วรงค์ เดชกิจวิกรม พูดถึงนโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โดยกล่าวถึงผลกระทบของนโยบายเบี้ยยังชีพที่มีต่อสังคมและเศรษฐกิจ และเห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อดีขับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลก วันนี้ มีญัตติเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เข้ามา ทําให้ผมนึกถึง อดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งก็คือ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ซึ่งแสดงถึงความมีวิสัยทัศน์ ของท่านเมื่อ ๑๕ ปีที่แล้ว ที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่ประกาศนโยบายเบี้ยยังชีพ แต่ในสมัยนั้นท่านได้ประกาศให้เบี้ยยังชีพกับผู้สูงอายุในวงเงินประมาณ ๒๐๐ บาท และ ในช่วงต่อมาท่านได้ปรับตัวเลขนี้เป็ น ๓๐๐ บาท แล้วจนกระทั่งมาถึงสมัยท่าน พลเอก สุรยุทธ์ก็มีการประกาศตัวเลขเป็น ๕๐๐ บาท แต่จุดผิดพลาดซึ่งถือว่าก็สอดคล้อง กับปัญหาเศรษฐกิจในยุคนั้นที่การจ่ายเบี้ยยังชีพในช่วงที่ผ่านมานั้นเป็นการจ่ายเบี้ยยังชีพ กับผู้สูงอายุที่ยังไม่ครบครอบคลุมทุกคน ท่านประธานก็คงจะทราบดีว่าการจ่ายเบี้ยยังชีพ ให้กับผู้สูงอายุที่บางคนก็ได้รับและบางคนก็ไม่ได้รับ ก็เหมือนกับเพื่อนสมาชิกหลายคน ได้กราบเรียนว่ามีความเหลื่อมลํ้าตํ่าสูง มีความไม่เสมอภาคเท่าเทียมกัน ผมจําได้ว่า ในช่วงอดีตที่ผ่านมาเรามักจะได้ยินผู้สูงอายุพูดว่า คนแก่ก็มีหัวใจ บางคนก็มีการกล่าวหา ว่ายายเป็นคนจนมาก ทําไมยายไม่ได้รับ ทําไมยายคนนั้นรวยกว่ายายเยอะแยะเลย ทําไมยายคนนั้นได้รับ ผมจําได้ว่าปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ แล้วเชื่อ เป็นอย่างยิ่งเลยว่าพี่น้องเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนเวลาลงพื้นที่ก็เจอปัญหานี้ ว่าผู้สูงอายุก็มักจะบ่นว่าลูกหลานคนนั้นเป็นกํานันที่นั่น เป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็น อบต. ว่าได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ แต่ทําไมยายไม่ได้รับ จนนํามาถึงการประกาศเป็นนโยบาย ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศว่าวันใดที่ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์จะเสนอนโยบายในการจ่ายเบี้ยยังชีพให้กับ ผู้สูงอายุทุกคน ซึ่งผมต้องขอชื่นชมท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีอิสสระ สมชัย อยากจะกราบเรียนผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่า ท่านเชื่อไหมครับว่าตอนที่ท่านมาเป็น รัฐมนตรีใหม่ ๆ หรือท่านนายกรัฐมนตรีมาเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ ๆ ผู้สูงอายุเขาไม่เชื่อว่า ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะทําได้ตามสัญญา เพราะเราเคยสัญญาไว้ว่า วันใดที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีคนไทยทุกคนที่มีอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปจะได้รับเบี้ยยังชีพทุกคน ผมจําได้ว่าวันนั้นมีการให้ลงทะเบียนกันมีคนจํานวนหนึ่งไม่มาลงทะเบียน เพราะไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะทําได้ แต่สุดท้ายรัฐบาลก็ทําได้จริง ผลพวงของการที่รัฐบาล ทําได้จริงทําให้ปีต่อมาก็มีผู้สูงอายุจํานวนไม่น้อยที่เชื่อแล้วว่ารัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ทําได้จริง ๆ ก็มาลงทะเบียน แล้วก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานไปยัง รัฐมนตรีว่า ผลพวงของการที่จ่ายเบี้ยยังชีพกับผู้สูงอายุที่เป็นคนไทยทุกคนมันไม่ใช่ เพียงแต่เรื่องเศรษฐกิจ พี่น้องเพื่อนสมาชิกหลายคนได้พูดว่าเป็นการกระจายเม็ดเงิน งบประมาณลงสู่พี่น้องประชาชนระดับรากหญ้า หรือแม้แต่อากง อาม่า ที่อยู่ในเมืองก็เป็น การจับจ่ายใช้สอย นอกจากเป็นกระตุ้นเศรษฐกิจเราได้รับอานิสงส์ที่สําคัญคือผลพวง ในเชิงสังคม ท่านประธานคงจะทราบอดีตที่ผ่านมาปู่ย่า ตายาย ถูกทอดทิ้งอยู่กับเหย้าเฝ้ำกับเรือน แล้วอยู่แบบหงอย ๆ เหงา ๆ นโยบายในการจ่ายเบี้ยยังชีพของรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทําให้ชมรมผู้สูงอายุมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น และผมเชื่อว่า นักการเมืองทุกคนไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองระดับ อบต. ส.