อิสสระ สมชัย หารือเกี่ยวกับการจ่ายเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุ โดยอธิบายว่าการจ่ายเบี้ยยังชีพไม่ได้ตั้งตามจำนวนผู้สูงอายุในทะเบียนบ้าน แต่ตั้งตามจำนวนผู้สูงอายุที่ลงทะเบียน และได้โอนเงินเบี้ยยังชีพเป็นรายเดือน ไม่ใช่ว่า 3 เดือนโอนที และเสนอว่าการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 3,000 บาท ต่อเดือนจะเกินภาระงบประมาณ และขอให้รัฐบาลเตรียมพร้อมในการจัดการกับผู้สูงอายุในอนาคตที่จะเพิ่มขึ้น
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขออนุญาตท่านประธานชี้แจงเพื่อตอบข้อสงสัยของท่านสมาชิกที่ได้อภิปรายไป ในเบื้องต้นต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ เท่าที่ผมได้รับฟังทุกท่านได้ให้ การสนับสนุนในการที่จะยืนตามร่างเดิมที่สภาผู้แทนราษฎรได้เสนอไปสู่วุฒิสภา ผมขอ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกว่า ต่อกรณีข้อสงสัยที่ท่านสมาชิก หลายท่านได้ตั้งข้อสังเกตว่าขณะนี้มีจํานวนผู้สูงอายุ ตัวเลขนะครับ ๗,๒๓๙,๐๐๐ คน ถึงวันนี้อาจจะถึง ๗,๓๐๐,๐๐๐ คนเศษนะครับ ขอกราบเรียนว่า การตั้งจ่ายเงินเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุของรัฐบาลนั้นไม่ได้ตั้งตามตัวเลข ของจํานวนผู้สูงอายุที่มีในทะเบียนบ้าน เราตั้งตัวเลขตามที่มีผู้สูงอายุมาลงทะเบียนครับ เช่น ในขณะนี้ในปีงบประมาณ ๒๕๕๓ มีผู้สูงอายุที่มาลงทะเบียนทั้งผ่านกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่นก็ดี แล้วก็ทั้งที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือที่เรียกว่า อบต. เทศบาลได้ตั้งจ่ายเองก็ดี มีจํานวนทั้งหมด ๕,๖๕๒,๘๙๓ คน ในจํานวนนี้คือรัฐบาล ตั้งเงินงบประมาณจ่าย ไม่ใช่ว่าตั้งเงินงบประมาณจากตัวเลข ๗,๐๐๐,๐๐๐ คน เพราะฉะนั้นข้อวิตกที่ท่านบอกว่าเงินที่เหลืออีกหมื่นกว่าล้านบาทนั้นจะไปไหน ก็ขอเรียน ให้ทราบว่าเราไม่ได้ตั้งเผื่อตามตัวเลขในทะเบียนบ้าน ตั้งตามที่ผู้สูงอายุได้มา ลงทะเบียนไว้ และเงินจํานวนนี้รัฐบาลได้ตั้งจ่ายไว้ในงบประมาณปี ๒๕๕๓ ตั้งจ่ายโดย ผ่านกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นส่วนหนึ่ง และส่วนที่ อบต. ตั้งจ่ายอยู่แล้วนั้น ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คน ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นเงินจํานวนนี้รัฐบาลได้โอนเงิน เบี้ยยังชีพเป็ นรายเดือนไม่ใช่ว่า ๓ เดือนโอนที ไม่ใช่ครับ ในประจําเดือนตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม ได้โอนไปตั้งแต่เดือนตุลาคม โอนล่วงหน้าไป ๖ เดือนนะครับ ถึงเดือนหน้าเดือนมีนาคมก็ประจําเดือนเมษายน พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน อีก ๖ เดือนหลังเมื่อขึ้นเดือนเมษายน ก็จะโอนไปทั้งหมด มูลเหตุการจ่ายเงินล่าช้าก็อย่างที่ท่านทราบว่า มันอาจจะเป็น เพราะว่าทางเจ้าหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นท่านอาจจะเห็นว่ามันเป็นงานฝาก จากส่วนกลางไป เนื่องจากว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นั้น เราไม่มีเจ้าหน้าที่เพียงพอที่จะไปจ่ายให้ได้ทุกคน จึงจําเป็นจะต้องจ่ายเงินผ่าน อบต. ความล่าช้านั้นอาจจะเป็นเพราะว่า อบต. มีงานมาก หรือว่าอาจจะมีปัญหาอย่างอื่น ๆ จึงได้ทําการจ่าย ๓ เดือนต่อครั้ง แต่ทราบว่าครั้งสุดท้ายทางกระทรวงมหาดไทย ได้ออกคําสั่งไปยัง อบต. ทุกแห่งว่าให้จ่ายเป็นรายเดือนทุกเดือน ให้จ่ายเป็นรายเดือน ทุกเดือน จึงเรียนให้ทราบว่าเงินที่จ่ายไปนั้นไม่ได้ตกค้างกับฝ่ายรัฐบาลแต่ประการใด และข้อสอบถามที่บอกว่าที่มีการจ่ายเงินผ่านธนาคารพาณิชย์บางแห่งได้หักเอา ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินผ่านธนาคาร ๕๐๐ บาทต่อ ๑๒ บาท ครั้งละ ๑๒ บาท ต่อเดือน ขอเรียนให้ทราบว่าครั้งสุดท้ายที่ทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ไป ทําความตกลงกับสมาคมธนาคารไทย ทางสมาคมธนาคารไทยยืนยันว่าเงินสําหรับ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่จ่ายผ่านธนาคารทั้งหมดต่อไปธนาคารจะไม่หักค่าธรรมเนียม จะไม่หักเอาค่าธรรมเนียมแต่ประการใดทั้งสิ้น อันนี้ถือว่าได้ทําความตกลงเบื้องต้นไว้ อย่างนั้นนะครับ
ต่อข้อสอบถามมีบางท่านบอกว่าอยากจะให้จ่ายสักเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท ได้ไหม ๒,๐๐๐ บาทได้ไหม ท่านประธานครับ ขณะนี้จํานวนผู้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ได้ ลงทะเบียนมีทั้งหมด ๕,๖๕๒,๐๐๐ คน งบประมาณที่ตั้งจ่ายไว้ทั้งหมดเป็นเงินประมาณ ๓๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท ทั้งที่จ่ายจากส่วนกลางก็ดีแล้วก็ท้องถิ่นตั้งจ่ายเองก็ดี ท่านประธานครับ ขอเรียนให้ทราบว่า ถ้าสมมุติว่าจะจ่ายถึงรายละ ๓,๐๐๐ บาท ต่อเดือนนี้จะเป็นเงินหลายแสนล้านบาท ซึ่งมันเกินภาระงบประมาณที่จะดําเนินการได้ ขนาด ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทท่านยังมีข้อวิตก ถ้าไปจ่ายถึงเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท ปีหนึ่ง ก็จะเป็นเงินผู้สูงอายุถึง ๓๖,๐๐๐ บาท ซึ่งมันเกินภาระเงินงบประมาณ ท่านครับ ในส่วนที่ว่า อบต. ที่ท่านสมาชิกท่านชวลิตห่วงว่า อบต. นั้นเวลานี้เนื่องจากว่าส่วนหนึ่ง เขาได้ตั้งจ่ายงบประมาณ เมื่อตั้งจ่ายงบประมาณเลยทําให้ไม่มีเงินไปพัฒนาท้องถิ่น ในแต่ละ อบต. ผมขอเรียนให้ทราบว่าเดี๋ยวนี้ตั้งแต่รัฐบาลมีโครงการจะจ่ายเงินเบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุทุกราย เดี๋ยวนี้ อบต. หลายส่วนเริ่มจะผลักภาระนั้นมาให้รัฐบาลจ่ายแล้ว เช่นในงบประมาณ ปี ๒๕๕๓ นี้ จริง ๆ แล้วผมขอเรียนให้ทราบว่ามีคนมาลงทะเบียน ขอรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจริง ๆ ที่เพิ่มขึ้นมาลงทะเบียนจริงแค่ ๑๐๙,๘๔๗ คนแค่นั้นเอง ในปี ๒๕๕๓ แต่ในขณะเดียวกันมี อบต. เทศบาลบางแห่งก็พยายาม เดิมตนเองเคยตั้ง งบประมาณรายจ่ายสําหรับผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับเงินส่วนนี้ เมื่อเห็นรัฐบาลมีนโยบายส่วนนี้ จึงได้ผลักเงินส่วนนี้แทนที่จะมาจ่ายผู้สูงอายุ เขาก็เลยเอาผู้สูงอายุนั้นเข้ามาให้รัฐบาล เป็ นผู้จ่าย เริ่มตั้งแต่ปี นี้ก็เห็นแล้วว่าปี นี้ก็โอนเข้ามาทั้งหมด ๙๓,๐๐๐ กว่าราย อย่างนี้เป็นต้น สรุปว่าจะมีผู้สูงอายุซึ่ง อบต. มีภาระจะต้องจ่ายอยู่จริง ๆ เวลานี้ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าราย ขอเรียนให้ทราบว่า ต่อข้อวิตกว่าในอนาคตว่าผู้สูงอายุจะต้องมี จํานวนมากขึ้นกว่าเดิม แน่นอนครับท่านประธานในปัจจุบันนี้ผู้สูงอายุทั้งประเทศ จากประชากรทั้งหมด ๖๕ ล้านคนนั้นผู้สูงอายุมีอยู่ ๗,๓๐๐,๐๐๐ กว่าคน เท่ากับ ๑๑ เปอร์เซ็นต์ อีก ๑๐ ปี ข้างหน้าจํานวนผู้สูงอายุอย่างที่ท่านผู้มีเกียรติบางท่าน ได้อภิปรายว่าจะต้องมีจํานวนถึง ๑๐ กว่าล้านคน ปัญหาว่า ๑๐ กว่าล้านคนนั้น ทางรัฐบาลเตรียมพร้อมที่จะดําเนินการอย่างไร หรือไม่ ขอเรียนให้ทราบว่าตัวเลขที่เรา จะตั้งจ่ายให้เดือนละ ๕๐๐ บาทนั้นเราได้คํานวณมาเรียบร้อยแล้วว่าเราสามารถจะหา เงินงบประมาณมารองรับในการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุได้ทุกปี ๆ ตลอดไป จึงกราบเรียน กับท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกผู้มีข้อสงสัย
สําหรับการเปลี่ยนชื่อ คุณหมอชลน่านได้ให้ข้อคิดเห็นผมก็ขอบคุณมากว่า ผมได้มีโอกาสไปประชุมเป็นกรรมาธิการร่วมกับคุณหมอบรรลุท่านก็มีความเห็นว่า อยากจะให้เปลี่ยนชื่อเบี้ยยังชีพ ไม่อยากจะให้เรียกว่าเป็น เบี้ยยังชีพ อยากให้แก้เป็น เบี้ยกตัญํู จะได้ไหม คุณหมอบรรลุก็บอกเสนออย่างนั้น ผมบอกว่าถ้าเราจะเปลี่ยนชื่อ เบี้ยยังชีพนี้เราไม่ขัดข้อง แต่ว่าจะต้องไปแก้กฎหมายหลายฉบับก็ได้เขียนเรื่องเบี้ยยังชีพ ไว้โดยเฉพาะ
สําหรับข้อเป็นห่วงเรื่องที่ว่ามันจะขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๓ หรือไม่ ซึ่งทางสมาชิกวุฒิสภามีความเป็นห่วงตรงนี้ถึงได้แก้ไขเข้ามา ผมขอเรียนให้ทราบว่า สําหรับมาตรา ๕๓ นั้นเขียนไว้ในกรณีว่า รัฐบาลจะอยู่ในสถานะอย่างไรก็ช่างจะต้องจัด เบี้ยยังชีพให้ กับผู้ สูงอายุที่ไม่มีรายได้ เพียงพอแก่การยังชีพ เขาเขียนไว้ แต่ในขณะเดียวกันมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญเขาเขียนไว้ชัดเจนเลยว่า บุคคล ย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องฐานะ ทางเศรษฐกิจหรือสังคมจะกระทํามิได้ เพราะฉะนั้นการที่เราเขียนไปว่าให้จ่ายเบี้ยยังชีพ ให้กับผู้สูงอายุเป็นรายเดือนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมนั้นจึงไม่ได้มีการขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ประการใด ขอกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