สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

ชลน่าน ศรีแก้ว หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายการศึกษา โดยเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิก แต่ขออนุญาตอภิปรายเพื่อฝากไปยังคณะกรรมาธิการเพื่อให้กฎหมายเป็นประโยชน์สูงสุด ชลน่าน ศรีแก้ว ย้ำถึงความจำเป็นในการแบ่งเขตการศึกษาเป็นประถมศึกษากับมัธยมศึกษา เพื่อส่งเสริมความเป็นเอกภาพเชิงนโยบายและความหลากหลายเชิงปฏิบัติ และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการตรวจสอบให้แน่ใจว่ากฎหมายที่แก้ไขจะสอดคล้องกับกฎหมายแม่บทและไม่ทำลายหลักการของกฎหมายที่เสนอไว้

นายชลน่าน ศรีแก้ ว น่าน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ตามที่คณะรัฐมนตรีและ เพื่อนสมาชิกได้เสนอร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ฉบับมาเป็นร่างพระราชบัญญัติเพื่อแก้ไข เพิ่มเติมกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา ไม่ว่าจะเป็ นร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แล้วก็ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ทั้ง ๓ ฉบับ ผมดูหลักการและเหตุผล ประกอบกับคําอภิปรายของเพื่อนสมาชิก ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีความเห็นด้วย ในสิ่งที่เพื่อนสมาชิกได้นําเสนอ แต่ประเด็นหนึ่งที่ผมต้องขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ ที่ท่านประธานมอบให้ ๗ นาที ที่จะขออนุญาตอภิปรายเพื่อฝากไปยังคณะกรรมาธิการ ที่จะได้ทําให้กฎหมายทั้ง ๓ ฉบับเป็นประโยชน์สูงสุด ผมได้ดูข้อดีที่ทางผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสมาคมผู้บริหารของโรงเรียนมัธยมศึกษาได้นําเสนอต่อสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร สิ่งหนึ่งที่ต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า การแก้ไข กฎหมายทั้ง ๓ ฉบับ เพื่อให้มีการแบ่งเขตการศึกษาเป็นมัธยมศึกษาและประถมศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องหลักนั้น

ประการแรกสุด สิ่งที่ผมอยากจะมุ่งเน้ นในสภาแห่งนี้ก็คือว่า หลักเรื่องเอกภาพด้านนโยบายและความหลากหลายเชิงปฏิบัติ ซึ่งเป็นข้อวิเคราะห์ ข้อหนึ่งที่ทางผู้เกี่ยวข้องได้จัดทํามีข้อเสนอมา ผมอ่านแล้วผมประทับใจว่า เขาเชื่อมั่นว่า ถ้ามีการแบ่งเขตการศึกษาเป็นมัธยมศึกษากับประถมศึกษาแล้วจะทําให้มีความเป็น เอกภาพเชิงนโยบายและมีความหลากหลายเชิงปฏิบัติที่แท้จริง จริง ๆ นโยบายนี้ เราออกมานานตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ตั้งแต่มีกฎหมายการศึกษาแห่งชาติมา แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นผลพวงนั่นก็คือว่า ขณะนี้เด็กประถมศึกษากับเด็กมัธยมศึกษาซึ่งมีช่วงอายุของสมอง อายุของวัย จิตวิทยาการเรียนรู้ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของร่างกายมีความแตกต่างกันมาก สิ่งหนึ่งที่สะท้อนอย่างชัดเจนที่ผมพยายามสัมผัสนี่ไม่ใช่บุคลากรภาคการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นประถมศึกษาหรือมัธยมศึกษาล้วนแต่เรียนเหมือนกันครับ ๘ สาระวิชา เหมือนกัน ท่านประธานครับ แล้วลูกผมอายุ ๑๐ ขวบ อยู่ ป. ๔ กับคนอายุ ๑๕ ขวบ อยู่ ม. ๓ ม. ๑ นี่มันแตกต่างกันไหมครับท่านประธาน มันแตกต่างกัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่ปรากฏชัดที่สุดก็คือเด็กอ่านไม่ได้ เขียนไม่ออก บอกพ่อไม่ได้ บอกแม่ก็ไม่ถูก อันนี้ คือสิ่งที่สะท้อนออกมา เพราะฉะนั้นความเป็นเอกภาพเชิงนโยบาย ความหลากหลาย เชิงปฏิบัติ ถ้าจะส่งเสริมให้ท่านตอบสนองข้อนี้นี่ผมเชื่อว่าถ้ามีการจัดองค์กร จากโครงสร้างที่ดีนี่มันเป็ นไปได้ ไม่เฉพาะแต่ตัวเด็กนะครับ บุคคลที่เกี่ยวข้อง ในวงการทั้งหมดล้วนแต่เป็นทุกข์ ถ้าท่านประธานเป็นครูประถมศึกษานะครับ มีโอกาส สอบได้ไปเป็นผู้อํานวยการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา ผมเชื่อครับวัน ๆ ท่านแทบจะไม่มี ความสุขกับการทํางานเลย เฉกเช่นกันครับ ครูประถมศึกษาไปเป็ นมัธยมศึกษา ครูมัธยมศึกษาไปเป็นประถมศึกษาก็เฉกเช่นกัน สิ่งเหล่านี้มันทําลายสภาพของสิ่งที่ เรากล่อมเกลามาตลอดกระบวนการการศึกษาชาติของเรา เพราะฉะนั้นเปลี่ยนแปลงได้ ก็เป็นสิ่งที่ดี นั่นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ข้อดีเรื่องงบประมาณ ผมเองพยายามเอาใจช่วยนะครับว่า ท่านเขียนมันจะเป็นข้อดีที่โรงเรียนมัธยมศึกษาจะได้มีโอกาสได้รับการกระจายโอกาส ทางด้านการศึกษา โดยเฉพาะกระจายเรื่องงบประมาณเข้ามา สามารถที่จะนําเงิน งบประมาณมาบริหารแบบมุ่งเน้นผลงาน ได้เงินลักษณะเป็นก้อนเข้ามา แต่ผมดูแล้วนี่ ต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ที่ท่านสุนัยเองก็ดี ผมเองก็ดีทักท้วงไป เมื่อช่วงตอนที่จะมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติทั้งสามว่าเกี่ยวด้วยการเงินหรือไม่ สิ่งที่เป็ นห่วงก็คือว่าถ้าท่านไม่ยึดตามกฎหมายแม่บทที่ท่านแก้ทั้งสองสามฉบับ โดยเฉพาะระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการกับระเบียบข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษาซึ่งเขียนไว้ชัดนะครับ เช่น การจัดระเบียบบริหารราชการเขตพื้นที่การศึกษา กับเรื่องของระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มอบให้ผู้อํานวยการเขต การศึกษาเป็ นผู้บังคับบัญชาและมีอํานาจหน้าที่ ตลอดจนมี อ.ก.ค.ศ. ขึ้นมา คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาขึ้นมารองรับในแต่ละเขต ก็ต้องมีองค์กรเพราะฉะนั้นงบประมาณที่จะต้องใช้น่าห่วงใยอย่างยิ่ง ที่ผมต้องใช้โอกาส ตรงนี้กราบเรียนท่านประธานว่า ทําอย่างไรที่คณะกรรมาธิการจะได้มุ่งเน้นให้เห็นชัดเจนว่า เชื่อมโยงกฎหมายที่แก้ไขสองสามมาตราเชื่อมโยงไปกับกฎหมายแม่ซึ่งเขียนอํานาจหน้าที่เอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นอํานาจหน้าที่ของผู้อํานวยการเขต