สาทิตย์ วงศ์หนองเตย พูดถึงการถอนร่างพระราชบัญญัติและอธิบายว่าไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหา แต่เป็นการสร้างสมดุลระหว่างการลงทุนและการดูแลประชาชน สิ่งสำคัญคือการปรับเปลี่ยนเนื้อหาของกฎหมายและกระบวนการแก้ไขปัญหาเพื่อสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ความจริงก็ตั้งใจที่จะรับฟังคําถามเพื่อนสมาชิกเพื่อที่จะได้ลุกขึ้นตอบถึงสาเหตุที่รัฐบาล ได้ตัดสินใจที่จะขออนุมัติสภาเพื่อถอนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกไป ในรายละเอียด ผมได้บันทึกคําถามของเพื่อนสมาชิกหลายข้อซึ่งจําเป็นที่จะต้องตอบชี้แจงให้เกิด ความเข้าใจ แต่เนื่องจากว่าเพื่อนสมาชิกซึ่งเพิ่งอภิปรายเมื่อสักครู่นี้ได้กล่าวพาดพิงถึง ท่านนายกรัฐมนตรีและอาจจะเกิดความเสียหายได้ ในทํานองว่าไม่มีวุฒิภาวะผู้นําบ้าง อะไรบ้าง ความจริงแล้วท่านนายกรัฐมนตรีให้ความสําคัญในเรื่องนี้มาโดยตลอดว่า ขณะนี้ท่านประชุมคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร มีหลายประเด็นครับที่พวกท่านเองก็คงจะติดตามอยู่เช่นเดียวกัน เช่นเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเหล่านี้เป็นต้น เพียงแต่ว่า เหตุผลในการที่จะชี้แจงต่อสภาเพื่อที่จะประกอบการขอถอนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมก็สามารถที่จะชี้แจงได้ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อได้รับฟังไปแล้วถ้ามีประเด็นใด ที่จําเป็นจะต้องชี้แจงท่านก็มีความพร้อมที่จะมาชี้แจงต่อสภานี้ ไม่ได้หมายความว่า จะไม่ให้ความสําคัญหรือไม่มีวุฒิภาวะผู้นํา เราจะต้องแยก ๒ เรื่องออกจากกันครับว่า ระหว่างการถอนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกไปกับการดําเนินการแก้ปัญหาในกรณี มาบตาพุด ท่านสมาชิกพูดเสมือนกับว่าเราถอนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกไปแล้ว จะเป็นการสร้างความไม่เชื่อมั่นให้กับนักลงทุน เสมือนกับว่ากรณีมาบตาพุดนั้นรัฐบาล ไม่ได้ดําเนินการอะไรเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่แตกต่างจากข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิง ความจริงแล้ว ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้เพื่อสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปไม่ว่าจะเป็ น เพื่อนสมาชิกจากจังหวัดตรัง จากกรุงเทพมหานคร หรือจากจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ที่อภิปรายไปนั้นก็มีเหตุผลชัดเจนว่าควรจะออกมาตั้งแต่ ในปี ๒๕๕๑ แล้ว แต่ประเด็นของกรณีมาบตาพุดนั้นกลายเป็ นประเด็นมีปัญหา เมื่อศาลปกครองมีคําวินิจฉัยออกมา รัฐบาลชุดนี้ที่ต้องแบกรับภาระนี้อย่างเต็มที่ ท่านนายกรัฐมนตรีได้นําเรื่องนี้เข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรีทันที หลังจากนั้นก็ได้ มีการกําหนดมาตรการในการแก้ไขปัญหาและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนตลอด