สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๙ กันยายน ๒๕๕๓

ประเกียรติ นาสิมมา หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงหลักการและวิธีการพิจารณาในการเสนอและพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว และเน้นย้ำถึงผลกระทบของมาตรา 140 ของรัฐธรรมนูญที่จะยับยั้งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหากไม่ผ่านการอนุมัติ

นายประเกียรติ นาสิมมา แบบสัดส่วน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประเกียรติ นาสิมมา ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย อันที่จริงวันนี้เรากําลังพิจารณา ญัตติของท่าน ส.ส. จากพรรคภูมิใจไทยที่เสนอขึ้นมาว่าขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. .... โดยท่าน ขอให้พิจารณาตามมาตรา ๑๔๘ ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ก่อนที่ผมจะลงรายละเอียด เกี่ยวกับเรื่องข้อกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งรายละเอียดตามร่างพระราชบัญญัตินี้เราได้พูดกัน มากแล้ว ซึ่งก็ชัดเจนอยู่แล้วว่ารายละเอียดในบทบัญญัติเปึนอย่างไร ขณะนี้เรากําลังจะ พิจารณาว่าการเสนอญัตติเข้ามาเพื่อให้สภาพิจารณาอีกครั้งหนึ่งนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร การเสนอมาในลักษณะนี้ชอบด้วยเหตุผลหรือไม่ ผมอยากจะขอเท้าความไปนิดหนึ่งว่า ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้เคยถูกเสนอมาแล้วครั้งหนึ่ง แล้วก็ถูกส่งศาลรัฐธรรมนูญโดยอาศัยบทเฉพาะกาล มาตรา ๓๐๒ ศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยว่าในเมื่อองค์ประชุมไม่ครบร่างพระราชบัญญัติฉบับนั้นจึงตกไป ทีนี้เมื่อ ย้อนกลับมาที่มาตรา ๓๐๒ ซึ่งเปึนบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญที่จะต้องปฏิบัติตาม ก่อนมาตราหลักที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญคือมาตรา ๓๐๒ ถามต่อมาว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยให้ร่างพระราชบัญญัตินี้ตกไปจะนํามาตรา ๓๐๒ กลับมาใช้เพื่อดําเนินการ ต่อไปอีกได้หรือไม่ ความเห็นของผมซึ่งค่อนข้างจะง่ายในการที่จะวินิจฉัยในกรณีนี้ว่า มาตรา ๓๐๒ นั้นให้เวลาสภาผู้แทนราษฎรเพียงหนึ่งร้อยยี่สิบวัน ให้วุฒิสภาเก้าสิบวัน และผู้เสนอนั้นให้เสนอภายในหนึ่งร้อยวัน เมื่อนับวันเสนอที่ได้เสนอเข้ามานั้น ผมได้อ่าน แล้วก็ปรากฏว่าการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้โดยประธานคณะกรรมการ สตง. นั้น ได้เสนอเกินหนึ่งร้อยวันแล้ว เพราะฉะนั้นจะอาศัยบทบัญญัติมาตรา ๓๐๒ มาเพื่อพิจารณา และเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ คือข้อแตกต่างระหว่าง การเสนอตามมาตรา ๓๐๒ กับพิจารณาตามมาตรา ๑๔๐ นั้นต่างกันอยู่ตรงที่ว่า มาตรา ๓๐๒ ถ้าคะแนนไม่เห็นชอบนั้นจะต้องเกินกึ่งหนึ่ง แต่มาตรา ๑๔๐ (๒) นั้น คะแนนเห็นชอบจะต้องเกินกึ่งหนึ่ง ซึ่งต่างกัน เพราะฉะนั้นบทบัญญัติมาตรา ๓๐๒ นี้ ทิ้งไปได้แล้ว เพราะว่ามันเลยเวลาที่จะบังคับใช้ การที่เพื่อนสมาชิกจากพรรคภูมิใจไทย ได้เสนอเข้ามาผมก็เห็นว่าชอบด้วยเหตุผลที่จะเสนอตามนี้ แต่จะชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ผมจะวิเคราะห์ให้ฟัง คือการเสนอร่างพระราชบัญญัติ ร่างพระราชบัญญัติที่ พิเศษ ๆ มีอยู่ ๒-๓ เรื่องด้วยกัน

เรื่องที่ ๑ คือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติฉบับประกอบรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องดําเนินการตามมาตรา ๑๓๙ บวกกับการพิจารณาตามมาตรา ๑๔๐

เรื่องที่ ๒ คือร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ ซึ่งจะมีหลักการในการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติและวิธีพิจารณาเช่นเดียวกัน

