สุนัย จุลพงศธร ระบุว่าการปฏิรูปการศึกษาในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ มีปัญหาตั้งแต่ต้นและไม่ได้ผล
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน จังหวัดนครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย กราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้ผมได้ขึ้นมาอภิปรายในประเด็นนี้ ซึ่งกระผมเองคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ครู และพี่น้อง ประชาชนที่จะต้องพิจารณาปัญหาของร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ฉบับนี้ โดยกระผมจะ ถือเอาร่างของรัฐบาลเป็นหลัก เพราะคิดว่าภาวะขณะนี้นั้นรัฐบาลเป็นผู้ที่จะกําหนด ทิศทางการศึกษา แล้วก็ในการดําเนินการคงจะต้องเอาร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติเป็นต้นทาง ท่านประธานครับ ถ้าท่านรัฐมนตรีจะมานั่งฟังตรงนี้กระผม ก็จะกราบขอบพระคุณอย่างยิ่ง เริ่มต้นผมจะแสดงความยินดีกับท่านรัฐมนตรี ชินวรณ์ บุณยเกียรติ ที่เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาร่วมกับกระผม แล้วก็ ได้ไปนั่งเป็นรัฐมนตรี ผมไม่ได้ยินดีกับรัฐบาลนี้ที่เข้ามาบริหารโดยไม่ชอบ ที่ผมเสนอ ความเห็นตามความคิดของผมไปตั้งแต่ต้นแล้วว่าท่านมาโดยไม่ชอบ แต่ที่ผมแสดง ความยินดีกับท่านชินวรณ์นั่น เพราะว่าท่านจะได้มารับผลแห่งกรรม อะไรหรือครับ ท่านประธานครับ เมื่อเช้านี้ต้องขอประทานโทษที่ได้จะเอ่ยชื่อเพื่อน ส.ส. คนหนึ่งที่ผมเอง เห็นด้วยกับท่านเลยคือท่าน ส.ส. ผ่องศรีบอกว่า การเสนอแก้ไขกฎหมายนี้เป็นผลมาจาก พรรคประชาธิปัตย์ที่เสนอพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ ปี ๒๕๔๒ จึงเป็นต้นทางของการปฏิรูปการศึกษา และการปฏิรูปการศึกษานั้นได้สร้างความเจ็บปวด ให้แก่พี่น้องเพื่อนครูเสียขวัญกําลังใจกันตั้งแต่นั้นเป็ นต้นมา ท่านประธานครับ นักการศึกษาสําคัญ ๆ หลายคนต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ปี ๒๕๔๒ นั้นพรรคไทยรักไทย ยังไม่ได้เริ่มต้น ยังไม่ได้ปฏิสนธิ ดังนั้นปัญหาต่าง ๆ นั้นขอประทานโทษที่ต้องเอ่ยชื่อ ตามข้อเท็จจริงก็คือพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้ที่เป็นรัฐมนตรีอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการมา ยาวนาน และเป็นผู้เสนอโครงสร้างการศึกษา ท่านประธานครับ บุคคลสําคัญคนหนึ่ง ที่เขาเรียกว่า ๙ อรหันต์ที่เป็นคนเขียนเรื่องร่างพระราชบัญญัติปฏิรูปการศึกษาขึ้นมา ด้านหลักก็มาจากพรรคดังกล่าว คนหนึ่งที่ผมยังจําชื่อได้คือคุณวิจิตร ศรีสอ้าน ท่านครับ อะไรคือสิ่งที่ทําให้พี่น้องครูเจ็บปวด เสียขวัญกําลังใจ ผู้ที่ปฏิรูปการศึกษาและเสนอ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ อันเป็นต้นทางนั้นได้มองให้ร้ายต่อสิ่งที่ กระทรวงศึกษาธิการเป็นอยู่โดยใช้สํานวนว่าเป็นกระทรวง ๑๔ องค์ชาย โดยกล่าวหาว่า กระทรวงนี้มี ๑๔ กรมที่เป็นผู้ยิ่งใหญ่ ดังนั้นจึงเกิดการปฏิรูปขึ้นด้วยเป้ำหมายที่จะเพิ่ม คุณภาพการศึกษา แต่การจะเพิ่มคุณภาพการศึกษานั้นต้องเริ่มต้นจากโครงสร้าง ท่านครับ ผมอยากจะให้การอภิปรายวันนี้เป็นข้อเตือนใจว่าการปฏิรูปโครงสร้าง การปฏิรูป กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ วันนี้อย่าได้ใช้ต้นแบบของกระทรวงศึกษาธิการเลยครับ เพราะยิ่งใช้ต้นแบบอันนี้ยิ่งเสียหายอย่างหนัก เสียหายทั้งครูที่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพ เสียหายทั้งประชาชน เสียหายอย่างไรครับท่านประธาน จากเดิมบอกว่า เป็นกระทรวง ๑๔ องค์ชาย พอปรับปั๊บยุบ ๑๔ กรมหมดครับ ๑๔ กรมนั้นก็คือกรมในส่วนที่เป็น ประถมศึกษาและมัธยมศึกษายุบรวมกันครับ จึงเป็นที่มา ถามว่าวันนั้นไม่รู้หรือครับว่า โดยวัฒนธรรมของครูบาอาจารย์ที่สอนมัธยมศึกษากับประถมศึกษามันคนละวัฒนธรรม และยากที่จะเข้ากันได้ในทางวิชาการ ผมไปนั่งอยู่ในกระทรวงในฐานะเลขานุการรัฐมนตรี และที่ปรึกษารัฐมนตรีได้เกิดปัญหาตลอดเวลา นั่นก็คือครูที่อยู่ในระดับประถมศึกษา อยากจะขึ้นไปอยู่มัธยมศึกษา ทําไมล่ะครับ ก็มัธยมศึกษา ๑,๐๐๐ คนนี่ครับโรงเรียนใหญ่ โรงเรียนประถมศึกษาเป็นโรงเรียนเล็ก จริง ๆ โครงสร้างเหล่านี้เป็นปัญหามาตั้งแต่ต้น ผมอยากจะรู้ว่า ๙ อรหันต์ที่ทําการปฏิรูปการศึกษาไม่รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร ปรากฏว่า ในโครงสร้าง ๑๔ องค์ชายที่ว่านี้ก็เกิดการปฏิรูปการศึกษาขึ้น กลายเป็น ๕ ฮ่องเต้ครับ นี่เป็นสํานวนทางการศึกษา ถ้าใครอยู่กระทรวงศึกษาธิการนี่ถือเป็นสํานวนธรรมดามาก เขาบอกว่าจาก ๑๔ องค์ชายกลายเป็น ๕ ฮ่องเต้ นั่นก็คือกระทรวงศึกษาธิการกลายเป็น กระทรวงเดียวในประเทศไทยที่มีปลัดกระทรวง ๕ คน ปรากฏว่าพอยิ่งปฏิรูปข้าราชการส่วนบนก็ยิ่งเติบโต ข้าราชการส่วนล่างก็แย่ลง ท่านครับ เดิมมีประถมศึกษาจังหวัด มีสามัญศึกษาจังหวัด มีศึกษาธิการจังหวัด มีอยู่ ๑๔ คน พอไปยุบพรวดเดียวครับเหลือ ๓ คน รองปลัดกระทรวงอีกยี่สิบกว่า เหลืออีกไม่ถึง ๑๐ คน ดังนั้นครูจึงตกโครงสร้าง ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ จนถึงวันนี้ ๑๐ ปีที่บอกว่าได้เวลาแล้วที่ต้อง ปฏิรูปใหม่นั้น พูดก็ถูกครับแต่ถูกครึ่งเดียว ถ้าจะพูดให้ถูกเต็ม ๆ ก็คือมันล้มเหลวตั้งแต่ ปีแรกแล้ว ล้มเหลวอย่างไรครับ ปรากฏว่า ๑๔ กรมนั้นพอถูกยุบปั๊บ เกิดผู้ยิ่งใหญ่ขึ้นเป็น ๕ ปลัดกระทรวงในกระทรวงศึกษาธิการครับ จากสํานักงานอาชีวศึกษาเมื่อก่อนเป็นแค่ อธิบดี ซี ๑๐ กลายเป็น ซี ๑๑ เป็นปลัดกระทรวงอีกคนหนึ่ง