ต้องยอมรับนะครับว่ารัฐธรรมนูญที่กําหนดเรื่องนี้นั้นเป็นเรื่องซึ่งในแนวปฏิบัติแล้วต้อง ทําให้เกิดความสมดุล ๒ ด้าน ระหว่างด้านหนึ่งที่เราพูดถึงการลงทุนเฉพาะมาบตาพุด หลายแสนล้านกับการออกมาตรการหรือกฎหมายซึ่งจะมีผลกระทบต่อการลงทุน ในอนาคตอีกนับล้าน ๆ บาทด้านหนึ่ง กับอีกด้านหนึ่งคือคุณภาพชีวิต สุขภาพของ ประชาชน ซึ่งจําเป็นที่จะต้องให้มีความสมดุลกันทั้ง ๒ ด้าน ประเด็นมาบตาพุดนั้น สลับซับซ้อนครับ ผมคิดว่าจะเอ่ยไม่ได้เลยว่ารัฐบาลไม่ทําอะไร มาตรการหลายอย่าง ที่ออกไปก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็ นการออกประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมตาม มาตรา ๔๖ แห่งร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพ สิ่งแวดล้อม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อกําหนดประเภทโครงการหรือกิจกรรมที่อาจ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงบ้าง ออกประกาศเพื่อกําหนดหลักเกณฑ์ในการ จัดทําการประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพกับกระบวนการจัดให้ มีการรับฟังความคิดเห็นบ้าง อันนี้ก็ดําเนินการไป การออกระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการประสานงานการให้ความเห็นขององค์การอิสระในโครงการหรือกิจกรรม ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นการประสานงานให้มีการจัดตั้ง องค์การอิสระขึ้นเป็นการชั่วคราวในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะ ขณะนี้ก็อยู่ใน ระหว่างการประสานงานให้มีการจัดตั้งองค์การอิสระขึ้น ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จ ภายในเดือนมีนาคมนี้ขณะเดียวกันคดีที่อยู่ในศาลปกครองทั้งหลาย ในโครงการทั้ง ๖๓ โครงการนั้น ขณะนี้ยังเหลืออีก ๘ โครงการ ขอถอนไป ๔ โครงการที่รัฐบาลได้ขอให้ อัยการยื่นคําร้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อให้ศาลมีคําสั่งบรรเทาความเสียหาย และขณะนี้ศาลเองก็ได้เดินเผชิญสืบไปแล้วเมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ที่ผ่านมาครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ดี ส.ส. ในจังหวัดระยองผู้มีส่วนเกี่ยวข้องลงพื้นที่ ไปพบปะพูดคุยกับพี่น้องประชาชน มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ ทั้งอดีตท่านรองนายกรัฐมนตรีกอร์ปศักดิ์ ท่านรองนายกรัฐมนตรีไตรรงค์ ลงพื้นที่รับฟัง ความคิดเห็นติดตามกันโดยต่อเนื่อง ประเด็นนี้จะกล่าวอ้างได้อย่างไรว่ารัฐบาล ไม่ดําเนินการอะไรเลย แม้กระทั่งคําถามเพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลกที่ถามถึงกรณีของนักลงทุนญี่ปุ่ นนั้นก็ต้องเรียนข้อเท็จจริงครับว่า ท่านเอกอัครราชทูตญี่ปุ่ นและผู้แทนหอการค้าญี่ปุ่ นได้นําทีมนักลงทุนญี่ปุ่ น พบนายกรัฐมนตรี ๒ ครั้งแล้วครับ พบท่านเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ท่านกอร์ปศักดิ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีซึ่งทําเรื่องนี้อยู่ ๒ ครั้ง พบท่านรองนายกรัฐมนตรีไตรรงค์ สุวรรณคีรี ๑ ครั้ง แล้วรัฐบาลเองก็มีแผนที่จะให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไปชี้แจง ที่ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงรัฐบาลเองก็ได้ตั้งศูนย์ที่เรียกว่าโอเอสโอเอส (OSOS) เพื่อให้ คําปรึกษาแก่ผู้ประกอบการในทุกโครงการในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาตรา ๖๗ วรรคสอง ซึ่งขณะนี้ก็ได้ให้คําชี้แจงต่อนักลงทุนญี่ปุ่นแล้ว นี่คือมาตรการทั้งหลายที่เร่ง ดําเนินการไป ท่านนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แล้วก็ได้ มีการชี้แจงให้กับนักลงทุนในประเทศต่าง ๆ ได้เข้าใจในปัญหาการลงทุนในพื้นที่ มาบตาพุดด้วย นี่คือคําตอบต่อคําถามที่เพื่อนสมาชิกได้ซักถามรัฐบาลว่า กรณีการถอน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้นมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและได้ดําเนินการอย่างอื่นไป หรือไม่ ท่านถามรัฐบาลและถามผมในฐานะที่เป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรีมาถอนว่าอะไร คือเหตุผลที่แท้จริง ผมก็กราบเรียนท่านประธานครับว่า เรื่องกรณีมาตรา ๖๗ วรรคสอง นั้นเป็นเรื่องใหม่ครับ เรามักจะมีประเด็นถกเถียงในเรื่องของรัฐธรรมนูญเสมอครับ ถกเถียงกันเสมอเพราะไม่มีแนวปฏิบัติมาก่อน อย่างสภาเมื่อสักครู่นี้กรณี คณะกรรมาธิการที่มาจากภาคประชาชน ถ้าเกิดลาออกไปใครเป็นผู้เสนอชื่อ ประเด็นนี้ สภาก็ไม่มีแนวปฏิบัติมาก่อน เช่นเดียวกันกับเรื่องนี้ครับในพระราชบัญญัติที่รัฐบาล เสนอมาก่อนก็คือร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นั้น ก็ต้องกราบเรียนตรง ๆ ครับว่า เดิมทีนั้นเป็นข้อเสนอที่มาของ องค์การอิสระแบบหนึ่งครับ แต่การเสนอที่มาแบบนั้นถ้าท่านอ่านตามร่างพระราชบัญญัติ เพื่อนสมาชิกจากจังหวัดตรังก็อภิปรายชัดเจน บอกว่าเขาเองก็ไม่เห็นด้วย เพราะจะทําให้ เกิดคําถามเหมือนกันว่า องค์การอิสระนั้นมีที่มาที่มีความเป็นอิสระจริงหรือไม่ ตรงตาม เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ต่อมาเมื่อมีประเด็นของมาบตาพุดซับซ้อนขึ้น รัฐบาล ได้ตั้งคณะกรรมการ ๔ ฝ่ำย มีตัวแทนของทุกภาคส่วนเข้ามารวมถึงภาคประชาชน หรือภาคประชาสังคม ก็เป็นครั้งที่รัฐบาลเปิดใจกว้างฟังความเห็นภาคประชาชนครับ เขาก็มีข้อเสนอ มีข้อเสนอเป็นประเด็นถึงที่มาขององค์การที่เขาเรียกว่า องค์การอิสระ เขาก็เสนอแนวคิดเข้ามาครับ กรรมการ ๔ ฝ่ายดังกล่าวก็เสนอกฎหมายฉบับดังกล่าวมาสู่ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เราก็เห็นว่ามีเหตุมีผลครับ เมื่อมีการรับร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนั้นไปสู่กรรมการกฤษฎีกาแล้ว เราก็เร่งรัดกฤษฎีกาครับ ในเวลานี้ผมถามกฤษฎีกา ก็ยืนยันว่าภายในเดือนมีนาคมนี้จะต้องส่งกลับมายังรัฐบาลเพื่อที่จะมีการดําเนินการ ต่อไป ท่านถามผมต่อว่าทําไมไม่แช่กฎหมายฉบับนี้อยู่ในสภา ประเด็นจะมีนิดเดียวว่า คงไม่มีคณะรัฐบาลชุดไหนเสนอกฎหมายของรัฐบาลในเรื่องเดียวกันแต่มีเนื้อหาต่างกัน ๒ ฉบับ บังเอิญกฎหมายฉบับนี้จ่อระเบียบวาระการประชุมมา ถ้ารัฐบาลไม่ถอนออกไป ก็ต้องรับร่างแล้วไปตั้งกรรมาธิการ วันหนึ่งเกิดเสนอกฎหมายหลักการเดียวกันเข้ามา ขัดข้อบังคับหรือเปล่าครับ นี่คือประเด็น การถอนกฎหมายฉบับนี้ออกไปก็ไม่ได้แปลว่า เกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน กระบวนการอื่นเดินหน้าต่อ มีการประชุม คณะรัฐมนตรีโดยตลอด ท่านนายกรัฐมนตรีผมคิดว่าพูดเรื่องนี้ตลอดเวลา มีการชี้แจง กับนักลงทุนและผู้เกี่ยวข้องตลอดจนสื่อมวลชนหลายครั้ง ถ้าเราไม่หลับหูหลับตาเรื่องนี้ และบริโภคสื่ออย่างครบถ้วนสมบูรณ์รอบด้านให้ความเป็นธรรม ท่านก็จะทราบว่า มีการชี้แจงในเรื่องนี้อย่างชัดเจนครับ ผมเรียนท่านประธานเป็นประเด็นสุดท้ายในช่วงนี้ ครับว่า การถอนกฎหมายนี่ไม่ใช่เป็นเรื่องแรก ๆ หรือเรื่องต้น ๆ ที่เกิดขึ้นในสภาแห่งนี้ ในยุคปี ๒๕๕๒ ต่อเนื่องปี ๒๕๕๑ รัฐธรรมนูญกําหนดให้ต้องมีพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ภายใน ๑๘๐ วันนับแต่มีรัฐบาล รัฐบาลชุดนั้นเข้ามาหลังการเลือกตั้งแล้วก็จําเป็นที่จะต้องมีพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรร คลื่นความถี่ รัฐบาลเมื่อต้นปี ๒๕๕๒ เสนอเข้าสภา แต่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าที่มา องค์การอิสระจัดสรรคลื่นความถี่ไม่เป็นอิสระจริงเพราะคณะรัฐมนตรีเป็นคนเลือก รัฐบาล ชุดนั้นก็ถอนร่างพระราชบัญญัติฉบับนั้นออกไป มาเสนออีกครั้งหนึ่งในตอนปลาย ของปี ๒๕๕๒ ล่วงเข้ามาถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน เราก็หยิบยกกฎหมายฉบับดังกล่าวขึ้นมา พิจารณา ท่านคิดดูสิครับว่าถ้ารัฐบาลชุดนั้นคงร่างกฎหมายนั้นไว้ กฎหมายองค์กรจัดสรร คลื่นความถี่มีที่มากรรมการแบบหนึ่ง แล้วเสนอกฎหมายฉบับใหม่มีที่มากรรมการ อีกแบบหนึ่งมันจะทําได้หรือครับ หลักการนี้เช่นเดียวกัน ผมคิดว่ารัฐบาลนี้ให้ความสําคัญ กับฝ่ายนิติบัญญัติ ผมเองก็ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีมาชี้แจงเหตุผลต่อสภา ชุดนี้ ก็ยืนยันกับท่านประธานว่า
ประการที่ ๑ นี่คือเหตุผลที่แท้จริงที่ต้องถอนออกไปเพื่อปรับเนื้อหาที่มา องค์การอิสระให้สอดคล้องตามเจตนารมณ์อย่างแท้จริง
ประการที่ ๒ กระบวนการแก้ไขปัญหา สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน กระทําโดยต่อเนื่องตลอด และกฎหมายฉบับนี้รัฐบาลให้ความสําคัญ และแน่นอนว่า เมื่อเสนอเข้าสู่สภาแล้วก็คงจะต้องมีการอภิปรายถกเถียงกันอย่างกว้างขวางก่อนที่ตั้ง คณะกรรมาธิการในการพิจารณาต่อไป
นี่คือเหตุผลที่กราบเรียนท่านประธานเพื่อชี้แจงต่อสภาในเบื้องต้นครับ