เรื่องที่ ๓ คือร่างพระราชบัญญัติทั่วไป ซึ่งร่างพระราชบัญญัติทั่วไปนี้ก็จะ เปึนพระราชบัญญัติการเงินและร่างพระราชบัญญัติไม่ใช่การเงิน ก็มีหลักการพิจารณา แบ่งแยกกันไป สําคัญอยู่วันนี้ที่เราจะพิจารณานั้นก็คือว่า มาตรา ๑๔๐ ที่เกี่ยวข้องกับ การลงคะแนนรับหรือไม่รับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นทางวุฒิสภา ได้มีหนังสือลงวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ แจ้งต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรว่าคะแนน ที่ลงรับหรือไม่รับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ คะแนนที่รับคือ ๗๐ เสียง ไม่รับ ๕๓ เสียง งดออกเสียง ๑๖ เสียง ไม่ลงคะแนน ๒ เสียง เพราะฉะนั้นคะแนนรับร่างพระราชบัญญัตินี้ เกินครึ่งครับ แต่ปัญหาว่าเกินครึ่งตรงนี้มีบทบัญญัติอื่นที่กํากับเอาไว้หรือไม่ เราก็ย้อน ไปดูที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๐ (๒) บัญญัติค่อนข้างชัดเจนซึ่งเปึนกฎหมายเฉพาะ บัญญัติว่า การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาให้กระทําเปึนสามวาระ ดังต่อไปนี้ ผมจะไม่เสียเวลาเกี่ยวกับเรื่องอื่นนะครับ (๒) การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สาม ต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการที่จะให้ ออกใช้เปึนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิก ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา และไม่มีข้อความอื่นใดต่อไปนะครับ ไม่มีข้อความอื่นใด ต่อไปเลย เพียงแต่ว่าต้องมีคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง แต่ทีนี้มาวรรคต่อไป ให้นําเอา บทบัญญัติในหมวด ๖ ส่วนที่ ๗ การตราพระราชบัญญัติมาใช้บังคับโดยอนุโลม ถามว่า มาตรา ๑๔๐ (๒) จะใช้หมวด ๖ ส่วนที่ ๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลมได้หรือไม่ตามที่ พรรคภูมิใจไทยได้เสนอขึ้นมา ที่ท่านเสนอบอกว่าตามมาตรา ๑๔๐ (๒) ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยถือว่าสมาชิกวุฒิสภายับยั้งกฎหมายดังกล่าวเพราะคะแนนเสียง ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ตรงนี้ปัญหามันก็อยู่ที่ว่าท่านสามารถที่จะไปตีความเองได้ไหมว่ากรณีนี้ เมื่อคะแนนเสียงไม่ถึงแล้วบอกว่าเปึนยับยั้งก็เป่ดต่อไปก็ไปอยู่ที่มาตรา ๑๔๗ (๒) มาตรา ๑๔๗ (๒) นี่นะครับบัญญัติว่าอย่างนี้ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๖๘ มาตรา ๑๖๘ คืออะไรครับ เปึนการพิจารณางบประมาณและการเสนอกฎหมายงบประมาณ ทีนี้ (๒) บอกว่าถ้าเสียงไม่เห็นชอบให้ถือว่ายับยั้งไว้ก่อนนี่คือไปใช้กับเรื่องงบประมาณ ไม่ได้ใช้กับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นการที่จะนําเอาบทบัญญัติ ที่ว่าด้วยการนํามาใช้โดยอนุโลมต่อกรณีนี้ผมเห็นว่าใช้ไม่ได้ เพราะมีกฎหมายที่ชัดเจน บัญญัติไว้แล้วคือมาตรา ๑๔๐ บัญญัติว่า ถ้าได้คะแนนเห็นชอบไม่ถึงกึ่งหนึ่งก็ต้องถือว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ตกไปโดยผลของกฎหมาย ตกไปโดยผลของรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้อย่างอื่น แต่ถ้าเปึนกฎหมายทั่วไปก็ดี หรือกฎหมายการเงิน กฎหมายงบประมาณ แน่นอนมีการคุ้มครองว่าแม้สภาสูง วุฒิสภาจะไม่เห็นด้วยให้ถือว่า ยับยั้ง แต่กรณีนี้กรณีของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติเช่นนั้น เพราะฉะนั้นการที่เพื่อนพรรคภูมิใจไทยได้เสนอขึ้นมาเพื่อที่จะให้ลงมติว่าจะยกขึ้น พิจารณาต่อไปได้หรือไม่นั้นผมเห็นว่าไม่น่าจะชอบด้วยรัฐธรรมนูญ การเสนอเข้ามาตาม มาตรา ๑๔๘ วรรคสอง ไม่น่าจะชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตกไปโดยผลของรัฐธรรมนูญแล้ว ขอบคุณครับ