ซึ่งต่อไปก็หมายถึงผู้อํานวยการเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษาด้วย ในกฎหมายแม่นี่ไม่ได้เขียนว่าเขตอะไรนะครับ แต่สิ่งที่พอแยกปุ๊ บนี่ ในมาตรา ๒๔ ของพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา นี่มอบอํานาจหน้าที่ให้ผู้อํานวยการเขตการศึกษาไว้ เพราะฉะนั้นท่านก็ต้องไปใช้ อํานาจหน้าที่ตรงนั้น เพราะฉะนั้นระบบการจัดสรรงบประมาณในการที่จะสนับสนุน ในเรื่องของกระบวนการทั้งหลายทั้งปวงนี่ผมเป็นห่วง ก็ฝากคณะกรรมาธิการว่า ท่านจะมีโอกาสเขียนสอดแทรกอย่างไร โดยที่ไม่ไปทําลายหลักการที่ท่านเสนอเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นฉบับที่ ๑ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ ๒ ว่าด้วย ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ และฉบับที่ ๓ ว่าด้วยระเบียบข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาให้มันสอดคล้องต้องกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็เชื่อว่า ในเจตนาที่ดีที่ผมสนับสนุนว่าควรจะต้องมีการแบ่งแยกให้ชัดก็คือว่าการยอมรับนับถือ ของบุคลากรทางการศึกษาที่อยู่ทั้งสายประถมศึกษาและสายมัธยมศึกษาที่ครั้งหนึ่ง ถูกจับให้มารวมกัน ผมเชื่อมั่นครับผมอยู่ในพื้นที่เขาไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกันหรอกครับ ด้วยความยอมรับนับถือนี้ที่เขาสามารถที่จะเอื้ออํานวยว่าความเหมาะสมเป็ นอย่างนี้ ผมยินดี ไม่ลุแก่อํานาจ ไม่เห็นแก่สิ่งที่จะเป็นงบประมาณหรือรายได้เข้ามาสู่ตัวบุคคลแล้วนี่ ตรงนี้ละครับเป็นสิ่งที่น่าสนับสนุนยิ่ง แล้วผมเองก็พยายามสอบถามอยู่ตลอดเวลาครับว่า การที่จะแยกเขตมัธยมศึกษาออกจากเขตประถมศึกษานั้นในวงการทั้งหมด เขามีความคิดเห็นอย่างไรไม่มีข้อขัดข้องประการใด ๆ ท่านประธานครับ เสียงส่วนใหญ่ ยินดีและพร้อมที่จะให้ความร่วมมือตลอด อันนี้ถือว่าเป็นเรื่องดีนะครับ ที่ผมถือว่าเป็นมิติ ที่จะทําให้การแบ่งเขตการศึกษา ตลอดจนไปตั้งองค์กรของการศึกษา ไม่ว่าจะเป็น ก.ค.ศ. ระดับประเทศ อ.ก.ค.ศ. ระดับพื้นที่ขึ้นมานี่ ผมเชื่อว่าไม่มีปัญหาในตรงนั้น ท่านประธานครับ ด้วยเวลาจํากัด สิ่งที่เกิดขึ้นในกระบวนการการพัฒนาประเทศชาติ บ้านเมืองเรานี่มันมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่เราเป็นฝ่ายนิติบัญญัติที่เป็นผู้ออกกติกา ให้ฝ่ายบริหารไปใช้จําเป็นจะต้องใคร่ครวญครับ จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูรอบด้าน ไม่นานต่อไปนี้ผมเชื่อว่าต้องเข้ามาอีกฉบับมาแก้ไขเพิ่มเติม และร่างกฎหมายเกี่ยวกับ เรื่องการศึกษาตามอัธยาศัยหรือการศึกษาตลอดชีวิตขึ้นมา อย่างนี้ละครับมันเป็นสิ่งที่จะ สะท้อนว่าพวกเราจะต้องทําหน้าที่ให้ถึงพร้อมในสิ่งที่พี่น้องประชาชนได้มอบหมาย ผมยินดีให้การสนับสนุนพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติม ก็ฝากกรรมาธิการ ไปดูในสิ่งที่ผมได้อภิปรายไว้เป็นข้อสังเกตด้วย กราบขอบคุณท่านประธานครับ