จ. หรือแม้กระทั่ง ส.ส. ทุกคน ปฏิเสธไม่ได้ว่าวันนี้ชมรมผู้สูงอายุเป็นชมรมที่เข้มแข็งมากอันดับต้น ๆ ของประเทศ มีการรวมกลุ่มทํากิจกรรมของปู่ย่า ตายาย หรือว่าผู้สูงอายุ ท่านประธานคงจะทราบว่า คนเมื่อมาอยู่ร่วมกันได้มีการพูดคุยกัน เสวนากันในทางจิตวิทยาแล้วจิตใจจะแจ่มใสขึ้น เมื่อจิตใจแจ่มใสขึ้น อะไรต่าง ๆ ก็จะดีขึ้น นอกจากผลพวงเศรษฐกิจ ผลพวง ด้านสังคมแล้ว อานิสงส์ที่ตามมาที่สําคัญและยิ่งใหญ่มากคือผลในเชิงสุขภาพ ชมรม ผู้สูงอายุมักจะได้รับการดูแลจาก อบต. ขณะเดียวกันผลพวงการจ่ายเบี้ยยังชีพที่ทําให้มี การรวมตัวกันได้ นอกจากมีการที่ อบต. เข้ามาดูแลแล้ว สถานีอนามัยต่าง ๆ ก็จะเข้ามา ดูแลเมื่อมีการรวมตัวของผู้สูงอายุด้วย ปรากฏว่าผู้สูงอายุมีการได้รับการตรวจเช็ก เบาหวาน มีการได้รับการวัดความดัน มีการสนับสนุนให้มีการออกกําลังกายมากยิ่งขึ้น ดังนั้นอานิสงส์ของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์และท่านรัฐมนตรีอิสสระ สมชัย ทําไปนั้น เป็นอานิสงส์กับบุญของประเทศเป็นอย่างยิ่ง นอกจากเรื่องเศรษฐกิจแล้ว เรื่องสังคม แล้วก็เรื่องสุขภาพของผู้สูงอายุ ดังนั้นเมื่อเห็นกับการแก้ไขของทางวุฒิสภาที่บอกว่า การจ่ายเบี้ยยังชีพเป็นรายเดือนแก่ผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพอย่างทั่วถึง และเป็นธรรม มันก็สะท้อนว่าเรากําลังจะกลับเข้าไปสู่ในรูปแบบเดิม ก็คือว่ามีบางคน ก็ได้รับ แล้วบางคนก็ไม่ได้รับ และผมว่าปัญหาเหล่านี้ก็จะเกิดขึ้นตามมาในสังคมต่อไป ผมจึงคิดว่าเรื่องนี้สําคัญครับ สภาเราจะต้องยืนยันและจําเป็ นที่จะต้องตั้ง คณะกรรมาธิการร่วมกันในการพิจารณาว่าจะต้องมีการจ่ายเบี้ยยังชีพกับผู้สูงอายุทุกคน ผมขอแถมประเด็นสั้น ๆ นิดหนึ่ง เมื่อพูดถึงในการตั้งชื่อ อยากจะกราบเรียนท่านรัฐมนตรี ว่าวิถีของสังคมไทยลูกหลาน พวกเราเป็นรัฐบาล พวกเราเป็น ส.ส. ปู่ ย่า ตายาย ก็เหมือนกับผู้สูงอายุ ปีใหม่ที สงกรานต์ที ส่วนใหญ่ลูกหลานเวลากลับไปเยี่ยมปู่ย่า ตายาย เรามักจะมีการให้เงิน คนจีนก็มีการแต๊ะเอียกับผู้สูงอายุ ถ้าเป็นไปได้ถ้าเรา เปลี่ยนชื่อเบี้ยยังชีพที่ฟังดูแล้วเหมือนกับเพื่อเป็นการยังชีพมันไม่ค่อยเพราะ ถ้าสามารถ จะเปลี่ยนชื่อเป็นเบี้ยกตัญํูได้มันจะสอดคล้องกับวิถีของสังคมไทย นี่คือประเด็น ที่จะกราบเรียนครับ
และอีกเรื่องที่อยากจะกราบเรียน พอดีเห็นท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังเข้ามา เพราะผมจําได้ว่าหลังจากรัฐบาลได้ประกาศนโยบายเบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุ สังคมไทยผู้สูงอายุมีความคึกคักมากยิ่งขึ้น ทราบว่ารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังมีแนวคิดจะต่อยอดนโยบายเบี้ยยังชีพ จากเดิมคนแก่หรือว่าปู่ย่า ตายายได้ ๕๐๐ บาทต่อเดือน มีความหวังว่าอนาคตคนไทยรุ่นใหม่จะมีรายได้โดยเฉลี่ย ประมาณ ๒,๐๐๐ บาทต่อเดือน ทราบข่าวว่าขณะนี้ผ่านกฤษฎีกาแล้ว และจะดําเนินการ โดยการเสนอเป็นกฎหมายในการจัดตั้งกองทุนเงินออมเพื่อการชราภาพ คนไทย อายุ ๒๐-๓๐ ปี ออมมาเดือนละ ๑๐๐ บาทเหมือนกลุ่มสัจจะ ก็คือรัฐบาลจะมาเป็น เจ้าภาพกลุ่มสัจจะ รัฐบาลแถมให้ ๕๐ บาท ในช่วง ๓๐ ปีถึง ๕๐ ปี ออมมา ๑๐๐ บาท รัฐบาลแถมให้ ๘๐ บาท อายุ ๕๐-๖๐ ปี ออมมา ๑๐๐ บาท รัฐบาลแถมให้ ๑๐๐ บาท โดยที่รัฐบาลคํ้าประกันเงินฝากให้และคิดอัตราดอกเบี้ยเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ประจํา เมื่อครบ ๖๐ ปี รัฐบาลเฉลี่ยคืนให้ บวกกับเงินเบี้ยยังชีพ ๕๐๐ บาท เท่ากับว่า คนไทยอนาคตจะมีเงินใช้ประมาณสัก ๒,๐๐๐ บาทต่อเดือน ดังนั้นผมถือว่าแนวคิด ของท่านรัฐมนตรีกับแนวคิดของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจึงเป็นแนวคิด ที่เสริมกันที่จะทําให้คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเห็นด้วยกับ การตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันครับ