พีรพันธุ์ พาลุสุข หารือเรื่องการยืนยันร่างกฎหมายนี้ โดยอ้างว่า วุฒิสภาไม่ได้แก้ไขร่างกฎหมายนี้ และไม่ได้ลงมติเห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร นอกจากนี้ยังอธิบายถึงข้อจำกัดในการตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หากไม่ครบเงื่อนไข กฎหมายนั้นจะไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดยโสธร ท่านประธานครับ ตามระเบียบวาระวันนี้ที่มีผู้เสนอมาขอให้สภาพิจารณาตามมาตรา ๑๔๘ วรรคสอง ก็คือขอให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติยืนยันร่างเดิมที่วุฒิสภาได้พิจารณากฎหมายว่าด้วย การตรวจเงินแผ่นดินมาแล้ว ผมอยากกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ในชั้น การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ผมและเพื่อนฝ์ายค้านอีกหลายท่านได้ลุกขึ้นมา แสดงความคิดเห็นที่ไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายตามที่มีผู้เสนอมานะครับ โดยเฉพาะ ในประเด็นที่การจะให้อํานาจมากมายแก่ คตง. และ สตง. ซึ่งเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญ กําหนด พูดง่าย ๆ ก็คือว่าจะทําให้ คตง. นี้ เปึน ป.ป.ช. ๒ ผมพยายามอธิบายให้เห็น หลาย ๆ มาตรามันเกี่ยวโยงกันอย่างไร แต่ว่าในที่สุดนั้นเสียงข้างมากก็ยืนยันไปตามที่ ได้มีการพิจารณาไปแล้ว เมื่อไปถึงวุฒิสภาครับท่านประธาน ผมก็ดีใจที่วุฒิสมาชิก หลายท่านได้เอาสิ่งที่ฝ์ายค้านได้ให้ความคิดเห็นไว้ไปถกกันต่อ แต่ว่าเมื่อสุดท้าย ก็ทราบว่ากฎหมายนี้วุฒิสภาไม่มีการแก้ไขเลย ผมถึงแปลกใจมากครับเพราะทุกครั้ง กฎหมายเล็ก ๆ น้อย ๆ วุฒิสภายังพยายามจะแก้ไขอยู่เลย แก้ตรงไหนไม่ได้ก็เอาคําว่า และ หรือ ก็จะแก้เลย แต่นี่มัน ๑๐๐ กว่ามาตรา ๑๒๑ มาตราท่านไม่แก้ไขเลย ทั้งที่ ผมเองก็พยายามฟังการอภิปรายของวุฒิสภาอยู่ ผมก็ตามดูต่อไปว่าถ้าอย่างนั้น ในชั้นกรรมาธิการที่ตั้งไว้ ๓๐ ท่านมีใครบ้าง ผมก็ไปตามมาดูอีกมีใครบ้าง ดูการพิจารณา ของวุฒิสภาครับ มีผู้ขอแปรญัตติ ๓๙ คน ท่านประธานครับ ไม่แก้ไขเลย แต่เอาเถอะ ท่านประธานครับ มันก็ผ่านไปแล้วก็ทําให้พวกเราได้ทราบดี ประธานคณะกรรมาธิการ ของวุฒิสภาบอกว่าที่ไม่แก้ไขเลยก็เพราะสภาผู้แทนราษฎรนั้นได้พิจารณาดีแล้ว วันนี้ครับ ท่านประธานผมดีใจที่อย่างน้อยเมื่อพวกเราจะต้องกลับมาพิจารณากันอีกครั้งหนึ่ง วิปฝ์ายค้านเองก็คงจะต้องยืนยันไปตามเดิมว่าไม่เห็นด้วย ผมก็ดีใจครับที่ฝ์าย เสียงข้างมากเริ่มเห็นสิ่งที่พวกผมได้อภิปรายไว้ในชั้นการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ว่าอย่างน้อยสิ่งที่พวกผมได้อภิปรายไว้ว่ากฎหมายนี้มันหมิ่นเหม่ต่อการขัดรัฐธรรมนูญ เปึนการให้อํานาจกับ คตง. เกินกว่าที่รัฐธรรมนูญกําหนด ท่านก็คงเห็นปัญหานี้ ผมทราบมาว่าอย่างน้อยในชั้นคณะกรรมการวิปก็มีมติเห็นด้วยที่จะไม่ยืนยันร่างกฎหมายนี้ ฉะนั้นผมก็อยากจะขอบคุณที่มีอย่างน้อยเสียงที่ผมได้พูดไว้ในชั้นสภาผู้แทนราษฎรนั้น วันนี้ท่านก็คงเห็นแล้วครับข้อเท็จจริงเปึนอย่างไร อย่างไรก็ดีท่านประธานครับ สิ่งที่ ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานต่อไปนี่นะครับ ผมดูในข้อมูลที่มีการนําเสนอมา วุฒิสภาได้มีหนังสือมาถึงท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ป้ ๒๕๕๒ โดยแจ้งผลการพิจารณาของวุฒิสภาว่า ที่ประชุมลงมติเห็นชอบด้วยกับ สภาผู้แทนราษฎร ๗๐ เสียง ไม่เห็นด้วย ๕๓ เสียง งดออกเสียง ๑๖ เสียง ไม่ลงคะแนน ๒ เสียง ซึ่งคะแนนเสียงที่เห็นชอบกับสภาผู้แทนราษฎรนั้นมีไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของ สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา ตามมาตรา ๑๔๐ วรรคสองของรัฐธรรมนูญ จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดทราบและพิจารณาดําเนินการต่อไป ไม่ได้บอกว่าให้ทําอย่างไรนะครับ โปรดทราบและพิจารณาดําเนินการต่อไป พวกผมเองก็ติดตามอีกว่าท่านประธาน จะมีความเห็นอย่างไร เวลาผ่านไปหลายเดือนครับท่านประธาน จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๑ กันยายน สมาชิกฝ์ายรัฐบาลจํานวนหนึ่งครับ ได้เสนอขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ร่างกฎหมายนี้ตามมาตรา ๑๔๘ ของรัฐธรรมนูญก็คือให้พวกเรามาพิจารณาว่าจะยืนยัน ตามร่างเดิมหรือไม่ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าคือผู้ที่เสนอก็บอกว่า การที่เสียงเห็นชอบของวุฒิสภาไม่ถึงกึ่งหนึ่งตามมาตรา ๑๔๐ วรรคสองนั้นถือว่า เปึนกรณีที่วุฒิสภายับยั้ง เมื่อยับยั้งแล้วตามมาตรา ๑๔๗ ก็สามารถที่จะดําเนินการ ต่อไปได้ตามมาตรา ๑๔๘ วรรคสอง คือก็ให้สภาผู้แทนราษฎรนั้นมาพิจารณาว่า จะยืนยันตามร่างเดิมหรือไม่ ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับเปึนความเห็น ในทางกฎหมาย ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ผมได้ไปพูดคุยกับทางวิปฝ์ายรัฐบาลเปึนการส่วนตัวแล้ว บอกว่าลองฟังผมให้ดี ๆ ว่าต่อไปนี้เปึนความเห็นทางกฎหมายแท้ ๆ เลยนะครับ เนื้อหา หลายคนพูดไปแล้วว่าไม่เห็นด้วยเพราะอะไร แต่ว่ากระบวนการนี่นะครับ กฎหมายนี้ เปึนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เรามีกฎหมายนี้มาครั้งแรก ในการบัญญัติกฎหมายนี้ ขณะนั้นความรู้ทางวิชาการมันยังไม่หนักแน่นพอหลายคน ก็ยังสับสนอยู่ สุดท้ายเราก็มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เปึนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ที่มีศักดิ์เท่ากับกฎหมายธรรมดา