สภาการศึกษาเป็นอีกคนหนึ่ง จากประถมศึกษา จากมัธยมศึกษา กลายเป็นปลัดกระทรวงอีกคนหนึ่ง ในฐานะเลขาธิการ สพฐ. แล้วอะไรเกิดขึ้นครับท่านประธาน ปรากฏว่าที่เราคิดว่าจะยุบ ๑๔ กรม ยุบ ๑๔ องค์ชายตามสํานวนนั้น กลับกลายไปเกิด ๑๗๕ องค์ชายขึ้นแล้วครับ เกิดอย่างไร ไปเกิด ๑๗๕ เขต และตอนนี้ล่าสุดเพิ่มอีก ๑๐ เขต ตอนปฏิวัตินี่ไปเพิ่มอีก ๑๐ เขต เป็ น ๑๘๕ เขต และตามพระราชบัญญัตินี้ ท่านครับ สํานักงานเขต ๑๘๕ เขตนี้ ตามหลักการโดยปรัชญาการปฏิรูปการศึกษาเป็ นเพียงแค่ระยะผ่าน ไม่ต้องการ ให้อยู่ถาวร เพื่ออะไรครับ เพื่อเป็ นสะพานเชื่อมให้กระทรวงสามารถจะผลักดัน แนวความคิดไปสู่โรงเรียน เพื่อให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคลให้เข้มแข็ง แต่พอเริ่มตั้งเท่านั้นเอง โครงสร้างของระบบราชการที่เข้มแข็งเช่นนี้ทําให้ผู้อํานวยการสํานักงานเขตทั้งหลาย ไม่ยอมลดแล้วครับ ไม่ยอมเป็นทางผ่านแล้ว กลายเป็นตําแหน่งถาวร และตําแหน่งถาวรนี้ เป็นตําแหน่งบริหาร เลื่อนได้ถึง ซี ๑๑ ดังนั้นผู้อํานวยการเขตทั้งหมดในประเทศไทย ๑๘๕ เขต สามารถจะเป็นปลัดกระทรวงได้เลยครับ ท่านครับ ที่ผมต้องพูดถึงโครงสร้าง ให้เห็นอย่างนี้ก่อนก็เพื่อให้เห็นว่าการปฏิรูปการศึกษาที่ตอนนี้รัฐบาลกําลังจะปฏิรูป รอบ ๒ จะเกิดปัญหาใหญ่ ดังนั้นปัญหาวันนี้ในส่วนของร่างพระราชบัญญัติ ๓ ฉบับ ที่เข้าสภานี้เป็นเพียงปลายเหตุเท่านั้นเองครับ เป็นเพียงปลายเหตุเท่านั้นเอง และเรื่องนี้ ผมกราบเรียนท่านประธานว่า จริง ๆ น่าจะรู้ มาแต่ต้นว่าครูประถมศึกษากับ ครูมัธยมศึกษานั้นคนละวัฒนธรรม ดังนั้นวันนี้การจะรวมกัน เดิมที่มารวมกันจะต้อง แยกกัน ก็เท่ากับแยกเป็น ๒ ส่วน คล้ายกับ ๒ กรม ผมถึงว่าเห็นด้วย แต่เป็นเรื่องปลายนํ้า เท่านั้น และวันนี้ที่ต้องอภิปรายทิ้งท้ายไว้ก็เพราะว่าจะเกิดการปฏิรูปการศึกษารอบใหม่ อีกแล้ว ท่านครับ ยิ่งปฏิรูปตําแหน่งก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ยิ่งปฏิรูปตําแหน่งก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ยกตัวอย่าง ง่าย ๆ ไปยุบ กศน. ครับ เพราะเป็ น ๑ ในกรม ๑๔ กรม ยุบ ๑๔ กรม มาเป็ น ๕ ปลัดกระทรวง กลายเป็ นความเทอะทะที่สุดของกระทรวงในประเทศไทย วันนี้เป็นกระทรวงแรก แต่พอบริหารไปสักพักหนึ่ง กศน. ขอขึ้นมาเป็นกรมอีกแล้วครับ สช. ก็จะขอขึ้นเป็ นกรมอีกแล้วครับ อีกไม่นานมัธยมศึกษาก็จะต้องขึ้นเป็ นกรมครับ แล้วมันคืออะไร ในที่สุดโครงสร้างขยาย ข้างบนก็เพิ่มขึ้น ๆ เพิ่มตําแหน่งขึ้น เป็นไปได้ อย่างไรครับ กระทรวงเดียวมีคนที่มีโอกาสเป็นปลัดกระทรวงได้ ๑๘๕ บวกกับอีก ๕ คน เป็น ๑๙๐ คนที่จะเป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการด้วยกัน มีสิทธิกินตําแหน่ง ซี ๑๑ ได้หมด ด้วยโครงสร้างเช่นนี้เองผมจึงเห็นว่าน่าจะต้องท้วงติงไว้ และโดยเฉพาะร่างที่นําเสนอ เข้ามานั้น ผมกราบเรียนเลยนะครับว่า เป็นส่วนที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งเนื่องจากว่า เพื่อน ส.