ผ่องศรี ธาราภูมิ หารือเรื่องการแก้ไขพระราชบัญญัติ ผู้สูงอายุแห่งชาติ โดยแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการจ่ายเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุ และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉัน ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อแก้ไขของสมาชิกวุฒิสภาในร่างพระราชบัญญัติ ผู้สูงอายุแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในฐานะที่ดิฉันก็เป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ ในร่างพระราชบัญญัตินี้ แล้วก็ได้ลงมติเห็นชอบในสิ่งที่สภาได้ให้ความเห็นไปแล้ว ในเรื่องของการจ่ายเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุเป็นรายเดือนนะคะ ดิฉันก็เคารพต่อ ความคิดเห็นของสมาชิกวุฒิสภาที่ได้มีมติมา แล้วก็เห็นว่าท่านก็คงห่วงใยว่าอยากจะ แก้ไขให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๓ แต่ว่าจากที่ได้ฟังท่านรัฐมนตรี แล้วก็เพื่อนสมาชิกได้อภิปราย ก็จะเห็นว่าการปรับถ้อยคําของสมาชิกวุฒิสภานั้น เป็นสาระที่เป็นหลักการสําคัญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบกับผู้ปฏิบัติหลายเรื่อง ดิฉันเอง ก็อยู่กับพื้นที่ แล้วก็เมื่อรับทราบหนังสือแจ้งจากสมาชิกวุฒิสภาส่งมาที่สภาตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายน ดิฉันก็ได้ลงพื้นที่ไปรับฟังความคิดเห็นจากผู้ปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นที่ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ แล้วก็เครือข่ายผู้สูงอายุต่าง ๆ นะคะ ดิฉันก็ได้ ขออนุญาตนําความเห็นของผู้ที่ปฏิบัติมานําเรียนต่อสภาว่าการดําเนินนโยบาย การจ่าย เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุของรัฐบาลที่ได้ดําเนินไปว่าจ่ายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมทุกคนนั้น ได้ส่งผลดีหลายประการนะคะ เพราะว่านอกจากจะแก้ไขปัญหาเรื่องการปิดช่องทาง การเลือกปฏิบัติที่ได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในพื้นที่ว่าท่านใดควรจะได้รับเบี้ยยังชีพหรือไม่ นอกจากนั้นแล้วยังพบว่าเงินเบี้ยยังชีพ ๕๐๐ บาท ที่รัฐบาลได้จัดส่งไปนั้นถือเป็น การกระตุ้นเศรษฐกิจที่สําคัญนะคะ เพราะแม้ว่าจะเป็นเงินน้อย ๕๐๐ บาทต่อเดือน แต่ผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพไป สําหรับผู้ที่มีรายได้น้อยจริง ๆ เขาก็สามารถนํามาเป็น ค่าใช้จ่ายรายวันหรือว่าค่าใช้จ่ายที่จําเป็น นอกจากนั้นแล้วก็ยังพบว่าบางคนแม้จะมี รายได้เพียงพอ แต่เงิน ๕๐๐ บาทนี้เขาเห็นว่าผู้อายุที่ยากไร้จริง ๆ ๕๐๐ บาทมันน้อยไป คนที่เขาได้รับสิทธินี่บางทีเขาใช้สิทธิก็จริง แต่เขาไปช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ยากไร้ ช่วยเสริมให้ นอกจากนั้นบางคนก็เอาไปซื้อของ จ่ายค่าขนมลูกหลานไปโรงเรียน เงินเหล่านี้ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทางหนึ่งด้วย เราก็บอกว่าเงินที่เราจ่าย ให้เรียกว่าเป็นเงินกตัญํูที่สังคมไทยจะได้ตอบแทนกับผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน ๖๐ ปี นอกจากนั้นแล้วก็ยังพบว่าลดข้อขัดแย้งในพื้นที่ พอวุฒิสภาไปแก้ไขแบบนี้ ทางท้องถิ่นเองก็บอกว่าถ้าเกิดไปตีความแล้วก็จะก่อปัญหาให้เกิดผลในทางปฏิบัติว่า ผู้สูงอายุอะไรคือขีดของความไม่เพียงพอ ก็จะเกิดข้อขัดแย้งในพื้นที่ตามมา เมื่อดิฉัน ได้รับข้อมูลอย่างนั้นแล้วก็ไปดูตัวเลขนะคะ เพื่อให้เป็นผลในทางปฏิบัติว่าตัวเลขจริง ๆ แล้วมันเป็นอย่างไร ขณะนี้ผู้สูงอายุทั่วประเทศที่ขึ้นทะเบียนข้อมูลจากทะเบียนราษฎร ของกรมการปกครอง เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๒ นี้มีจํานวน ๗,๒๓๙,๗๕๕ คนนะคะ ก็คือประมาณ ๗,๒๐๐,๐๐๐ คน ขณะนี้ก่อนที่จะได้มีนโยบายเรื่องการจ่ายเบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุ มีผู้สูงอายุได้รับเงินเบี้ยยังชีพตามที่ทํามาตั้งแต่รัฐบาลของ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย แล้วก็ปรับกันมาหลายรัฐบาล จนถึงรัฐบาลของท่าน พลเอก สุรยุทธ์นี่ได้รับเงินเบี้ยยังชีพ อยู่ประมาณ ๑,๘๐๐,๐๐๐ คน แต่พอรัฐบาลของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้เริ่ม นโยบายนี้ ในปี ๒๕๕๒ ก็มีผู้สูงอายุได้รับเงินเบี้ยยังชีพประมาณ ๓,๕๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งมาจากทั้งส่วนท้องถิ่น กรุงเทพมหานคร แล้วก็เมืองพัทยา อันนี้ก็จะเป็นตัวเลขโดยรวม ทีนี้ถามว่าคนที่ไม่ได้รับสิทธิก็คือผู้สูงอายุที่ได้รับสวัสดิการจากรัฐอยู่แล้ว ไม่ว่าจะอยู่ใน สถานสงเคราะห์คนชรา บ้านบางแค หรือว่าสถานสงเคราะห์ที่จัดโดยท้องถิ่นอย่างนี้ ก็จะเป็ นจํานวนหนึ่งกับข้ำราชการที่รับเงินบํานาญ อันนี้ก็อยู่ประมาณ ๓๖๐,๐๐๐ คน โดยสรุปก็คือมีผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพจากนโยบายของรัฐบาล ก็คือ ๕,๖๐๐,๐๐๐ กว่าคน คนที่สละสิทธิก็ถือว่าตัวเองไม่เดือดร้อนไม่ได้มาแสดงตน ก็มีอยู่ประมาณ ๑,๒๐๐,๐๐๐ คน อันนี้หลายท่านก็บอกว่าไม่ขอใช้สิทธิเพื่อเป็ น การช่วยเหลือรัฐบาล ดิฉันคิดว่าถ้าเราบัญญัติไว้ตามเดิมที่ ส.ส. ได้ลงมติเห็นชอบไปก็จะ ทําให้การปฏิบัติไม่เกิดปัญหา แล้วก็ผู้ที่เขาไม่ประสงค์จะใช้สิทธิก็สามารถดําเนินการ ได้อยู่แล้ว นอกจากนั้นถ้าถามว่าจะเปิดช่องให้คนมาใช้สิทธิหรือไม่ พอเราไปดูระเบียบ การขึ้นทะเบียนก็ระบุชัดว่าใครบ้างที่จะได้รับสิทธิ นอกจากนั้นแล้วที่จะไปพูดในเรื่อง ของว่ามันจะเกินกว่ารัฐธรรมนูญหรือไม่ ดิฉันก็กราบเรียนว่ารัฐธรรมนูญนั้นก็บัญญัติไว้ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ยกตัวอย่างในเรื่องของการศึกษารัฐธรรมนูญก็บอกว่า บุคคลได้รับ สิทธิการศึกษาอย่างเท่าเทียมอย่างน้อยสิบสองปี แต่ว่ารัฐบาลก็สามารถจัดการศึกษาได้ ถึง ๑๕ ปี อันนี้ก็แสดงให้เห็นว่าในรัฐธรรมนูญนั้นก็เป็นการกําหนดสิทธิขั้นพื้นฐาน ถ้าหากการแก้กฎหมายของวุฒิสภากลับย้อนไปเพิ่มคําว่า ให้จ่ายเฉพาะผู้ที่มีรายได้ ไม่เพียงพอ ก็จะเกิดผลในทางปฏิบัติ จึงขอเห็นชอบกับท่านรัฐมนตรีว่าขอให้ยืนยัน ตามร่างที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติไปแล้ว ก็ขอให้ตั้งกรรมาธิการร่วมกันค่ะ