แต่เรียกชื่อว่าเปึนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ พอมาถึง รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ความรู้เราก็ดีขึ้น ผู้ร่างก็บอกว่าเนื่องจากกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ มันมีความสําคัญ มันเปึนน้อง ๆ ของรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นศักดิ์ของมันขอให้สูงกว่า ก็เลยบัญญัติกระบวนการตราให้ต่างไปจากกฎหมายธรรมดา นี่ก็คือรัฐธรรมนูญได้แยก การตรากฎหมายพระราชบัญญัติทั่วไปกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญออกจากกัน ท่านประธานครับ สําหรับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญบอกว่า ให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาพิจารณาเปึน ๓ วาระ
วาระที่หนึ่ง ขั้นรับหลักการ เอาเสียงข้างมาก
วาระที่สอง กับวาระที่สามต้องมีเสียงคะแนนเห็นชอบในการที่จะให้ออก เปึนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ ของแต่ละสภา แล้วก็ให้นําหมวด ๖ ส่วนที่ ๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลมต่อไปด้วย ผมก็อ่านดูแล้วครับ นี่คือการตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ มันมีลักษณะต่างจาก กฎหมายทั่วไปบอกว่าวาระที่หนึ่งเอาเสียงข้างมากทั่วไป วาระที่สามต้องเกินกว่ากึ่งหนึ่ง สภาผู้แทนราษฎรเกินกว่ากึ่งหนึ่ง แต่วุฒิสภาเสียงเห็นชอบไม่ถึงกึ่งหนึ่ง เมื่อไม่ถึงกึ่งหนึ่ง แปลว่าอะไรครับ ก็แปลว่ากระบวนการเงื่อนไขในการตรามันไม่ครบตามรัฐธรรมนูญ เมื่อมันไม่ครบตามรัฐธรรมนูญแปลว่าอะไรครับ ก็แปลว่ามันดําเนินการต่อไปไม่ได้ เมื่อมันดําเนินการต่อไปไม่ได้ผลของมันก็คือต้องเปึนเรื่องทั่วไปก็ต้องถือว่ามันตกไป เพราะมันไม่ครบเงื่อนไขของมาตรา ๑๔๐ วรรคสอง เฉพาะกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ต้องได้คะแนนเสียงอย่างนี้ อย่างไรก็ตามสมาชิกส่วนหนึ่งก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นถือว่า เปึนการที่วุฒิสภายับยั้ง ท่านประธานลองไปดูนะครับ ยับยั้งก็คือมาตรา ๑๔๗ (๒) บอกว่าถ้าไม่เห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร ถ้าวุฒิสภาไม่เห็นชอบด้วย แต่พอมาดู คะแนนนะครับ ไม่ใช่ไม่เห็นชอบด้วย เขาเห็นด้วย ๗๐ เสียงมันไม่ถึงครึ่ง แล้วเราจะแปลว่า เขายับยั้งหรือ ไม่ใช่ เปึนการตราโดยเฉพาะว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ต้องทําอย่างนี้ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในความเห็นผมถึงแม้จะมี ผู้เสนอมา แล้วทางเสียงข้างมากเองก็ดูเหมือนจะคุยกันแล้วว่าจะไม่ยืนยัน ผลมันเท่ากัน ก็คือกฎหมายนี้คงจะต้องตกไปในที่สุดนะครับ แต่ว่าถ้าเราพิจารณากระบวนการ ตราพระราชบัญญัติของมันนี่นะครับ ผมคิดว่าเมื่อมันได้ครบถ้วนตามกระบวนการ ของแต่ละสภานี่มันตกไปในตัวของมันอยู่แล้ว ไม่จําเปึนที่เราจะต้องเอาขึ้นมายืนยัน อีกครั้งหนึ่ง เพราะถ้าเปึนอย่างนี้มันก็จะเปึนปัญหาในโอกาสต่อไปว่า ถ้าเปึนกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญ ถ้าเสียงของวุฒิสภาที่จะเห็นชอบให้ประกาศเปึนกฎหมายไม่ถึงครึ่ง แล้วต้องย้อนมาให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอีกครั้งหนึ่งจะยืนยันหรือไม่ยืนยัน ซึ่งผมว่า มันไม่ใช่ หลักของมันก็คือว่าเมื่อมันไม่ครบเงื่อนไขของการตรากฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญแล้ว โดยเฉพาะมาตรา ๑๔๐ วรรคสอง เมื่อเสียงของสภาใดสภาหนึ่ง ไม่เปึนไปตามเงื่อนไขที่เขากําหนดไว้ ผลก็คือกฎหมายนั้นจะดําเนินการต่อไป ที่จะประกาศเปึนกฎหมายต่อไปไม่ได้ ผมถึงไม่เห็นด้วยที่มีผู้เสนอขึ้นมาบอกว่า เอาละเมื่อเสียงที่เห็นชอบไม่ถึงกึ่งหนึ่งแปลว่ายับยั้ง ไม่ใช่ครับ เพราะถ้ายับยั้งนี่ เขาเขียนว่า ถ้าวุฒิสภา มาตรา ๑๔๗ วรรคสอง บอกว่า ถ้าไม่เห็นชอบด้วย ชัดเจนครับ ถ้าไม่เห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร นี่คือการยับยั้ง แต่นี่เสียงข้างมากเขาเห็นด้วย แต่มันไม่ครบเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกําหนดเท่านั้นเอง เมื่อไม่ครบเงื่อนไขในการตรา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งเขากําหนดเงื่อนไขการตราไว้ต่างจากกฎหมาย ทั่วไปก็ต้องถือว่ามันตกไปแล้ว โดยไม่ต้องเอาหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอีก ถึงแม้จะมี ผู้อธิบายต่อไปบอกว่า ก็เขาบอกว่าให้เอามาใช้โดยอนุโลมอย่างไร อนุโลมเท่าที่จะ อนุโลมได้ ก็คือถ้าวุฒิสภาโหวตไม่เห็นด้วย ด้วยเสียงข้างมาก เอาละก็กลับมาพิจารณาว่า สภาผู้แทนราษฎรจะว่าอย่างไร นี่คือการอนุโลมตามมาตรา ๑๔๗ ใช่ไหมครับ มาตรา ๑๔๗ (๑) ถ้าเห็นชอบด้วยทําอย่างไรต่อไป ถ้าแก้ไขเพิ่มเติมทําอย่างไรต่อไป นี่เขาก็บอกไว้ชัด เมื่อมันไม่เข้าเงื่อนไขอย่างนี้ผมจึงคิดว่ามันตกไปแล้วในชั้นของวุฒิสภา เมื่อมันตกไปแล้วสภาผู้แทนราษฎรก็ทําอะไรต่อไปไม่ได้ก็จบครับ แต่ถ้าถือว่าเปึน การยับยั้ง วันนี้ท่านลงมติว่ายับยั้งไว้ไม่เห็นชอบด้วย ไปดูมาตรา ๑๖๘ นะครับ เสนอมาใหม่ไม่ได้นะ เพราะถูกยับยั้ง ผมถึงบอกว่านี่ไม่ใช่การยับยั้ง แต่มันไม่ครบเงื่อนไข ที่กําหนดไว้ในแต่ละสภา มันตกไปแล้วท่านประธาน นี่เปึนความเห็นในเชิงกฎหมายจริง ๆ ที่อยากจะเรียนให้ท่านประธาน แล้วก็พอดีผมได้ไปเรียนกับทางเสียงข้างมากแล้วว่า ลองฟังความเห็นของผมนะ มันอาจจะเปึนทางออกที่จะเกิดประโยชน์ต่อไปในอนาคต ขอบคุณท่านประธานครับ