ส. หลายท่านอยากจะเข้ามาเป็นกรรมาธิการ ผมก็ไม่รู้ว่าจะได้เป็นกรรมาธิการ หรือไม่ แต่ขอฝากประเด็นไว้ว่าการเขียนกฎหมายในมาตรา ๓ ที่แก้ไข มาตรา ๓๗ นี้เป็น กระบวนการลักไก่คณะรัฐมนตรี เป็นกระบวนการลักไก่การบริหารราชการของโครงสร้างรัฐในส่วนรัฐบาล ลักไก่อย่างไรครับ ปรากฏว่าวรรคสองของมาตรา ๓๗ ที่แก้ไขบอกว่า ให้รัฐมนตรีโดยคําแนะนําของสภา การศึกษามีอํานาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากําหนดเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อการบริหารขึ้นใหม่ได้ในส่วนของมัธยมศึกษา เพราะทันทีที่ขึ้นเขต ผมก็กราบเรียน ไปแล้วว่า มันเป็นพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินแน่นอน แต่ท่านก็จะพยายามบอกว่า เกลี่ยเงินไป ๆ จะเกลี่ยได้อยู่กี่ปี ถ้าจะทําก็ต้องทําให้มันชัดเจน รัฐบาลจะได้ไปตั้งบัดเจท (Budget) ตั้งงบประมาณว่าจะสร้างกระบวนการประสิทธิภาพการศึกษานั้นจะต้อง ทําอย่างไร ปรากฏว่าในวรรคสองนี้ใช้วิธีบอกว่ารัฐมนตรีคนเดียวเท่านั้น โดยคําแนะนํา ของสภาการศึกษา แล้ วก็จัดตั้งเขตการศึกษาในส่วนของมัธยมศึก ษาได้ แล้วถ้าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่เกี่ยวด้วยการเงิน ถามหน่อยเถอะครับ ครูไปนั่งตรงนั้น อาจารย์ไปนั่งตรงนั้นไปบริหารติดแหง็กอีกไปไม่ได้อีก ถ้ำท่านจะบอกว่า เพื่อความคล่องตัวรัฐมนตรีจะได้กําหนดได้เลย ปรึกษากับสภาการศึกษา แต่ท่านต้องเข้าใจนะครับ พอถึงจุดจุดหนึ่งใครก็อยากโตทั้งนั้นครับ ทันทีที่มีเขตการศึกษา ในส่วนมัธยมศึกษา ผู้อํานวยการเขตของมัธยมศึกษามีสิทธิได้ซี ๑๑ ใครก็อยากเป็น ผมถึงบอกว่าผมเห็นการปฏิรูประบบราชการในประเทศไทยในภาวะที่โครงสร้างระบบ อํามาตย์ที่เข้มแข็งที่สุด มันทําให้ระบบอํานาจการเมืองสู้ไม่ไหว โถมทับเข้าไปงบประมาณ มากเข้า ๆ ในที่สุดฝ่ำยการเมืองก็ต้องอนุมานตามนั้นทุกทีไป ท่านครับ ผมทํานาย ในอนาคตได้เลยว่าพอเดินไปอีกสักพักหนึ่งตามเอกสารที่บอกว่า ท่านจะสร้างเขต ขึ้นมาเพียง ๔๐ เขต หรือเท่าไรนะครับเมื่อกี้นี้ที่มีเอกสาร ผมทํานายเลยครับไม่มีทาง มันจะขยายอีก เพราะว่าจะเกิดขบวนการเรียกร้องขอขยายเพิ่ม แล้วมันก็จะมีปัญหา ไปตุงอยู่ที่งบประมาณแผ่นดิน เพราะงบประมาณแผ่นดินนั้นเรากําหนดไว้หลักการ คร่าว ๆ ว่าครึ่งหนึ่งของงบประมาณนั้นจะต้องไม่ให้เงินเดือนของข้าราชการนั้นเกินกว่า ครึ่งหนึ่ง เพราะไม่เช่นนั้นประชาชนจะต้องแบกภาษีหลังแอ่น แต่ลักษณะ การร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็คือกระบวนการขยายโครงสร้างของระบบราชการนั่นเอง