อภิชาต การิกาญจน์ หารือเรื่องการปฏิรูปการศึกษา โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการศึกษาเพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของความเป็นเอกภาพในการจัดการศึกษา และการไม่สร้างปัญหาเกี่ยวกับการแยกมัธยมศึกษาออกจากประถมศึกษา และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของหน่วยงานเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน และการแยกโรงเรียนมัธยมศึกษาจากโรงเรียนประถมศึกษา เพื่อแก้ปัญหาความคับข้องใจของครูผู้ปฏิบัติหน้าที่ และเพื่อเร่งรัดคุณภาพการศึกษา
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต การิกาญจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมมีประเด็นที่จะพูดถึงการยกร่าง แก้ไขพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการศึกษาทั้ง ๓ ฉบับอยู่สามสี่ประเด็นนะครับ
ประเด็นแรก เราต้องยอมรับว่าการปฏิรูปการศึกษาครั้งหลังสุดเมื่อปี ๒๕๔๒ และครบวาระ ๑๐ ปี เป็น ๑ ทศวรรษของการปฏิรูป เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ในวงการศึกษาไทยซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน มีการยุบองค์กรหลัก ๆ ไม่ว่าจะเป็นสํานักงานศึกษาธิการจังหวัด สํานักงานศึกษาธิการ อําเภอ สํานักงานการประถมศึกษาจังหวัด สํานักงานการประถมศึกษาอําเภอ การยุบ ๑๔ กรมมาเหลือเป็น ๕ แท่ง การตั้งสํานักงานใหม่ ๆ ที่เชื่อว่าจะสามารถเร่งรัดคุณภาพ ของการจัดการศึกษา เช่น สํานักทดสอบทางการศึกษา สํานักประเมินมาตรฐาน การศึกษา ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเหล่านี้อยู่ภายใต้ความคาดหวังว่าเราจะเห็นว่า ๑๐ ปีของการปฏิรูป เราจะได้เห็นคุณภาพทางการศึกษาที่มีการเปลี่ยนแปลงและ ก้าวหน้าไปกว่าที่เป็นอยู่ เราต้องยอมรับนะครับว่า เรามีเด็กจํานวนหนึ่งที่มีความเก่ง มีความสามารถในการไปแข่งขันวิชาการต่าง ๆ แต่ถ้าดูโดยรวมแล้วการวัดผลทดสอบ ความสามารถโดยรวม ๆ แล้วในทุกวิชาหลัก ๆ ในทุกระดับชั้น ทั้งประถมศึกษาและ มัธยมศึกษาเรายังอยู่ตํ่ากว่าเกณฑ์ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ในทุกหมวดวิชา สิ่งเหล่านี้จึงเป็น ความจําเป็นที่เราจะต้องกลับมาทบทวนว่าการที่จะมีการปรับเปลี่ยน การที่จะมี การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างบางเรื่องอีกสักครั้งหนึ่งมันน่าจะเป็นผลดีในการยกระดับ มาตรฐานการศึกษาของลูกหลานของเราได้จริงหรือไม่ สิ่งที่เราเป็นกังวลมากที่เปิด ประเด็นนี้ขึ้นมาก็คือความเป็นเอกภาพในการจัดการศึกษา หลายคนกลัวว่าจะมีการตั้ง แท่งมัธยมศึกษาขึ้นมา นั่นหมายความว่าจะมีแท่งเอกชน แท่งการศึกษานอกระบบ เพราะฉะนั้นในวันที่ตัดสินใจออกมาในแนวทางนี้ว่า เป็นการจัดตั้งเขตพื้นที่มัธยมศึกษา ขึ้นมาเพื่อรับผิดชอบในส่วนของโรงเรียนมัธยมศึกษาจึงคิดว่าน่าจะเป็นความลงตัวในเรื่อง โครงสร้างในระดับหนึ่ง แต่ผมคิดว่าการแยกมัธยมศึกษาออกจากประถมศึกษาจะต้องอยู่บน เงื่อนไขที่ไม่สร้างปัญหา เช่น จะต้องไม่ใช่เป็นการแยกที่เกิดจากการรังเกียจเดียดฉันท์ ระหว่างกัน จะต้องไม่เป็นการแยกที่ถือว่าใครดีกว่าใคร หรือใครเหนือกว่าใคร จะต้อง เป็นการแยกที่ไม่ทําให้เกิดความแตกแยกของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีภาระ รับผิดชอบในต่างระดับกัน ผมคิดว่าความจําเป็นที่เราต้องทําความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ มันจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทําให้เห็นว่า การผ่านพระราชบัญญัติการแยกมัธยมศึกษา จะเกิดประโยชน์ในการเร่งรัดคุณภาพการเรียนการสอนในวันข้างหน้าได้อย่างแท้จริง ช่วงเวลา ๑๐ ปีที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าสิ่งที่เป็นแนวคิดหรือนโยบาย เมื่อเรานําไปใช้ ในการปฏิบัติจริง ๆ แล้วเราก็เห็นว่าบางเรื่องยังเป็นปัญหาไม่ลงตัว เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็น ปัญหาและไม่ลงตัว ผมคิดว่าเมื่อถึงเวลาก็ควรจะเป็นสิ่งที่เราจะปรับเปลี่ยนได้ภายใต้ ความสมเหตุสมผลที่จะต้องเปลี่ยนแปลง การรวมประถมศึกษากับมัธยมศึกษา พอสรุปได้ว่าเรามีปัญหาอยู่บางประการดังต่อไปนี้
