สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

นริศ ขํานุรักษ์ อภิปรายเรื่องร่างพระราชบัญญัติทั้ง 3 ฉบับ โดยเห็นด้วยและเรียกร้องให้สมาชิกสภาให้ความเห็นชอบในการแก้ไข พร้อมวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับผลที่ตามมา และเรียกร้องให้แบ่งเขตและแยกงบประมาณให้เหมาะสมกับการบริหารการศึกษาของแต่ละหน่วยงาน และให้ความเห็นชอบต่อร่างพระราชบัญญัติ 3 ฉบับ

นายนริศ ขํานุรักษ์ พัทลุง

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขํานุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตที่จะ อภิปรายในร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ฉบับที่คณะรัฐมนตรีและเพื่อนสมาชิกได้เสนอให้ สภาได้พิจารณาในวันนี้ แต่ว่าผมอภิปรายเพียงบางฉบับและบางประเด็นเท่านั้น แต่ว่าอย่างไรก็ตามโดยหลักการแล้วผมเห็นด้วยแล้วก็เรียกร้องให้เพื่อนสมาชิกได้ให้ ความเห็นชอบต่อการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ฉบับนี้ด้วย เหตุเพราะว่าประการที่ ๑ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ขณะนี้เราได้ใช้กฎหมายฉบับนี้มาเป็นระยะเวลา ๑๐ ปีแล้ว ระยะเวลา ๑๐ ปี สภาพทางสังคม สถานการณ์โดยเฉพาะทางการศึกษา ได้เปลี่ยนแปลงไปมากมายแล้ว ผมคิดว่า ๑๐ ปีเพียงพอที่จะแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ในกฎหมายบางฉบับเขียนกําหนดไว้เลยว่าใช้บังคับไปกี่ปี ๕ ปี ๑๐ ปี ให้มีการแก้ไข ในกฎหมายฉบับนี้ไม่มีการเขียนเอาไว้ว่าจะมีการแก้ไขในระยะเวลาใด แต่ผมคิดว่า ๑๐ ปี เพียงพอที่จะแก้ไขเพื่อให้ทันสมัย ทันเหตุการณ์แล้วก็แก้ไขปัญหาประชาชนได้ นี่ประเด็นที่ ๑ ที่ผมมีความเห็นด้วยในเงื่อนไขของเวลา

ประเด็นที่ ๒ หากกลับไปดูเจตนารมณ์ของกฎหมายทั้ง ๓ ฉบับ พบว่า ถูกตราขึ้นบังคับใช้เพื่อที่จะทําให้การรวมเขตของการประถมศึกษากับมัธยมศึกษา เราหวังว่ามีเจตนารมณ์ว่าจะทําให้การประถมศึกษาสามารถจะมีคุณภาพทางการศึกษา ที่ดีขึ้น สูงขึ้น ประชาชนมีความพึงพอใจต่อการศึกษาของรัฐที่รัฐจัดการศึกษาให้ เราหวังว่ามัธยมศึกษาก็จะทําให้คุณภาพการศึกษาของมัธยมศึกษาดีขึ้นจากการรวมกัน แต่จนถึงขณะนี้ผมคิดว่าเป็นที่ประจักษ์และเป็นที่ยอมรับได้ครับว่าไม่เป็นไปตาม เจตนารมณ์นั้น การศึกษา คุณภาพการศึกษา ขณะนี้ถ้าดูจากการประเมินคุณภาพ การศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อการประกันคุณภาพของผู้เรียนที่อยู่ในมือผมขณะนี้ พบว่าคุณภาพการศึกษาของเรามีแต่ทรงกับทรุดเท่านั้นเอง ไม่ดีขึ้น ผมคิดว่าได้เวลา สําหรับการแก้ไข เปลี่ยนแปลงและข้อเท็จจริงอีกข้อหนึ่งก็คืองบประมาณสําหรับ ใช้ในการศึกษา การประถมศึกษากับมัธยมศึกษาอาจจะมีความต้องการการใช้ งบประมาณที่แตกต่างกัน บางโรงเรียน บางพื้นที่ต้องการใช้ในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน บางโรงเรียน บางพื้นที่ต้องการใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพ แต่ว่าทั้งหมดอยู่ในท่ามกลาง ความขาดแคลนทั้งสิ้นครับ ผมคิดว่าถ้าได้แยกงบประมาณ ทางประถมศึกษาก็จะได้ใช้ ตรงเป้ำหมาย ตรงความต้องการในการพัฒนาการศึกษา เช่นเดียวกันมัธยมศึกษา ก็สามารถใช้งบประมาณของตัวเองที่จํากัดได้ตรงเป้ำมากกว่าที่จะรวมงบประมาณแล้วก็ แบ่งกันใช้ในปัจจุบัน ปัจจุบันทางการประถมศึกษามีโอกาสได้ใช้งบประมาณมากกว่า อันนี้ ก็เป็นธรรมแล้วครับ เพราะว่าการประถมศึกษาขาดแคลนงบประมาณต่อเนื่องมายาวนาน จึงมีโอกาสที่จะได้รับการจัดสรรงบประมาณได้มากกว่า แล้วทําให้มัธยมศึกษาขาดแคลน ผมเคยอภิปรายในสภาแห่งนี้ว่าผมเปรียบเทียบกับโรงเรียนที่บ้านผมครับ มีนักเรียนอยู่ ๔๐๐ คน มีภารกิจยิ่งใหญ่มาก สร้ำงคน ทําคนให้ มีคุณภาพป้ อนสู่สังคม แต่มีงบประมาณน้อยมาก แล้วที่ใกล้บ้านผมมีหน่วยพิทักษ์ป่าของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อยู่ใกล้ ๆ มีเจ้าหน้าที่อยู่เพียง ๑๑ คน มีรถบรรทุก ๑ คัน มีรถปิคอัพ ๑ คัน มีมอเตอร์ไซค์ ๒ คัน แล้วก็ดูแลป่ำเพียง ๓๐,๐๐๐ ไร่เท่านั้นเอง ความพร้อมของงบประมาณ ของเครื่องมือมากมายหากเปรียบเทียบกับทางโรงเรียนซึ่งมีภารกิจที่ยิ่งใหญ่กว่า นี่เปรียบเทียบกันไม่ได้ ท่ามกลางความขาดแคลนนี้ครับ ผมคิดว่าถ้าเราได้แบ่งเขต เป็นเขตมัธยมศึกษากับเขตการประถมศึกษาแล้ว ผมคิดว่าการใช้งบประมาณน่าจะ ตรงเป้ำหมายของผู้บริหารของแต่ละหน่วยงานเหล่านั้น