ท่านครับ ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ใช่ไม่เห็นด้วย รู้ว่ามีปัญหาแต่รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบ มากกว่านี้ ไม่ใช่ว่าจําเป็ นก็ทําก่อน ๆ เกี่ยวกับการเงินก็บอกไม่เกี่ยวกับการเงิน อย่างนั้นไม่ได้หรอกครับ ท่านรัฐมนตรีชินวรณ์ที่เคารพ ท่านยังรับประทานข้าว อร่อยอยู่หรือเปล่า ถ้าท่านได้ยินเสียงผมแล้วก็เข้ามาฟังสักนิดก็จะดี เพราะบนนี้ บนอัฒจันทร์ไม่มีรัฐมนตรีฟังสักคน ก็ไหนบอกว่าท่านให้เกียรติสภามากนักอย่างไรเล่า ท่านประธานครับ ดังนั้นเราจะเห็นได้ชัดเจนว่าการเสนอร่างของรัฐบาลฉบับนี้และ เพื่อน ส.ส. ที่เห็นใจครูนั้นเราต้องเห็นใจบนพื้นฐานของการจัดโครงสร้างด้วย ดังนั้น มาตรา ๓๗ นี้ผมเองยังคิดว่าในวรรคสองควรต้องแก้ให้เป็นเรื่องของคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบ ต้องรู้ว่าถ้าจะขยายเขตเมื่อไร คณะรัฐมนตรีต้องจัดเงิน ให้เขา ไม่ใช่ไปจุกจิก ๆ อยู่ข้างล่าง สภาการศึกษาก็เป็นข้าราชการประจําก็มาเสนอ รัฐมนตรี รัฐมนตรีก็ห้อมล้อมเหมือนท่านรัฐมนตรีชินวรณ์นั่นละครับ ก็เริ่มต้นตอนเป็น รองประธานคณะกรรมาธิการก็ดูจะฟังผู้แทนราษฎรดี พอขึ้นไปแล้วไม่เอาเรื่องแล้ว กรรมาธิการเสนอแล้วว่าการเลือกตั้งครูที่ผ่านมาทุจริตเกินกว่าหกสิบเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ อาจารย์สมเกียรติก็อยู่ที่นี่ เราก็เห็นตรงกัน ปรากฏพอเสนอปั๊บถูกห้อมล้อมแล้วครับ อาจารย์สมเกียรติ พอถูกห้อมล้อมเสร็จเปลี่ยนความคิดเลยครับ ดังนั้นในวันนี้ผมว่า ใครไปนั่งตรงนั้นก็ลําบากใจ ถ้ากฎหมายเขียนไว้อย่างนี้ในที่สุดรัฐมนตรีไม่มีทางเลี่ยงครับ แต่ถ้าเขียนกฎหมายร่างของคณะรัฐมนตรีถ้าเขียนบอกว่า ให้รัฐมนตรีโดยคําแนะนําของ สภาการศึกษาผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ถ้าเป็ นอย่างนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจะมีทางออก ขอกราบเรียน ท่านประธานว่า ถ้าไม่อย่างนั้นถ้าแก้อย่างนี้ในที่สุดมันจะสร้างภาระให้แก่ประชาชน ในการเสียภาษีอย่างหนักแต่ไม่มีประสิทธิภาพ วันนี้ได้พิสูจน์แล้วครับว่าปัญหาการศึกษา ทั้งหมดที่ปั่นป่ วนมาเริ่มต้นจากปี ๒๕๔๒ ใครร่างล่ะครับ ขอให้พี่น้องเพื่อนครู ได้เข้าใจความเป็นจริงความเป็นมา เพราะผมเจ็บปวดที่สุดวันที่ไปนั่งเป็นที่ปรึกษาและ เป็ นเลขานุการรัฐมนตรีนั้น ใครก็บอกว่าพรรคเราร่างกฎหมาย บอกยังไม่ใช่ เรามารับปัญหาของมัน ผมจึงกราบเรียนตอนสุดท้ายว่า ผมจึงขอแสดงความยินดีกับ รัฐมนตรีที่มารับผลแห่งกรรมเสียที แต่ว่าไม่ได้เห็นด้วยกับการมาเป็นรัฐบาลของท่านเลย แต่ว่ามันเป็นกรรมของท่านที่จะต้องรับภาระนี้ต่อไป กราบขอบพระคุณครับ