๑. สํานักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน หลังจากการปฏิรูปการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างแล้วจะมีโครงสร้างที่เป็นหน่วยงานที่มีขนาดใหญ่มาก มีความรับผิดชอบมาก มีโรงเรียนที่อยู่ภายใต้การดูแลมาก มีนักเรียนถึงประมาณ ๖,๐๐๐,๐๐๐ คน มีครูประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คน การเป็นองค์กรที่ใหญ่มาก การเร่งรัดที่จะให้เกิดคุณภาพอย่างแท้จริง เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะยาก
๒. วัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่างกันระหว่างประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เป็นสิ่งหนึ่งที่วัน เวลาผ่านมาเราเชื่อว่าการหลอมรวมที่จะให้เป็นเนื้อเดียวกันในที่สุด ถึงเวลาที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ จึงจําเป็นที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในส่วนนี้
๓. ธรรมชาติของผู้เรียนระหว่างเด็กเล็กกับเด็กโต ระหว่างครูผู้สอนเด็กเล็กกับ ผู้สอนเด็กในชั้นมัธยมศึกษา ระหว่างผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษากับผู้บริหารโรงเรียน มัธยมศึกษาเป็นความแตกต่างโดยสิ้นเชิง
เพราะฉะนั้นบนความแตกต่างเหล่านั้นทําให้ไม่สามารถที่จะเร่งรัด ในเรื่องคุณภาพได้อย่างแท้จริง บนความแตกต่างและประสบการณ์ในการบริหาร บนภาระและความรับผิดชอบที่แตกต่างกันมันทําให้ความพึงพอใจของคณะบุคคลหรือ บุคลากรในการทํางานอยู่ในสภาพที่ผมเรียกได้ว่าสภาพคับข้องใจ เมื่อเกิดสภาพคับข้องใจ การจะให้เกิดประสิทธิภาพในการทํางานจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก เพราะฉะนั้น เพื่อให้ทุกคนมีความสุขใจในการปฏิบัติหน้าที่ในการทํางานจึงจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง มีการแยกทั้ง ๒ ฝ่ำยออก ในเรื่องประเด็นอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็ นการจัดสรรงบ ที่ไม่พอเพียงหรือไม่ลงตัว หรือการจัดสรรงบที่ต้องดูแลทั้ง ๒ ส่วน แล้วบนความจําเป็น ของระดับการศึกษาที่ไม่เท่ากันมันทําให้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่ง เราจะเห็นว่า มีโรงเรียนมัธยมศึกษา ๕๘ แห่งในจังหวัดนครราชสีมาได้ตัดสินใจที่จะโอนไปอยู่กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคือไปอยู่ อบจ. เพราะเหตุว่าไปยุบรวมระหว่างประถมศึกษา มัธยมศึกษาด้วยกัน แล้วงบประมาณที่เคยได้อย่างเพียงพอมันถูกตัดหายไปภายใต้ ส่วนแบ่งที่มากขึ้น หมายความว่าในเงินก้อนเดียวกันเมื่อเอาส่วนย่อยมารวมกัน แล้วมันไม่เท่ากับส่วนใหญ่คือผลออกมาไม่เท่ากัน มีความยุ่งยากในการบริหารโรงเรียน ระดับมัธยมศึกษาก็เป็นปัญหาหนึ่งที่จําเป็นจะต้องมีการเสนอกฎหมายฉบับนี้เข้ามา ผมคิดว่าประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในการยกร่างกฎหมายทั้ง ๓ ฉบับ สิ่งที่เราคาดหวังนั้น นอกเหนือจากความลงตัวในความรู้สึกที่ไม่คับข้องใจของครูผู้ปฏิบัติหน้าที่แล้วก็คือ เราหวังว่าหลังจากการแยกมัธยมศึกษาออกมาจากประถมศึกษาแล้วเราจะสามารถเร่งรัด คุณภาพการศึกษาได้มากกว่าวัน เวลาที่ผ่านมาครับ ผมขอสนับสนุนการยกร่างกฎหมาย ทั้ง ๓ ฉบับ