ประเด็นถัดมา ผมเห็นด้วยว่าการแยกประถมศึกษากับมัธยมศึกษาจะทํา ให้เกิดมืออาชีพขึ้น ขณะนี้สังคมต้องการมืออาชีพมากยิ่งขึ้น เพราะสังคม มีความหลากหลาย ซับซ้อน ปัญหาเช่นเดียวกันครับมีความหลากหลายซับซ้อนตามมา ผมคิดว่ามืออาชีพจึงมีความจําเป็ นครับ ในทางมัธยมศึกษาก็ต้องการมืออาชีพ ในการพัฒนาการศึกษา ในการแก้ปัญหา ในทางประถมศึกษาก็เช่นเดียวกันต้องการ มืออาชีพในการสร้างนักเรียนในความรับผิดชอบ ผมจึงคิดว่าการมีมืออาชีพของแต่ละด้าน จึงมีความจําเป็นสําหรับการศึกษาในยุคนี้ ใน พ.ศ. นี้นะครับ ผมกราบเรียนท่านประธาน อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือที่จริงผมคิดว่าในอดีตเราเคยจัดการศึกษาให้มีศึกษาธิการจังหวัด เป็นการศึกษาที่ดีมาก มีหน่วยย่อยเป็นศึกษาธิการอําเภอ สามารถแก้ไขปัญหาได้ แต่ว่า เราเดินทางมาไกลมาก แม้ว่าดีที่สุดแต่ว่ามันไกลมากแล้วที่เราจะกลับไปมีศึกษาธิการ จังหวัดได้ การแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ก็คือการที่จะให้มีประถมศึกษาและมัธยมศึกษา แบ่งออกเป็น ๒ เขต แล้วก็หน่วยงานเหล่านี้ซึ่งเป็นหน่วยรับผิดชอบและหน่วยบริหาร การศึกษาจะได้เล็กลง จะได้ใกล้ชิดปัญหา ผมขออนุญาตฝากกรรมาธิการและอาจจะฝากท่านรัฐมนตรีไปเลยก็ได้ว่าการที่ หน่วยรับผิดชอบเล็กลงจะได้ดูปัญหาได้ครอบคลุมรอบคอบยิ่งขึ้น ผมขออนุญาตฝาก ทั้งกรรมาธิการ ทั้งรัฐมนตรีก็คือเรื่องการรับนักเรียนเข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษา ผมยอมรับว่าในเวลาที่ผ่านมาการมีเขตพื้นที่บริการของโรงเรียนบางโรงโดยเฉพาะ โรงเรียนยอดนิยมที่มีเขตพื้นที่บริการ เพราะว่าเป็ นการแก้ไขปัญหาการจราจร ก็ต้องยอมรับว่านโยบายเกิดขึ้นมาในอดีตเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาบางปัญหา แต่ว่า เมื่อปัญหาบางปัญหาคลี่คลายขยายตัวลงแล้วผมคิดว่านโยบายของรัฐบาลก็ต้อง คลี่คลายลงไปด้วย ผมยกตัวอย่างจังหวัดผมครับท่านประธาน จังหวัดพัทลุงมีโรงเรียน ประจําจังหวัด เป็นผู้ชายโรงเรียนหนึ่งชื่อโรงเรียนพัทลุง ผู้หญิงโรงเรียนหนึ่งชื่อโรงเรียน สตรีพัทลุง แต่ว่าจังหวัดพัทลุงมี ๑๑ อําเภอ แต่ว่าเขตบริการของ ๒ โรงเรียนนี้จํากัดอยู่ เฉพาะเขตเทศบาลเมืองพัทลุงเท่านั้น เสี้ยวหนึ่งเท่านั้นเอง เด็กที่อยู่ ๑๑ อําเภอรอบนอก ไม่สามารถเดินเข้าไปสอบได้เท่าเทียมกัน คือส่วนแบ่งของนักเรียน ๑๑ อําเภอเท่ากันกับ ในเขตเทศบาล ทั้ง