีวิต เป็นเรื่องเป็นราว จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตํารวจต้องถูกให้ออกจากราชการ ผมก็ได้บอกเขาเป็นนโยบายว่า ไปหาซื้อแก๊สนํ้าตาที่มันมีคุณภาพดี ๆ ที่ขว้างไปแล้วไม่ระเบิด ไม่เป็นอันตรายกับประชาชน เตรียมการเอาไว้ครับ แล้วซื้อปืนลูกซองเตรียมไว้ให้ตํารวจ ให้ทหาร ซื้อกระสุนยางไว้ให้ใช้ เตรียมการไว้อย่างนี้เพื่อจะบอกกับท่านประธานว่าไม่ใช่ว่าสั่งว่า