ๆ ที่เทศบาลเมืองพัทลุงมีทั้งโรงเรียนระดับประถมศึกษา มีทั้งโรงเรียน ระดับมัธยมศึกษาเองแล้ว ผมจึงอยากเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้หรือกรรมาธิการได้พิจารณา ใคร่ครวญเรื่องนี้ด้วยว่าให้ยกเลิกเขตพื้นที่บริการสําหรับโรงเรียนยอดนิยม หรือโรงเรียน ประจําจังหวัดให้ทุกคนสามารถเดินเข้าสู่การแข่งขันได้เท่าเทียมกัน พวกผมที่มีโอกาส เป็นผู้แทนราษฎรเพราะว่าการศึกษาไม่มีกําแพงสูงมากให้พวกผมเดินทาง ผมนี่มาจาก ต่างอําเภอไกลมากมาสอบเข้าโรงเรียนประจําจังหวัดได้ เพราะว่าวันที่ผมเป็นเด็กนั้น ไม่มีกําแพงนี้อยู่ผมจึงเดินมาสอบได้ แต่วันนี้กําแพงนี้สูงมาก เด็ก ๑๑ อําเภอไม่สามารถ สอบแข่งขันได้เท่าเทียมกับเด็กภายในเขตเทศบาล และผลทางสังคมก็คือผู้ปกครอง รอบนอกต้องโอนรายชื่อตัวเองเข้ามาอยู่ในเมืองด้วย ซื้อบ้าน เช่าที่เพื่อที่จะให้มีชื่อ อยู่ในทะเบียนให้ลูกได้เข้าเรียนโรงเรียนยอดนิยมเหล่านี้ นี่ก็เป็นเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง และเกิดปรากฏการณ์ในจังหวัดพัทลุง โรงเรียนในจังหวัดพัทลุงโรงหนึ่งนอกจาก ไม่ช่วยต่อสู้ในเรื่องเหล่านี้ ในเรื่องความเป็นธรรมในการสอบเข้าแข่งขันแล้ว บางโรง ยังมอบโควตาให้กับท้องถิ่น ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละ อบต. ไปคัดเลือกเด็กมา ๑ อบต. หลักการฟังได้ดี แต่ว่า อบต. ไม่ได้คัดจริง ๆ อบต. ไปเลือกเอาลูกหลาน นายก อบต. เอาคนใกล้ชิด อบต. ไม่ได้เลือกตามเจตนารมณ์จริง ๆ กลายเป็นเครื่องมือ ในทางการเมืองกันในขณะนี้ ผมจึงอยากให้รัฐมนตรีได้ตรวจสอบในจังหวัดพัทลุง และให้ได้ทบทวนขอให้การสอบแข่งขันกันเข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษาเกิดความเป็นธรรม ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่าผมเห็นด้วย แล้วก็เรียกร้องให้เพื่อนสมาชิกได้ให้ ความเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ฉบับ ผมเชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหา ทางการศึกษาได้ในระดับหนึ่ง แม้ว่าผมเชื่อมั่นในฝี มือของรัฐมนตรีชินวรณ์ก็ตาม แต่คิดว่าการที่มีเครื่องมือดี ๆ จะทําให้บรรลุความสําเร็จได้ง่ายขึ้น ผมจึงขออนุญาต เรียกร้องต่อเพื่อนสมาชิกและตัวผมเองก็ให้ความเห็นชอบต่อร่างพระราชบัญญัติ ทั้ง ๓ ฉบับที่พวกเรากําลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ กราบขอบคุณท่านประธานครับ